“กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond The Trap มีผู้นำเศรษฐกิจและธุรกิจร่วมเวทีนำเสนอ 19 มุมมอง ที่จะสร้างขอบฟ้าใหม่ เพื่อให้ไทยก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
“กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond The Trap วันที่ 8 ต.ค.2569 ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอทิศทางขับเคลื่อนประเทศผ่านการสร้างขอบฟ้าใหม่ของไทยให้ก้าวข้ามกับดักสู่ประเทศรายได้สูง
การจัดงานครั้งนี้ต้องการออกแบบ "อนาคตประเทศไทย" เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางที่อยู่ในสถานะนี้มานาน โดยมีผู้นำองค์กรเศรษฐกิจและธุรกิจรวม 19 คน ร่วมให้มุมมอง
1.การเพิ่มผลิตภาพเป็นหัวใจสำคัญ
“ฟรานซิสกา โอนซอร์เกอ” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารโลก กล่าวว่า การเพิ่มผลิตภาพเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะประชากรวัยทำงานกำลังทรงตัวหรือลดลง
ทั้งนี้ เมื่อมองในภาพรวมของการแข่งขันดึงดูดการลงทุนระดับภูมิภาค ประเทศในเอเชียต่างแข่งขันกันเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยปัจจัยชี้วัดความสามารถในการแข่งขันด้านบุคลากร ประกอบด้วย 3 ประเด็น คือ
- การลงทุนด้านดาต้าเซนเตอร์
- การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค AI
- บทเรียนจากการปรับใช้เทคโนโลยี
2.ไทยเผชิญ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้าง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่รั้ง GDP ต่ำลงต่อเนื่องที่มี 4 ปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่
- ปัญหาหนี้ครัวเรือน
- อุปสรรคการเข้าถึงสินเชื่อของ SME
- ต้นทุนบริการทางการเงินที่ไม่เป็นธรรมและไม่เหมาะสมทั้งมิติอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
- ปัญหาเงินเทาและการคอร์รัปชัน ที่วิ่งผ่านเส้นทางของสถาบันการเงิน
สำหรับมิติเศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าเติบโต 2.3% บวกลบแม้เศรษฐกิจจะปรับตัวรับช็อกได้ดีกว่าที่ประเมินช่วงเริ่มสงครามสหรัฐ-อิหร่าน เดือน มี.ค.2569 แต่ไทยยังมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
3.ต้องยกเครื่องระบบปฏิบัติการประเทศ
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หากมองเศรษฐกิจไทยเป็นระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักร โดยสิ่งที่ไทยต้องเปลี่ยนไม่ใช่ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ แต่เป็นการยกเครื่องระบบปฏิบัติการของประเทศทั้งระบบ
ทั้งนี้ ปัญหาของไทยในอดีตอยู่ที่แต่ละหน่วยงานทำงานแบบแยกส่วน (Silos) ดังนั้น การยกเครื่องระบบปฏิบัติการต้องเชื่อมโยงจุดที่อยู่แยกจากกันเข้าหากัน (Connect the dots) เพื่อให้ทุกองค์ประกอบทำงานสอดประสานกัน
4.เตือนธุรกิจไทยปรับตัว “ระเบียบโลกใหม่”
นางสาวฉันทนุช โชติกพนิช หัวหน้าสายงานดีลส์ PwC ประเทศไทย กล่าวว่า โลกเข้าภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติถาวร หมดยุคเน้น “ของถูก” แต่ต้องเน้นความยืดหยุ่นหลังจากธุรกิจเผชิญเมกะเทรนด์หลัก คือ ภูมิรัฐศาสตร์ AI และแนวคิดความยั่งยืน ทำให้ภาคธุรกิจเลิกยึดติดซัพพลายเชนราคาถูก กระแสทุนแห่ซบอุตสาหกรรมความมั่นคง และการปรับพอร์ตครั้งใหญ่
ทั้งนี้ บรรดา CEO ต้องกล้าประเมินโมเดลธุรกิจ เช่น การทำ Carve-out (ตัดขายหน่วยธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลัก) หรือร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อดึงจุดแข็งสู้ในตลาดโลก
5.บริบทอุตสาหกรรมอาหารเปลี่ยนแปลงไป
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยว่า บริบทการแข่งขันระหว่างธุรกิจอาหารระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงทำให้ธุรกิจอาหารไทยปรับตัวจากกติกาการค้าระดับโลกที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น CPF ปรับจุดยืนจากการเป็นเพียงบริษัทอาหารแห่งชาติ (National Food Company) สู่การเป็นองค์กรผู้สร้างขีดความสามารถแห่งชาติ (National Capability Builder) ยกระดับความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบ
