"ปวีณา"พาผู้เสียหายแจ้งความเอาผิดเจ้าของเฟซบุ๊ก อ้างเปิดจ้างงานก่อนออกอุบายลวงเปิดบัญชีธนาคารใช้กระทำผิด
นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้พานายเอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี และผู้เสียหายอีก 3 คน เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ชัยทัต บุญขำ รอง ผบก.ป.รักษาราชการแทน ผบก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายอภิเดช นครชัย หลังจากมีพฤติการณ์เปิดเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ประกาศรับสมัครผู้ที่สนใจทำงานพิเศษ มีลักษณะงานคือทำหน้าที่ยืนยันรับรายการสั่งซื้อสินค้าประเภทต่างๆ แต่ภายหลังกลับพบว่าเป็นกลอุบายหลอกลวงผู้เสียหาย เพื่อให้เปิดบัญชีธนาคาร แล้วนำไปใช้ในการกระทำความผิด จนผู้เสียหายถูกแจ้งความดำเนินคดี
นางปวีณา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางผู้เสียหายได้เข้าร้องทุกข์กับตน ว่าได้พบเฟซบุ๊กดังกล่าวที่ประกาศรับสมัครทำงานพิเศษ จึงเกิดความสนใจเพราะต้องการหารายได้เสริมอยู่แล้ว เมื่อติดต่อไป ก็มีการระบุว่า งานที่ให้ทำจะมีรายได้สัปดาห์ละ 5,000 บาท แต่จะต้องเปิดบัญชีธนาคารเอาไว้ แล้วจะมีเงินโอนเข้ามาครั้งละ 10,000 บาท ขอให้ไปถอนออกมาซื้อบัตรเติมเงินโทรศัพท์ พร้อมกับให้แจ้งรหัสบัตรเติมเงิน แล้วฉีกสลิปบัตรเติมเงินดังกล่าวทิ้งไป ซึ่งผู้เสียหายทำแบบนี้อีก 4 ครั้ง กระทั่งเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ก็ถูกแจ้งความดำเนินคดี โดยผู้ที่แจ้งความเอาผิด อ้างว่าโอนเงินสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือไอโฟน 5 ไปให้ ผ่านชื่อบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย แต่กลับไม่ได้รับสินค้าแต่อย่างใด ซึ่งทางผู้เสียหาย ไม่ทราบเรื่องใดๆ คาดว่าเป็นฝีมือของนายอภิเดช ที่กระทำการหลอกลวงแล้วใช้บัญชีธนาคารผู้เสียหาย มารองรับในการกระทำผิด
นางปวีณา กล่าวว่า สำหรับกรณีของผู้เสียหายอีกราย พบว่า ในระหว่างที่นอนพักรักษาตัวที่ รพ.แห่งหนึ่ง ได้ทำบัตรประชาชนหายไป ภายหลังถึงรู้ว่าถูกนำไปใช้เปิดบัญชีธนาคารถึง 8 แห่ง และถูกใช้รองรับการโอนเงินชำระค่าสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง อาทิ เหล็กเส้น ฯลฯ รวมกว่า 1 ล้านบาท เมื่อทางผู้เสียหายทราบเรื่องว่าถูกนำชื่อไปใช้เปิดบัญชีธนาคาร และหลอกลวงผู้อื่นในการโอนเงินค่าสินค้า ก็รีบไปแจ้งอายัดบัญชีทันที โดยธนาคารพาณิชย์บางแห่งตรวจสอบภาพจากตู้เอทีเอ็ม ที่มีการถอนเงินออกไป ก็มีที่จับภาพคนร้ายไว้ได้ เรื่องนี้จึงเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะสามารถติดตามตัวคนร้ายได้
“เรื่องนี้ดิฉันอยากให้เป็นอุทาหรณ์ว่า ผู้ที่สนใจจะทำงานหรือหารายได้พิเศษ ควรตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ให้ดีเสียก่อน และอย่าหลงเชื่อผู้ที่ชักชวนผ่านทาเฟซบุ๊กลักษณะนี้ รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็ควรให้คำแนะนำและดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น เรื่องของเทคโนโยลี มีทั้งข้อดีและข้อเสีย บางครั้งก็มีการหลอกลวงกัน โดยเฉพาะกับผู้ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอ หรืออาจหลงกลอุบายที่มีการเอาเรื่องงานเรื่องเงินมาล่อ ก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาแบบนี้” นางปวีณา กล่าว
นางปวีณา กล่าวว่า ทางมูลนิธิฯ ก็คงจะติดตามความคืบหน้าและช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าไม่ได้กระทำผิด เพียงแต่ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงโดยออกอุบายให้เปิดบัญชีธนาคารไปใช้กระทำความผิด จึงอยากให้ทางตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ไปหลอกผู้ใดได้อีก
ขณะที่ พ.ต.อ.ชัยทัต ปฎิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยมอบหมายให้ พ.ต.ท.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.1 บก.ป.รับเรื่องและสอบปากคำผู้เสียหายไว้ ก่อนจะสืบสวนหาพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อใช้อ้างอิงในการต่อสู้คดีของผู้เสียหาย ว่าที่ได้เปิดบัญชีธนาคารนั้น เป็นการถูกหลอกลวง ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด
พ.ต.ท.พงษ์ไสว กล่าวว่า ในส่วนความประสงค์ของผู้เสียหายที่จะดำเนินคดีเจ้าของเฟซบุ๊กที่หลอกลวง นั้น คงตรวจสอบก่อนว่าเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ นายอภิเดช เป็นชื่อและนามสกุลจริง หรือไม่ หรือใครเป็นผู้เปิดและมีใครเกี่ยวข้องบ้าง อย่างไรก็ดี สำหรับการกระทำดังกล่าวน่าจะเข้าข่ายความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เพื่อใช้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 โดยส่วนนี้คงต้องใช้ระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานอีกระยะหนึ่งก่อน ว่าเข้าข่ายความผิดดังกล่าวหรือเป็นความผิดฐานใดอีกหรือไม่ จากนั้นจึงนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาตั้งคณะทำงานในการสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีต่อไป









