คนรุ่นใหม่มอง AI เสริมประสิทธิภาพ ไม่ได้แย่งงาน แต่จะเข้ามาช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในการทำงาน พร้อม เสนอปรับการเรียนการสอนเน้นวิธีคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถามอย่างถูกต้อง และการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์
KEY POINTS
- AI เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพและผลิตภาพในการทำงานของมนุษย์ AI จะเข้ามาช่วยงานให้เรา productive ได้เยอะขึ้น การจ้างงานก็อาจจะมากตามขึ้นไปด้วย
- การเข้ามาทำหน้าที่อาสาสมัครในงานประชุมระดับโลก ช่วยเปิดมุมมองและพัฒนาทักษะการทำงานจริง โดยเฉพาะการสื่อสารกับผู้แทนจากทวีปแอฟริกาที่มีความหลากหลายทางด้านสำเนียง
- โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ปัจจุบัน AI พัฒนาไปไกลมาก ถ้าเราเป็นคนที่ใช้ AI ได้ดี รู้จักนำผลลัพธ์จาก AI มาวิเคราะห์ต่อ และรู้จักตั้งคำถามกับคำตอบของ AI ก็จะสามารถนำมาพัฒนาเนื้องานของตัวเองได้ดีขึ้น
คนรุ่นใหม่มอง AI เสริมประสิทธิภาพ ไม่ได้แย่งงาน แต่จะเข้ามาช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในการทำงาน ซึ่งเมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น การจ้างงานก็อาจขยายตัวตามไปด้วย ไม่กังวลว่าจะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ทั้งหมด เสนอปรับการเรียนการสอนเน้นวิธีคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถามอย่างถูกต้อง และการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงสอนวิธีการใช้งาน AI อย่างถูกต้อง
ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.ประเด็นการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผลกระทบต่อตลาดแรงงาน โดยเฉพาะโอกาสการจ้างงานของกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ (First Jobber) ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในเวทีเศรษฐกิจระดับนานาชาติ
มีการคาดการณ์ในเวทีโลกว่า ในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า แรงงานทั่วโลกอาจมีจำนวนทะลุกว่า 1,200 ล้านคน ขณะที่ตำแหน่งงานรองรับมีเพียงราว 400 กว่าล้านตำแหน่ง ส่งผลให้มีประชากรแรงงานกว่า 800 ล้านคนตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทดแทน (Disrupt) ทำให้โจทย์เรื่องการเตรียมความพร้อมของเยาวชนรุ่นใหม่กลายเป็นประเด็นเร่งด่วนของระบบการศึกษาไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
วิกฤตหนี้สาธารณะเบียดงบชีวิต 'AHF' ดัน 3 ทางออกปลดล็อกงบสุขภาพ-ศึกษา
IMF เตือน AI พลิกเศรษฐกิจโลก ชี้โจทย์ใหญ่สร้าง 'ผลิตภาพ' รับมือผลกระทบแรงงาน
ไม่กังวลถูกแย่งงานเชื่อ AI เพิ่มผลิตภาพ
ในมุมมองของ คนรุ่นใหม่ ที่ร่วมปฏิบัติงานในฐานะ“ทีมอาสาสมัครประเทศไทย”"อภิภู กำเนิดนักตะ "หรือ ปลื้ม อายุ 19 ปี นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะเศรษฐศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ (EBA) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายโรงแรม (Hotel) ประจำโต๊ะประชาสัมพันธ์ (Information Desk) ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล คอยให้ข้อมูลและประสานงานแก่คณะผู้ว่าการธนาคารกลาง (Governors) และผู้แทนระดับสูงจากต่างประเทศ ได้สะท้อนมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดังกล่าว
