วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรมทรัพย์ฯเปิดเวทีฟังปัญหาน้ำอีสาน

กรมทรัพยากรน้ำ เปิดเวทีรับฟังปัญหาลุ่มน้ำมูล5จ.อีสานล่าง ด้านอธิบดีกรมฯ มั่นใจ10ปี แก้ไขปัญหาน้ำได้ทั้งหมด

ที่โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะคณะอนุกรรมการการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ได้จัดเวทีสัมนา “การรับฟังสภาพปัญหา และแนวทางการแก้ไขปัญหาของลุ่มน้ำมูล เพื่อยกร่างแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ”

โดยมีนายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธาน พร้อมด้วยนายสุรพล ปัตตานี รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ, นายชิตชนก สมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 8, คณะอนุกรรมการลุ่มน้ำมูลในพื้นที่ 5 จังหวัด ประกอบไปด้วย นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ร่วมสัมมนาในครั้งนี้กว่า 1,000 คน

ในการจัดเวทีสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อรับฟังสภาพปัญหาของลุ่มน้ำมูล ซึ่งมีลำน้ำยาว 641 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 71,061 ตารางกิโลเมตร ในพื้นที่ 5 จังหวัด ประกอบด้วย นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งมักจะมีปัญหาทั้งน้ำท่วม และน้ำแล้งซ้ำซากทุกปี ดังนั้นทางกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ จึงได้จัดทำโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังสภาพปัญหาของลุ่มน้ำมูล จากผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้มีมีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เพื่อรวบรวมข้อมูลมายกร่างแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบในระดับชาติต่อไป

โดยครั้งนี้ถือว่าเป็นการจัดเวทีสัมมนาสัญจรครั้งแรกของคณะอนุกรรมการฯ หลังจากนั้นจะจัดไปอีก 3 จังหวัด ประกอบไปด้วย วันที่ 9 กันยายน ที่ จ.อุดรธานี กลุ่มลุ่มน้ำโขง-ลุ่มน้ำชี, วันที่ 11 กันยายน ที่ จ.สุราษฎร์ธานี กลุ่มลุ่มน้ำตาปี และวันที่ 12 กันยายน 2557 ที่ จ.สงขลา กลุ่มลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้ ทางกรมทรัพยกรน้ำ ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการฯ ต้องการมารับฟังปัญหาจากในพื้นที่ทุกภาคส่วน เพื่อให้ทราบปัญหาที่แท้จริงว่าที่ผ่านมามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาสังเคราะห์ก่อนจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์พัฒนาลุ่มน้ำมูลอย่างเป็นระบบในกรอบที่กำหนดไว้ 10 ปี

โดยจะแบ่งเป็นระยะสั้น 3 ปี ระยะกลาง 5 ปี และระยะยาว 10 ปี ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบทั้ง 3 เรื่องหลัก ได้แก่ เรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ ให้ทั่วถึง เป็นธรรม และต้องทำได้จริง ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้จะมีกรอบทำให้เสร็จภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2557 ส่วนที่เป็นห่วงเรื่องการทำงานซ้ำซ้อนนั้น ตนยืนยันว่าไม่ซ้ำซ้อนแน่นอน เพราะคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ตั้งขึ้นมาใหม่ มีเป้าหมายเพื่อทำงานให้ลดปัญหาซ้ำซ้อนทั้งหมด ต่อจากนี้ไปเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ต้องมาผ่านคณะอนุกรรมการชุดนี้ทั้งหมด จึงมีแต่เรื่องซ้ำแล้วเสริมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ด้านนายอัครชัย อมัติรัตนะ คณะกรรมการลุ่มน้ำลำสะแทด ต.ทุ่งสว่าง อ.ประทาย จ.นครราชสีมา หนึ่งในลำน้ำสาขาของลำน้ำมูลที่ในแต่ละปีจะต้องประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง เปิดเผยว่า ลุ่มน้ำลำสะแทดในช่วงที่หน้าน้ำหลากก็จะประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวจะไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำ ดังนั้นเมื่อในช่วงน้ำหลากก็จะมีปริมาณน้ำเป็นจำนวนมาก ไหลเข้าในพื้นที่ ก่อนที่จะไหลลงในพื้นที่ต่ำ