โดยขอบฟ้าใหม่เป็นการปรับตำแหน่งตัวเองเป็น National Capability Builder ให้อุตสาหกรรมอาหารไทยช่วยกันทั้งห่วงโซ่
6.Productivity ก้าวข้ามขีดจำกัดการเติบโต
ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งอุตสาหกรรมเดิมมาตลอด 40 ปี นับตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาล เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ แม้เป็นฐานผลิตที่แข่งขันได้ แต่เริ่มมีขีดจำกัดในการสร้างอัตราการเติบโต
ไทยต้องหาอุตสาหกรรมใหม่และเร่งดึงลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อสร้างคลื่นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อีกครั้ง สำหรับการปรับตัว 4-5 ปีข้างหน้า ต้องต่อยอดจุดแข็งและสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจมุ่งสร้างรายได้ประเทศ และยกระดับ Productivity
7.สมการเศรษฐกิจใหม่กับแรงงานที่ลดลง
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การผลักดัน GDP ปัจจุบันไม่เหมือนยุคหลังปี 2540 ที่พึ่งการย้ายแรงงานเกษตรสู่อุตสาหกรรม หรืออัดสินเชื่อกระตุ้นการบริโภค เนื่องจากประชากรลดต่อเนื่องปีที่ 2 และจะเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ
ดังนั้น สมการการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่ต้องมองผ่านจำนวนแรงงาน คูณประสิทธิภาพการทำงาน หากจำนวนแรงงานลดครึ่งหนึ่ง แต่นำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพได้ 2.5-3.5 เท่า จะทำให้ GDP เติบโตมาก เช่น การใช้ AI ในองค์กรที่ลดเวลาวิเคราะห์ข้อมูลจาก 2 สัปดาห์เหลือ 2 นาที
8.GDP โต 5% พ้นกับดักรายได้ปานกลาง
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยอยู่ช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ โดยหากจะก้าวพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางต้องให้ GDP ขยายตัว 5% ต่อปี ซึ่งภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนสำคัญมาก
ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเคยมีสัดส่วน 27% ของ GDP ลดเหลือ 24.3% ท่ามกลางความท้าทายต่อเศรษฐกิจจากภูมิรัฐศาสตร์ สงครามเทคโนโลยีและสังคมสูงวัย ซึ่งไทยมีเวลาปรับตัว 2 ปี เปลี่ยนผ่านจาก Old Economy ที่เน้นใช้แรงงานสู่ยุค New Economy ที่ขับเคลื่อนด้วย Digital, Innovation, Knowledge และ Sustainability
9.“ไทย” ต้องสร้าง Firm of the Future
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โลกเปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอนขึ้น ดังนั้นไทยใช้วิธีเดิมไม่ได้ต้องพัฒนาหลายด้านให้แข็งแกร่งขึ้นทั้งด้านสมดุล ความยืดหยุ่นและศึกษาคู่แข่ง แต่สิ่งสำคัญสุดอยู่ที่วินัยที่เป็นการลงมือทำและพัฒนาตัวเอง
ทั้งนี้ การทำให้ไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางต้องสร้างการเติบโตต่างจากเดิม โดยสร้าง Firm of the Future ภาคธุรกิจเพิ่ม Productivity มีความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรม และ AI ขยายตลาดใหม่ไม่พึ่งตลาดเดียว รวมถึงปรับตัวเข้าซัพพลายเชนโลก
ขณะที่ทุกภาคส่วนมีตัวชี้วัดร่วมกันเพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัวให้มากกว่า 16,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี และให้ GDP มากกว่า 5% ต่อปี
10.“บริหารเงินทุน”ด้วยการถอนลงทุน
ดร.เมธินี จงสฤษดิ์หวัง กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งรับมืออยู่ที่ความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์กดดันเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน
