วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐขยายเวลารับผู้ประกันตนหลังตกค้างอื้อ

รัฐบาลสั่งกระทรวงแรงงานแก้พ.ร.ฎ. ขยายเวลารับสมัครผู้ประกันตนตามมาตรา40 สำหรับผู้มีอายุเกิน60ปีออกไปอีก10วัน

ดำเนินการก่อนสิ้นปี หวังเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ขณะที่ สธ.พบพิรุธจัดสรรงบบัตรทอง หลังเจอหลักฐานจ่ายให้องค์กรที่ไม่ใช่หน่วยบริการ เลขาฯสปสช.แจงเป็นงบสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุข

นางปราณิน มุตตาหารัช เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวเมื่อวานนี้ (9 ธ.ค.) ถึงกระแสเรียกร้องให้ขยายเวลาการรับสมัครผู้ประกันตนตามมาตรา 40 สำหรับผู้มีอายุเกิน 60 ปีออกไปอีกระยะหนึ่ง ว่า ภายหลังการปิดรับสมัครผู้ประกันตนตามมาตรา 40 สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีไปเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีประชาชนให้ความสนใจสมัครเข้ามาเป็นจำนวนมาก และมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถสมัครได้ทันในระยะเวลาที่กำหนด

รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงมีนโยบายขอให้กระทรวงแรงงานไปดำเนินการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ.2554 มาตรา 40 เพื่อขยายระยะเวลาการเปิดรับสมัครผู้ประกันตนมาตรา 40 ให้กับประชาชนที่มีอายุเกิน 60 ปีที่ตกค้างไม่สามารถสมัครได้ทัน

ทั้งนี้ สปส.จะขยายระยะเวลาการรับสมัครให้อีก 10 วัน ภายหลังการแก้ไข พ.ร.ฎ.ดังกล่าวเสร็จสิ้น โดยจะดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน

วันเดียวกัน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนงบลงทุน ภายใต้แผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ พ.ศ.2559-2560 ซึ่งมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ.รพท.) ทั่วประเทศเข้าร่วม

นพ.ณรงค์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การบริหารของโรงพยาบาลในสังกัด สธ.ที่ผ่านมามีรายรับประมาณ 108,000 ล้านบาท เป็นเงินทุนหมุนเวียน 14,000 ล้านบาท โดยในส่วนของรายได้จากกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อนำมาลบกับต้นทุนประสิทธิภาพ จะพบว่าติดลบหรือขาดทุนประมาณ 7,000 ล้านบาท แยกเป็นโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ติดลบประมาณ 299 ล้านบาท รพท.ติดลบกว่า 4,000 ล้านบาท และรพศ.ติดลบราว 2,800 ล้านบาท

แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมร่วมกับรายได้จากกองทุนประกันสังคมและสิทธิสวัสดิการข้าราชการที่มีผลเป็นบวกหรือมีรายได้มากกว่าต้นทุนอยู่ที่ ประมาณ 9,000 ล้านบาท โดยภาพรวมเหลือเงินในระบบราว 1,800 ล้านบาท ซึ่งหากมีการบริหารจัดการดีกว่านี้จะทำให้แต่ละโรงพยาบาลมีสภาพคล่องมากขึ้น

นพ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ต้องแก้ไข คือ โรงพยาบาลหลายแห่งประสบปัญหาวิกฤตทางการเงินระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูง โดยพบว่ามีโรงพยาบาล 105 แห่งที่ขาดทุนในรอบ 3 ปี ข้อมูลหนึ่งที่พบ คือ การบริหารงบหลักประกันสุขภาพฯ ไปยังหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลต่างๆ ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยพบว่างบกองทุนตำบลที่กระจายปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท มีการค้างท่อ 4,104 ล้านบาท ซึ่งสะสมมาตั้งแต่ปี 2549-2557

ที่สำคัญยังพบการโอนเงินเข้าบัญชีโรงพยาบาลหลายแห่งช่วงปลายปี โดยเมื่อวันที่ 27 ก.ย.55 พบการโอนเงินจาก สปสช.ไปให้โรงพยาบาลศรีสังวาล จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 11 ล้านบาท จากนั้นมีการเรียกเงินคืน สปสช.จำนวนเท่าเดิม นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวไปให้องค์กรอื่นๆ ที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าจะต้องจัดสรรให้หน่วยบริการเท่านั้น ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ได้นำเสนอให้บอร์ด สปสช.รับทราบแล้ว แต่ยังไม่มีคำอธิบายหรือชี้แจงใดๆ

ด้าน นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า งบที่กระจายไปยังหน่วยงานที่ถูกตั้งคำถาม เป็นงบที่เรียกว่า "งบสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุข" ซึ่งเป็นงบในการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข ส่วนที่ปลัดสธ.ระบุว่า มีการนำเสนอบอร์ดสปสช.แล้ว แต่ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากไม่ถูกบรรจุในวาระการพิจารณา

ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. กล่าวว่า เรื่องนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมาก เท่าที่ทราบมีคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลัง ที่มีนายคณิศ แสงสุพรรณ เป็นประธาน ซึ่งกำลังดูรายละเอียดอยู่ แต่เงินดังกล่าวไม่น่าเป็นงบเหมาจ่ายรายหัว เพราะสปสช.มีงบหลายก้อน