อภิภู กล่าวถึงความกังวลเรื่อง AI จะเข้ามาแย่งงานในอนาคตว่า ไม่ได้รู้สึกกังวล
เพราะทุกวันนี้ ในชีวิตประจำวันและการเรียน "อภิภู" ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยสืบค้นข้อมูลแทนการค้นหาแบบเดิม ช่วยระดมความคิดในการตั้งโครงงานการศึกษา เช่น การกำหนดหัวข้อที่เชื่อมโยงกับดัชนีการพัฒนาระดับสากล (World Development Indicators)
อย่างไรก็ตาม การใช้งานจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคิดวิเคราะห์ โดยผู้ใช้จะต้องไม่นำคำตอบของระบบมาใช้งานโดยทันทีโดยปราศจากการตรวจสอบ
“เราก็ต้องมีไอเดียเป็นของตัวเองก่อน แล้วค่อยให้ AI มาช่วยหาเหตุผลสนับสนุนไอเดียที่เราตั้งไว้ และเราจะเชื่อเลยทันทีไม่ได้ ต้อง Fact-check เสมอ ผมจะไม่ดูแค่ข้อมูลสรุป แต่จะคลิกเข้าไปดูเว็บไซต์ต้นทาง ดูข้อมูลปฐมภูมิว่าเนื้อหาจริง ๆ เขาพูดว่าอะไร ให้มันเปรียบเทียบข้อมูลให้ ดีกว่าการเชื่อไปเลย”
เสริม Data เตรียมพร้อมสู่ตลาดแรงงาน
การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีก 2 ปีข้างหน้า "อภิภู" สมัครเรียนหลักสูตรอบรมออนไลน์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะทางดิจิทัล ขณะเดียวกัน การเข้ามาทำหน้าที่อาสาสมัครในงานประชุมระดับโลกครั้งนี้ ยังช่วยเปิดมุมมองและพัฒนาทักษะการทำงานจริง โดยเฉพาะการสื่อสารกับผู้แทนจากทวีปแอฟริกาที่มีความหลากหลายทางด้านสำเนียง ตลอดจนการทำงานร่วมกับเพื่อนอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้การดูแลของ "กฤตรัตน์ ปัทราช" นักวิชาการสรรพากรปฏิบัติการเท่ากับเป็นการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ตลาดงานในอนาคต
ใช้ AI พัฒนาเนื้องานให้ดีขึ้น
ด้าน เบญญาภา แสงทอง หรือ “จีจี้” นิสิตชั้นปีที่ 3 ภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พนักงานชั่วคราว (Temp Staff) ของเอ็นซีซี (NCC) ประจำจุดคัดกรองความปลอดภัย สแกนคิวอาร์โค้ด และตรวจสอบบัตรผู้เข้าร่วมการประชุม ยอมรับว่าช่วงแรกมีความกลัวว่า AI จะเข้ามาแย่งงานในอนาคต แต่คิดว่าคุณสมบัติที่สำคัญของคนทำงานในอนาคตคือ “การปรับตัว”
“โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ปัจจุบัน AI พัฒนาไปไกลมาก ถ้าเราเป็นคนที่ใช้ AI ได้ดี รู้จักนำผลลัพธ์จาก AI มาวิเคราะห์ต่อ และรู้จักตั้งคำถามกับคำตอบของ AI ก็จะสามารถนำมาพัฒนาเนื้องานของตัวเองได้ดีขึ้น” เบญญาภา กล่าว
‘มัธยมต้น’ วัยเหมาะสมเริ่มต้นเรียนรู้ AI
เพื่อรับมือกับโลกการทำงานในอนาคต จึงจำเป็นต้องกำหนดช่วงวัยและวิธีการจัดการเรียนการสอนเทคโนโลยี AI ในหลักสูตรการศึกษาไทย จากประสบการณ์ตรงในการเป็นติวเตอร์สอนพิเศษวิชาภาษาอังกฤษให้แก่เด็กนักเรียนชั้นประถม “จีจี้” มองว่า การนำ AI เข้าไปสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถือเป็นช่วงเวลาที่ “ยังเร็วเกินไป”
“จากที่เห็นเด็กประถมในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ใช้สื่อและอยู่กับหน้าจอหรือแท็บเล็ตเยอะมาก ซึ่งการใช้สื่อมากเกินไปส่งผลกระทบต่อสมาธิของเด็ก ทำให้สมาธิหลุดโฟกัสได้ง่าย และส่งผลให้ทักษะการมีปฏิสัมพันธ์หรือการสื่อสารกับผู้คนรอบข้างน้อยลง หากเรารีบนำ AI ไปให้เด็กใช้ตั้งแต่เล็กเกินไป ก็อาจยิ่งส่งผลกระทบเชิงลบตามมา ส่วนตัวจึงมองว่า วัยที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มสอน AI คือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น”
เธอมองว่า ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1–ม.3) เป็นช่วงวัยที่เด็กมีวุฒิภาวะและความพร้อมด้านตรรกะทางความคิดมากขึ้น เหมาะสมสำหรับการเริ่มต้นเรียนรู้เรื่อง การใช้งาน AI อย่างถูกวิธีและต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นภาพจริงว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนการทำงานได้อย่างไร จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี ปลูกฝังการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ละเมิดกฎเกณฑ์ และรู้เท่าทันผลกระทบ การใช้ AI เพื่อสร้างประโยชน์ในอนาคต สร้างความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วยในการค้นคว้าและทำงาน
3 มิติหลักการเรียนการสอน AI
เบญญาภา ชี้ว่า ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือ เมื่อมีเทคโนโลยี AI เกิดขึ้น ผู้เรียนจำนวนมากเมื่อป้อนคำถาม (Prompt) เข้าไป มักจะปักใจเชื่อคำตอบที่ได้รับในทันที ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาเป็นต้นไป จึงต้องมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเรียนรู้ 3 มิติหลัก ได้แก่ สอนใช้งานจริง ดีกว่าตั้งกฎห้าม เนื่องจาก AI เป็นกระแสที่ไม่สามารถปิดกั้นได้ การสอนให้เด็กใช้งานอย่างถูกต้องจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ฝึกฝนให้ผู้เรียนกล้าตั้งข้อสังเกต นำข้อมูลหรือตัวเลขที่ AI ประมวลผลได้มาพิจารณาต่อว่ามีความสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือหรือไม่ ฝึกทักษะการตั้งคำถามใหม่ๆ (The Right Prompting) สอนให้เด็กรู้จักโฟกัสที่การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงแค่นั่งรอรับคำตอบสำเร็จรูปจาก AI
ไม่กลัวถูกแย่ง แต่ต้อง ‘ปรับตัว’
ในฐานะนิสิตที่ตั้งเป้าหมายก้าวเข้าสู่สายงาน Investment Banker (IB) หรือวาณิชธนกิจ ในบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งต้องใช้ทักษะการเรียนรู้สูง (Learning Curve) ในการวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ การทำข้อตกลง M&A และการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ยอมรับว่า มีความกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงาน
คุณสมบัติสำคัญของแรงงานที่จะอยู่รอดในอนาคตคือ “ทักษะการปรับตัว (Adaptability)” โดยเธอได้นำเครื่องมืออย่าง ChatGPT, Claude รวมถึง Gemini Pro มาช่วยประมวลผลข้อมูลและทุ่นแรงในการเรียน แต่ทุกครั้งจะยึดหลักการคิดเองก่อนรอบหนึ่ง จากนั้นจึงให้ AI ช่วยหาจุดบกพร่อง และทำการเปรียบเทียบคำตอบจากหลายระบบพร้อมตรวจสอบแหล่งอ้างอิงต้นทาง (Cross-checking) เสมอ
“การเรียนรู้เพื่อรับมือกับโลกอนาคต จึงไม่ใช่การวิ่งหนีหรือหวาดกลัว แต่คือการวางรากฐานให้เยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยมต้นได้เข้าใจกระบวนการใช้ AI เป็นเครื่องมือร่นระยะเวลาและตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น (Shortcut) เพื่อนำศักยภาพของมนุษย์ไปต่อยอดการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจ อันจะเป็นเกราะป้องกันสำคัญไม่ให้คนรุ่นใหม่ต้องตกขอบในยุคที่ตลาดแรงงานถูกปฏิวัติด้วยเทคโนโลยี” เบญญาภา กล่าวทิ้งท้าย





