จักรมณฑ์ ถก อมตะ วางแนวทางตั้งนิคมฯกำจัดขยะอุตฯและรีไซเคิล คาดต้องใช้พื้นที่ 1.2 หมื่นไร่
เล็งยกระดับเป็นโครงการ จีทูจี กับต่างชาติ เพราะต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง และเงินลงทุนมหาศาล
นายปราโมทย์ วิทยาสุข ว่าที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการหารือกับผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมอมตะว่า ในปัจจุบันมีขยะอุตสาหกรรมที่มีพิษจำนวนทั้งสิ้นกว่า 3 ล้านตันต่อปี แต่ในจำนวนนี้มีการกำจัดที่ถูกต้องไม่ถึงครึ่ง ทำให้มีขยะมีพิษจำนวนมากที่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยไม่ถูกต้อง ดังนั้นนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้มีแนวคิดที่จะตั้งนิคมกำจัดขยะอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการกำจัดขยะอุตสาหกรรมในแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรงงานหนาแน่น เช่น ภาคกลาง และตะวันออก
ในเบื้องต้นมองว่า นิคมกำจัดขยะฯนี้ จะสามารถกำจัดขยะมีพิษอุตสาหกรรม และการรีไซเคิลต่างๆ อย่างครบวงจร รวมทั้งการสร้างเตาเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าสร้างรายได้ให้กับนิคมฯ เพื่อลดต้นทุนการกำจัดขยะให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งในเบื้องต้นมองว่านิคมฯแห่งนี้ควรจะมีพื้นที่ประมาณ 15-20 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 9.3 พันไร่ -1.25 หมื่นไร่ ตั้งในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งอาจจะต้องเจรจาขอใช้พื้นที่ของรัฐบาลหรือของทหาร และปลูกต้นไม้เป็นกำบังล้อมรอบ 2-3 ชั้น เพื่อลดผลกระทบกับชุมชน รวมทั้งจะต้องจับมือกับประเทศที่มีเทคโนโลยีการกำจัดขยะอุตสาหกรรมชั้นนำ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน หรือสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งแนวทางความร่วมมืออาจจะเป็นแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่และใช้เทคโนโลยีชั้นสูงมีมาตรฐานระดับโลก และมีค่ากำจัดขยะอุตสาหกรรมที่เป็นธรรม
“การหารือกับทางนิคมฯอมตะในวันนี้ ก็เพราะว่าเป็นนิคมฯที่มีระบบการกำจัดกากอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งหลังจากนี้จะต้องไปหารือกับหลายฝ่าย เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตกผลึกเป็นรูปธรรม ซึ่งแม้ว่าจะมีขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องใช้เวลาแต่กระทรวงอุตสาหกรรมจะผลักดันให้เกิดขึ้นภายใน 1 ปี ซึ่งหากโครงการเป็นรูปธรรมและมีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รองรับภาคเอกชนก็จะเข้ามาลงทุนเองโดยไม่ต้องชักจูง” นายปราโมทย์ กล่าว
ด้าน นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิคมฯอมตะ จะกลับไปศึกษาข้อมูลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมให้การบ้านมา ข้อมูลที่ต้องกลับไปศึกษารายละเอียด เช่น ประเทศไหน มีใครใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง ประเทศไหนดีที่สุด มีต้นทุนในการบริหารจัดการอย่างไร พื้นที่ควรเป็นลักษณะไหน เพราะต้องใช้พื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยหลังจากนี้จะกลับมาหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์ และจะมีการหารือประมาณ 5 ครั้ง คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
“วันนี้การหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นการให้โจทย์กลับไปคิด ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ต้องใช้งบประมาณเท่าไร เจาะจงพื้นที่ตรงไหนได้ชัดเจน หรือว่าจะต้องใช้เทคโนโลยีจากประเทศไหนอะไรบ้าง เพราะยังเป็นเพียงภาพทางนิคมฯอมตะไม่ชอบพูดอะไรที่ยังไม่เห็นข้อมูลที่ชัดเจน ขอไปทำข้อมูลที่ชัดเจนมาก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน ไม่อยากพูดลอยๆ แบบขายฝัน” นายวิกรม กล่าว









