วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หมากเด็ดแห่งปีนัง: จากเกาะหมากสู่ George Town เมืองมรดกโลก | World Wide View

หมากเด็ดแห่งปีนัง จากเกาะหมากสู่ George Town เมืองมรดกโลก นี่คือเรื่องราวของเกาะหมาก ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก สามารถเดินทางมาตามรอยหมากได้อย่างสนุก ได้สัมผัสและมองเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ด้วยตาของตนเอง

หมากเป็นพืชในตระกูลปาล์ม สามารถปลูกและเติบโตได้ในประเทศแถบร้อน และเป็นที่นิยมเคี้ยวกันในหลายแห่ง เช่น ไต้หวัน ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ประเทศแถบอุษาคเนย์ โดยสถานที่หนึ่งที่มีต้นหมากขึ้นชุกจนนำมาตั้งเป็นชื่อของถิ่นนั้น ก็คือเกาะปีนัง (ซึ่งแปลว่า หมาก ในภาษามาเลย์) โดยธงประจำรัฐก็ยังใช้เป็นรูปต้นหมากเด่นเป็นสง่าอยู่กลางธง

คนจำนวนไม่น้อยจะเข้าใจว่าปีนังมีเฉพาะแค่ตัวเกาะขนาดราว 295 ตร.กม. แต่จริงๆ แล้วรัฐปีนังยังกินพื้นที่ในส่วนแผ่นดินใหญ่ของมาเลเซียด้วย โดยในบริเวณส่วนแผ่นดินใหญ่นี้ เรียกรวมๆ ว่า Seberang Perai มีขนาดใหญ่กว่าตัวเกาะอีก 2 เท่ากว่า หรือประมาณ 747 ตร.กม. ตั้งชื่อตามแม่น้ำ Perai ทางตอนเหนือของรัฐที่ติดกับรัฐเกดะห์ ทั้งนี้ ตัวเกาะปีนังเองซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเกาะภูเก็ตเราประมาณครึ่งหนึ่งนั้น มีความเจริญกว่าอีกฝั่งมาก โดยเฉพาะในเมืองหลวงของรัฐ คือ George Town .. แรกเริ่มเดิมทีก่อนศตวรรษที่ 18 เกาะปีนังแทบเป็นเกาะร้าง มีผู้คนเบาบาง แต่จุดเปลี่ยนของเกาะนี้มาจากนายทหารเรืออังกฤษนายหนึ่งชื่อ Francis Light

ในปี ค.ศ. 1785 Francis ได้ทำงานให้กับบริษัท East India Company (EIC) ซึ่งมีบทบาทมากในภูมิภาคขณะนั้น ในฐานะผู้แทนการค้าและผู้แทนรัฐบาลอังกฤษ โดย Francis ได้มีส่วนมาพัวพันในประวัติศาสตร์ไทยส่วนหนึ่งด้วย เพราะเคยเข้ามาทำงานอยู่ในเมืองถลาง (หรือภูเก็ตในปัจจุบัน) กว่า 10 ปีและเรียนพูดภาษาสยามได้พอสมควร และมีความคุ้นเคยกับเจ้าเมืองถลางและคุณหญิงจันผู้เป็นภริยา และด้วยการที่ EIC ค้าขายกับผู้คนหลายพื้นที่ จึงได้รับรู้ข่าวสารจากแหล่งต่างๆ ไปโดยปริยาย และ Francis นี่เองได้เป็นผู้แจ้งเตือนคุณหญิงจันว่า กองทัพพม่ากำลังจะบุกสยามโดยประสงค์จะยึดถลางด้วย แถม Francis ยังให้อาวุธแก่ถลางไว้ป้องกันเมือง ทำให้คุณหญิงจันซึ่งขณะนั้นเจ้าเมืองได้ถึงแก่อนิจกรรมไป ได้เป็นผู้เตรียมการป้องกันและรอดเงื้อมมือพม่ามาได้ในช่วงสงคราม 9 ทัพ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นท้าวเทพกระษัตรีในเวลาต่อมา