ดังนั้นก็จะทำให้ไม่มีน้ำกักเก็บจนส่งผลให้ในช่วงหน้าแล้งจะปะสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนักเช่นกัน ซึ่งยอมรับว่าในช่วงที่เกิดฝนทิ้งช่วงในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ก็ทำให้ประชาชนในพื้นที่ ได้นำเครื่องสูบน้ำไปใช้ในพื้นที่การเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้แหล่งน้ำต่างๆ ได้แห้งขอด แต่ปริมาณน้ำภายในลำสะแทดมีไว้ให้ประชาชนได้ใช้ในการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการเกษตร ดังนั้นจึงทำให้ในแต่ละปีจำเป็นที่จะต้องมีการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อกักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก

สำหรับปริมาณน้ำที่ได้ไหลมาเติมในลำน้ำลำสะแทด ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำจากลำเชียงไกร ที่เป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำมูลที่จะมีพื้นที่รองรับกว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจะครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และ อำนาจเจริญ สำหรับสิ่งที่ต้องการให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการช่วยเหลือก็คือ 1.การสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ หรือแก้มลิง ซึ่งในพื้นที่ยังคงมีพื้นที่สาธารณะอยู่เป็นจำนวนมาก

ดังนั้นตนเองคิดว่าหากมีการนำพื้นที่ดังกล่าวมาสร้างเป็นที่พักน้ำขนาดใหญ่ก็จะทำให้ในพื้นที่ไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งได้ 2.ลำสะแทด ควรที่จะมีการสร้างฝ่ายชะลอน้ำ เนื่องจากเวลาน้ำหลากจะมีปริมาณน้ำเป็นจำนวนมากที่ไหลเข้าพื้นที่แต่จะไหลมาและก็ไหลไปโดยที่ไม่มีการชะลอน้ำ ซึ่งหากมีฝายชะลอน้ำ ก็จะช่วยได้มาก และ 3.แผนการจัดการน้ำที่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการลงพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ทราบถึงความสำคัญของลำน้ำ

เนื่องจากเป็นลำน้ำสาธารณะจริงก็จะต้องมีการแบ่งปันน้ำ โดยจะต้องมีการคำนึงถึงการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก แต่เมื่อในช่วงฤดูการเพาะปลูกเกษตรกรก็มักที่จะยึดในการทำการเกษตรเป็นหลักดังนั้นก็จะส่งผลกระทบในเรื่องของน้ำอุปโภคบริโภค

สำหรับการจัดเวทีสัมมนาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้นมา 5 คณะ เพื่อกำหนดนโยบายและแผนการบริการจัดการทรัพยากรน้ำ การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ว และคุณภาพน้ำของประเทศแบบบูรณาการ โดยมีคณะอนุกรรมการการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เป็น 1 ใน 5 คณะดังกล่าว ซึ่งมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน และมีอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ เพื่อกำหนดกรอบและกระบวนการแวงแผน เน้นการแก้ไขปัญหา

โดยยึดพื้นที่เป็นระบบลุ่มน้ำ และกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในประเด็นปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และการจัดการคุณภาพน้ำ ซึ่งมีกระบวนการ ประกอบไปด้วย การชี้ประเด็นปัญหาเชิงพื้นที่รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น, การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา, การกำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการแก้ไขปัญหา, การจัดกลุ่มโครงการ, การจัดทำแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาได้อย่างครอบคลุม และมีกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นการรับฟังสภาพปัญหาของลุ่มน้ำ เพื่อนำข้อมูลไปยกร่างแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระดับประเทศต่อไป.