วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อัมมาร'แนะแก้สองปัจจัยกระทบงบประกันสุขภาพ

"เงินไม่ใช่ประเด็นหลัก ควรตั้งโจทย์ว่าจะบริการอย่างไรให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด"

นับจากวันเริ่มจัดตั้ง "ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" เมื่อปี 2545 ปัจจุบันนี้ระบบดังกล่าวได้ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 13 แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีความขัดแย้งทั้งภายในระบบและนอกระบบเกี่ยวเนื่องกันหลายเรื่อง ซึ่งสุดท้ายแล้วผลกระทบย่อมตกอยู่กับประชาชนในการเข้ารับบริการ

จากปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจึงนำมาสู่การปฏิรูประบบสุขภาพในครั้งนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีข้อเสนอจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทยที่ติดตามนโยบายที่ถูกตีตราว่าเป็นนโยบายประชานิยมในยุคแรกเริ่ม ประกอบกับประสบการณ์ที่ได้รับเชิญไปร่วมบริหารจัดการงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในช่วงเริ่มต้น มุมมองของเขาเกี่ยวกับการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมทั้งทิศทางของระบบสาธารณสุขที่ควรเดินไป จึงเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้

O มีความเห็นอย่างไรต่อกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปัจจุบัน

เป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยสำหรับประชาชนที่ได้รับความอุ่นใจค่อนข้างมากในการเข้าถึงการรักษา โดยเฉพาะโรครุนแรง อย่างโรคหัวใจ มะเร็ง เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาสิทธิประโยชน์ต่อเนื่อง ช่วยให้ความเจ็บป่วยที่เกิดกับกระเป๋าสตางค์ประชาชนลดลงไปด้วย และเป็นการลดภาวะการล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาลตรงนี้มีข้อมูลประจักษ์ชัดเจน ผู้ป่วยได้รับการรักษาและมีโอกาสรอดชีวิตจากภาวะความเจ็บป่วยมากขึ้น

O ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นภาระทางงบประมาณหรือไม่

เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ผ่านมายังเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจำกัดจำเขี่ยมากเกินไป ซึ่งข้อกล่าวหานี้ควรเป็นระบบรักษาพยาบาลสวัสดิการข้าราชการที่ใช้งบประมาณจำนวนมากเมื่อคิดหัวเฉลี่ยต่อคนและแม้ว่า 3 ปีที่ผ่านมาจะมีความพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายแล้ว แต่ก็ยังสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ขณะที่ความกังวลต่อภาระงบประมาณหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในอนาคตนั้น จากการคำนวณพบว่า ไม่มากเท่าไหร่ แต่หากจะลดงบประมาณควรดำเนินการในส่วนของสวัสดิการข้าราชการมากกว่า

อย่างไรก็ตามเท่าที่ติดตามพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาระงบประมาณ คือ 1.โครงสร้างประชากรที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ภาระรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นและ 2.เงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร ยกเว้นค่าตอบแทนที่ใช้เงินบำรุงโรงพยาบาล หากรัฐบาลมีนโยบายเพิ่มเงินเดือน ซึ่งรัฐต้องเพิ่มเติมงบประมาณในส่วนนี้ แต่ที่ผ่านมากลับคงอัตรางบเหมาจ่ายรายหัวคงที่ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณเพิ่มเติม

O ทิศทางระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจากนี้ควรเป็นอย่างไร

ภาระค่ารักษาโรครุนแรงที่ประชาชนต้องแบกรับได้ทุเลาไปมาก โดยระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจ แต่ยังมีส่วนที่ต้องพัฒนา อย่างเช่นบริการปฐมภูมิโดยเฉพาะเขตเมือง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ต่างมุ่งเข้ารักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ในเมือง ส่งผลให้คนที่อยู่ในเมืองเข้าไม่ถึงการรักษา แม้ว่าจะเจ็บป่วยด้วยโรคพื้นๆ

ดังนั้นจึงควรมีการขยายบริการปฐมภูมิในเขตเมืองโดยประสานกับ อปท. (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) หรือเอกชน พร้อมกันนี้ต้องจัดระบบการรักษาพยาบาลที่ดี เพื่อให้คนต่างจังหวัดรักษายังโรงพยาบาลชุมชนมากขึ้น ไม่ใช่ไหลเข้าเมืองทั้งหมด

ผมคิดว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าดีอยู่แล้ว การยกเลิกคงเป็นไปไม่ได้ และทางการเมืองไม่มีทางเกิดขึ้น แต่เมื่อมีแล้วจะมุ่งหน้าอย่างไร ยอมรับว่าหลังมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า งบลงทุนกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลดลงไปมาก ส่งผลต่อการบริการประชาชน รัฐต้อง

