แพทยสภาชี้ 2 แพทย์ทำอุ้มบุญน้องแกรมมี่ เข้าข่ายทำผิด ส่งเรื่องอนุฯจริยธรรมฯพิจารณา คาดใช้เวลาร่วมเดือน
ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวภายหลังการประชุมอนุกรรมการบริหารแพทยสภาในกรณีการอุ้มบุญ ว่า แพทยสภาได้รับเรื่องจากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ เกี่ยวกับแพทย์ที่กระทำความผิด เรื่อง มาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ในกรณีที่คู่สมรสต้องการมีบุตรโดยให้หญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตั้งครรภ์แทน จะต้องอยู่ในเงื่อนไข คือ ไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้บริจาคเซลล์สืบพันธุ์ในลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่า เป็นการซื้อขาย ต้องไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ที่ตั้งครรภ์ในลักษณะที่ทำให้เข้าใจได้ว่า เป็นการรับจ้างตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์แทนต้องเป็นสายเลือดหรือญาติคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“แพทย์ทั้ง 2 คนที่สบส. ส่งรายชื่อมาให้นั้น ถือว่าเข้าข่ายความผิด แต่ตามกระบวนการของแพทยสภา จำเป็นต้องให้ความเป็นธรรมแก่แพทย์ที่ถูกกล่าวโทษ หลังจากอนุกรรมการบริหารแพทยสภา พิจารณาเบื้องต้นเห็นว่ามีมูล จะส่งไปยังอนุกรรมการจริยธรรม หากพิจารณาว่ามีมูล จะส่งเรื่องต่อให้คณะอนุกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาโทษ จากนั้นจึงส่งเข้าคณะกรรมการแพทยสภาเพื่อลงโทษ ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลามาก คงไม่สามารถเสร็จทันได้ภายในเดือนนี้ โดยเบื้องต้น แพทย์ทั้งสองคนที่กำลังพิจารณา ไม่ได้เป็นกรรมการในแพทยสภา หรือหากแพทย์ที่ถูกร้องเป็นกรรมการแพทยสภา ก็จะพิจารณาเอาผิดโทษเช่นเดียวกัน ”ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว
ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ระหว่างการพิจารณาทั้งกระบวนการ แพทย์ที่ถูกดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องหยุดการทำหน้าที่แพทย์ แต่แพทยสภา กำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุงแก้ไขข้อบังคับของแพทยสภา ให้มีอำนาจสั่งแพทย์ที่ถูกตรวจสอบ ให้หยุดการทำหน้าที่ได้ต่อไป
ทั้งนี้แพทยสภาไม่สามารถตัดสินความผิดของแพทย์ได้ทันที โดยไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าว เพราะเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย หากไม่ให้ความเป็นธรรม ผู้ถูกร้องอาจฟ้องศาลปกครองได้ สำหรับกรณีเมื่อปี 2554 ที่มีปัญหาหญิงเวียดนามรับอุ้มบุญ ซึ่งพบว่า แพทย์มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนั้น แพทยสภาได้ทำการตรวจสอบ ซึ่งอนุกรรมการจริยธรรม ได้พิจารณาตัดสินกรณีดังกล่าวแล้ว แต่กรรมการบริหารพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังไม่มีความชัดเจน จึงให้อนุกรรมการกลับไปพิจารณาอีกครั้ง ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวน
ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าววว่า ขณะนี้แพทยสภาและราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ประเทศไทย กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงข้อบังคับแพทยสภา เรื่อง มาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยข้อบังคับฉบับใหม่ นอกจากจะห้ามไม่ให้มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้บริจาคเซลล์สืบพันธุ์และหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนตามประกาศฉบับเดิม จะมีส่วนที่แตกต่างคือ 1.ห้ามไม่มีการโฆษณา หรือ ทำขายข่าวให้แพร่หลายด้วยประการใดๆ ว่า มีไข่บริจาคหรือมีหญิงที่ประสงค์จะเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทนผู้อื่น หรือ มีบุคคลที่ประสงค์จะให้หญิงอื่นเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทน 2.ห้ามมิให้ดำเนินการเพื่อคู่สมรสที่เป็นเพศเดียวกันหรือไม่มีคู่สมรส
ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า 3.ห้ามไม่ให้สถานพยาบาลหรือผู้ให้การรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เป็นคนกลางหรือร่วมกับนายหน้าจัดการ หรือ นำเสนอ จัดหา หรือ นำเข้า/ส่งออกไข่ บริจาค หรือ ตัวอ่อนบริจาค หรือ จัดหาสตรีเพื่อมารับตั้งครรภ์แทน และ 4.หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติโดยสายเลือด แต่ต้องไม่เป็นบุพการี หรือ ผู้สืบสันดานของคู่สมรส หรือ เป็นภรรยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เคยมีบุตรมาก่อนแล้วเท่านั้น มีอายุระหว่าง 20-34 ปี สุขภาพแข็งแรง และการตั้งครรภ์ ต้องไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของตนเองและทารกที่จะเกิดมา
ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวถึงกรณีที่มีการระบุว่า การอุ้มบุญบางราย กระทำเพื่อนำไขสันหลังของทารก มาทำเป็นสเต็มเซลล์เพื่อรักษาโรคพ่อหรือแม่นั้น เป็นเพียงข่าวลือ และยังไม่มีหลักฐาน แต่ตามหลักการแพทย์แล้ว ตัวอ่อนที่จะสามารถนำมาใช้ในกระบวนการสเต็มเซลล์ได้ เป็นตัวอ่อนที่ไม่เกิน 14 วัน เท่านั้น และจะต้องเป็นไข่ใบแรกที่ตกเท่านั้น หลังจากนั้นเซลล์จะพัฒนาเจริญเติบโตเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง และไม่สามารถนำมาใช้ได้
ด้านศ.พญ.วิบูลพรรณ ฐิตะดิลก ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การทำอุ้มบุญไม่ได้ทำให้เกิดปัญหา หากเป็นการดำเนินการช่วยเหลือคู่สมรสที่ต้องการมีลูก แต่ไม่สามารถใช้วิธีทางธรรมชาติได้ แต่การดำเนินการต้องถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับของแพทยสภา แต่หากมีการทำไม่ถูกต้องก็ต้องมีการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด ทั้งนี้ การควบคุมเข้มงวดมากอาจทำให้แพทย์ที่ทำถูกต้องเกิดข้อจำกัดในการให้บริการ อย่างไรก็ตาม จะขอให้แต่ละโรงพยาบาลมีการตั้งคณะกรรมการจริยธรรมเพื่อควบคุมแพทย์ในการใช้เทคโนโลยีในการเจริญพันธุ์ และมีการรายงานกลับมาที่ราชวิทยาลัย