แต่ประวัติของ Francis ได้ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์โลก เมื่อบริษัท EIC ได้มอบหมายให้ไปผูกสัมพันธ์ทางการค้ากับสุลต่านแห่งรัฐเกดะห์ ซึ่ง Francis ได้ใช้สายตาอันชาญฉลาดมองแล้วว่า ขณะนั้นรัฐเกดะห์มีความกดดันจากหลายทาง ทั้งความสัมพันธ์อันตึงเครียดกับสยามตั้งแต่สมัยธนบุรี และจากกลุ่มชาวบูกิสที่กำลังก่อการจลาจลอยู่ จึงได้อาสาปราบปรามชาวบูกิสจนสำเร็จ รวมถึงพร้อมจะสร้างอำนาจต่อรองกับสยามด้านความมั่นคงให้ เมื่อสร้างผลงานแล้วก็ใช้ความสำเร็จดังกล่าวขอเช่าเกาะปีนังเป็นการแลกเปลี่ยนในปี 1786 หรือเพียงราว 4 ปีหลังการสร้างกรุงเทพฯ ทำให้ Francis Light ถูกจดจำในฐานะผู้ลงหลักปักฐานสร้างเมืองปีนัง และอาจพูดได้ว่า เกาะปีนังและกรุงเทพฯ นั้นเติบโตขึ้นมาพร้อม ๆ กันก็ว่าได้

เมื่อได้ครอบครองเกาะปีนัง Francis ก็วางแผนพัฒนาเกาะซึ่งมีต้นหมากชุกชุมแห่งนี้อย่างเป็นระบบ โดยสร้างป้อมปราการและท่าเรือขนาดใหญ่ เพื่อวางแผนให้เกาะปีนังเป็นศูนย์กลางการค้าขายปลอดภาษี คู่ขนานไปกับอีก 2 ชุมชนที่อังกฤษมีอิทธิพลอยู่ คือสิงคโปร์และมะละกา โดย Francis ยังมองการณ์ไกลด้วยว่า หากที่นี่มีคนจีน คนมาเลย์ เข้ามาอาศัยจำนวนมาก ก็จะทำให้เมืองมีพลวัตรและเป็นแหล่งรวมทางการค้าอย่างแท้จริง จึงได้ส่งเสริมให้คนจีนทางใต้โดยเฉพาะจากมณฑลฟูเจี้ยนและกวางตุ้ง ซึ่งเดินทางโดยทะเลได้ง่าย ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในปีนัง .. แนวคิดของ Francis ดังกล่าวก็ได้เกิดดอกออกผลอย่างดี ทำให้ทุกวันนี้ถ้าเรายืนมองไปช่องแคบปีนังที่คั่นระหว่างเกาะปีนังและ Seberang Perai จะยังเห็นเรือบรรทุกสินค้าผ่านไปยัง Penang Port ชุกชุม และนับเป็นท่าเรือที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับ 3 ของมาเลเซีย

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาะปีนังคือตัวเมือง George Town ที่ได้รับการเชิดชูเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2008 ยังมีตัวเมืองที่สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะ shophouse หรือตึกแถวสไตล์ colonial ที่หน้าแคบเพียง 4-5 เมตร แต่ยาวลึกกว่า 30-40 เมตร ซึ่งบริเวณด้านในมี 2 ชั้น ที่ชั้นบนมีส่วนอยู่อาศัยและเปิดโปร่งให้มีแสงธรรมชาติส่องลงมาทั่วบริเวณตามหลักฮวงจุ้ย แถมตัวตึกยังมักรักษาสภาพเดิมที่แสดงร่องรอยประวัติอันยาวนาน แต่เป็นสถานที่ที่คนใช้อยู่จริง ไม่ใช่สร้างไว้เพื่อโชว์นักท่องเที่ยว หรือบริเวณท่าเรือ (Jetty) ที่เคยเป็นชุมชนชาวประมงยุคสร้างเมือง ก็ยังมีผู้คนอยู่อาศัย ทั้งขายปลา อาหาร หรือของที่ระลึกให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมวิถีชาวเรืออย่างอุ่นหนาฝาคั่งไม่ขาดสาย

นอกจากนี้ การที่คนจีนอพยพมาอยู่เป็นล่ำเป็นสันตั้งแต่ตอนสร้างบ้านแปงเมืองก็ยังทำให้เกิดวัฒนธรรม Peranakan อันเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นจีนและความเป็นมาเลย์ท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนออกมามากมาย ทั้งศิลปะ อาหาร เครื่องแต่งกาย สถาปัตยกรรม รวมไปถึงสำเนียงการพูด ซึ่งเป็นเสน่ห์สำคัญที่ผูกใจทั้งนักท่องเที่ยวและผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์

แม้เกาะหมากจะผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่ยุคสร้างเมืองและหล่อหลอมชุมชน สงครามโลก การยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่น ไปจนการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียอย่างเป็นทางการ แต่โดยที่ตัวเมืองและสถานที่ต่างๆ ยังคงสภาพไว้อย่างค่อนข้างดีมาก เรื่องราวของเกาะหมากจึงเป็นหมากเด็ดที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก สามารถเดินทางมาตามรอยหมากได้อย่างสนุก ได้สัมผัสและมองเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ด้วยตาของตนเอง