ใส่งบเพิ่มเติมส่วนนี้จึงนำมาสู่ข้อเสนอปรับจัดสรรงบเหมาจ่ายขาลง และเกิดข้อถกเถียงระหว่าง สธ. และ สปสช.ขณะนี้แต่ผมมองว่า ไม่ว่าเงินจะอยู่ไหน ไม่ควรเป็นประเด็นหลัก แต่ควรตั้งโจทย์ว่าจะจัดบริการอย่างไรจึงเหมาะสม และประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด

O ขณะนี้ สธ.และสปสช.เกิดความขัดแย้งจัดสรรงบประมาณ

เป็นการแย่งอำนาจบริหารมากกว่า ดูแล้วเป็นแบบนั้น และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพราะ 2 ฝ่ายต่างมีทิฐิ มองว่าเป็นสัมมาทิฐิที่ต่างประสงค์ดี ซึ่งต้องดูว่าทำไม 2 สัมมาทิฐิจึงขัดแย้งกัน จะบริหารอย่างไรไม่ให้ขัดแย้ง ซึ่งควรมีการฟันธงว่าใครเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการงบประมาณ

ความขัดแย้งนี้มีคนเคาะได้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข การเคาะต้องไม่ใช่เหตุผลการเมืองว่า ใครมีเสียงข้างมาก แต่ต้องดูว่าการบริหาร สธ.หรือ สปสช. โจทย์คืออะไร และอะไรให้ประโยชน์ประชาชนมากที่สุด

O ในแง่การบริหารหากรัฐไม่เพิ่มงบลงทุน ปัญหาขัดแย้งก็จะคงอยู่ต่อไป

การลงทุนมีความจำเป็น เป็นตัวหล่อลื่นให้ความขัดแย้งลดลงได้ แต่ต้องไม่ใช่การลงทุนเพื่อเอาใจผู้เสียประโยชน์ ซึ่งขณะนี้ โรงพยาบาลหลายแห่งต้องการลงทุนเพิ่ม แต่ขณะเดียวกัน สธ.ต้องไม่หวงก้างประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยนอกที่ดึงผู้ป่วยไว้ที่โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปเนื่องจากกลัวงบเหมาจ่ายจะไหลออก แต่ต้องให้ท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมจัดบริการผู้ป่วยนอก

O มีความเห็นอย่างไรกับเขตบริการสุขภาพ สธ. และข้อเสนอจัดสรรงบเหมาจ่ายไปยังเขต

เรื่องนี้เป็นการบริหารจัดการ ผมไม่รู้ แต่ผมอยากรู้ว่า สธ.จะทำอะไรให้กับประชาชนจากเขตสุขภาพนั้น และทำอย่างไรให้เกิดผลดีเช่นถ้าผมจะหาเสียงกับประชาชน ผมจะสัญญากับประชาชนว่าเวลาไปหาหมอ ผู้ป่วยจะรอไม่เกิน 2 ชั่วโมง และหมอต้องมีเวลาให้ผู้ป่วยอย่างน้อย 15 นาที สธ.ทำได้หรือไม่ เพราะเรามีหมอเต็มบ้านเต็มเมือง จะดึงเขามาช่วยอย่างไร แต่ที่ผ่านมา สธ.มักวิพากษ์วิจารณ์เอกชนไม่ดี ทั้งที่มีอำนาจในการกำกับ

สิ่งที่ผมเห็นตั้งแต่อยู่ สปสช. คือ สธ.วิตกและหวงแหนโรงพยาบาลในสังกัด 800 แห่งมากไป โรงพยาบาลบางแห่งต้องดูแล อย่างโรงพยาบาลจำเพาะอย่าง ห่างไกล ทุรกันดาร ประชากรน้อย ต้องมีงบประมาณเพื่อดูแลโดยตรง ซึ่งที่เหลือต้องผ่องถ่ายออกไปให้กับ อปท.หรือในรูปแบบโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

...

นี่คือมุมมองของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อัมมาร ต่อการพัฒนาระบบประกันสุขภาพ ส่วนการปรับปรุงแก้ไขจะมีดีกรีถึงขั้นปฏิรูปหรือไม่นั้น คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่เจ้ากระทรวงทุบโต๊ะตัดสิน แต่อาจอยู่ที่การจัดการความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานให้ได้เสียก่อน หากทำได้เมื่อไร เมื่อนั้นก็จะเป็นจุดตั้งต้นแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน