วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จนท.ศูนย์วิจัยฯตรวจซากวาฬหาสาเหตุการตาย

เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลฯ เข้าตรวจซากวาฬโอมูร่า เก็บดีเอ็นเอหาสาเหตุการตาย

กรณีชาวประมงพบซากวาฬความยาวประมาณ 4 เมตร เกยตื้นที่ชายหาดหัวดอน บ้านเขาตะเกียบ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 5 ส.ค.

วันนี้ (6ส.ค.) นายอติชาต อินทองคำ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง (ชุมพร) พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เดินทางมาตรวจซากวาฬดังกล่าว โดยได้มีการลากขึ้นมาจนพ้นน้ำทะเล

และได้ทำการตรวจซากวาฬอย่างละเอียด และทำการบันทึกและตรวจวัดสัดส่วนของอวัยวะต่างๆตั้งแต่หัว จรดหาง

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ทราบว่า วาฬตัวนี้ เป็นลูกวาฬโอมูร่า ซึ่งมีลักษณะคล้ายวาฬบรูด้ามาก เพศเมีย อายุไม่เกิน 1 ปี ความยาว 4 เมตร ลักษณะตามลำตัวไม่พบบาดแผล ผิวหนังเริ่มหลุดร่อนและเน่าเปื่อย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว 2-3 วัน

นายอติชาต อินทองคำ นักวิชาการประมงชำนาญการฯ กล่าวว่า วาฬโอมูร่า

โดยปกติจะต้องอาศัยหากินอยู่กับแม่ พบเห็นได้ที่ชายฝั่งตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไปจนถึงภาคไต้ เป็นสัตว์หายาก ซึ่งไม่ทราบประชากรที่แน่นอน

ได้มีการเก็บดีเอ็นเอ ของลูกวาฬตัวนี้ เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ในห้องแลปให้แน่ชัด ถึงสาเหตุการตาย เบื้องต้นไม่พบบาดแผลภายนอก หรือร่องรอยการติดอวน ในส่วนของการผ่าพิสูจน์อวัยวะภายในเพื่อดูร่องรอยการเกิดโรคทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสภาพเริ่มเน่าเปื่อยแล้ว

ส่วนซากวาฬ ซึ่งมีสภาพซากค่อนข้างสมบูรณ์นี้ จะทำการขนย้ายไปที่สถาบันวิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ภูเก็ต) เพื่อทำเป็นโมเดลหุ่นจำลองสำหรับการจัดแสดงต่อไป ทั้งนี้วาฬโอมูล่า และวาฬบรูด้า จะมีการดำรงชีวิตที่คล้ายกัน คือไม่อยู่รวมกันเป็นฝูง ยกเว้นคู่แม่ลูก ซึ่งลูกวาฬจะอยู่หากินกับแม่จนถึงอายุประมาณ 2 ปีเพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิต จึงจะแยกตัวออกไป นับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ลูกวาฬโอมูร่านี้เสียชีวิตลง