รวมถึงเสถียรภาพและต้นทุนพลังงานที่สูงจาก AI และ Data Center และวิกฤติขาดแคลนบุคลากรทักษะสูงที่ต้อง Upskill จริงจังเพื่อให้องค์กรก้าวข้ามความท้าทายสู่น่านฟ้าใหม่
การก้าวข้ามต้องดำเนินการ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ
- สร้างคุณค่าจาก AI เพราะแม้องค์กรใช้ AI เพิ่มขึ้น แต่มีส่วนน้อยที่ขยายผลได้
- บริหารเงินทุนด้วยการถอนการลงทุน ซึ่งการขายสินทรัพย์ไม่ทำกำไรไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เพื่อโยกเงินไปธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
- ปรับ Operating Model นำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับการปรับโมเดลการทำงานให้สอดรับจะเพิ่มผลลัพธ์การเงิน
11.ต้องสร้างระบบนิเวศ AI ขยายทั่วไทย
นายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด การเปลี่ยนผ่านสู่โลกอัจฉริยะเกิดขึ้นเร็วกว่าการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งก่อน โดย AI เพิ่มความต้องการพลังประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน
ไทยใช้งาน AI โตเร็วแต่สัดส่วนใช้งานกลุ่มวัยทำงานอยู่ที่ 12.4% ต่ำกว่าเวียดนามและสิงคโปร์ จึงมีช่องว่างขยายการใช้งานเฉพาะบุคคลไปสู่เศรษฐกิจวงกว้าง
สำหรับขั้นต่อไปไม่ใช่เพียงการนำ AI มาใช้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ AI ขยายตัวได้ทั่วไทย ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และคนรุ่นใหม่ เพื่อยกระดับไทยจาก Digital Hub สู่ Regional AI Hub พร้อมวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และบุคลากร AI ในระยะยาว
12.โอกาสขยายธุรกิจของ SME จาก AI
นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยมีศักยภาพสูงที่จะนำ AI มาสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม SME แต่ส่วนใหญ่ยังใช้ AI ระดับพื้นฐานเป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูลมากกว่านำมาเปลี่ยนกระบวนการทำงานหรือสร้างธุรกิจใหม่ทำให้ดึงศักยภาพเทคโนโลยีมาใช้ไม่เต็มที่
สำหรับโอกาสของ SME กำลังเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดย AI มีบทบาทตั้งแต่ค้นหาข้อมูลถึงการตัดสินใจซื้อทำให้ธุรกิจรายเล็กมีโอกาสถูกค้นพบ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบโฆษณาสูงเหมือนในอดีตหากจัดการข้อมูลสินค้าและบริการให้ AI เข้าถึงและนำเสนอได้เหมาะสม ในขณะที่ต้นทุน AI ลดลงอย่างรวดเร็ว
13.เงื่อนไขสำคัญ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล”
นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า AI มีโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทย 5 แสนล้านบาท ในปี 2570 ขณะที่เศรษฐกิจไทยเติบโต 2-3% ถือว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตสูงกว่า 2 เท่า สะท้อนจากพฤติกรรมคนไทยใช้บริการดิจิทัลในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น
การเข้าสู่ยุค Intelligent Economy ไม่จบเพียงการนำ AI มาใช้แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับประมวลผล AI และประเด็นสำคัญ คือ การสร้าง Digital Infrastructure รองรับ Intelligence ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยไทย เพื่อให้ประเทศขยายขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและพึ่งตัวเองมากขึ้น
14.ต้องให้ความสำคัญนโยบายประชากรเชิงรุก
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่อยู่ที่คำถาม “จะหาเครื่องยนต์ใหม่จากไหน” แต่อยู่ที่ใครจะเป็นคนขับเครื่องยนต์เศรษฐกิจในอนาคต
คนขับหมายถึงประชากรที่เข้าสังคมสูงวัยเข้มข้น โดยประชากร 1 ใน 4 เป็นผู้สูงอายุ และอีก 15 ปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มขยับเป็น 1 ใน 3
“ไทยต้องให้ความสำคัญกับนโยบายประชากรเชิงรุกขึ้น โดยเทียบสิงคโปร์ที่รับมืออัตราการเกิดต่ำจริงจัง หากไม่เร่งจัดการตั้งแต่วันนี้ ปัญหาประชากรอาจเป็นแรงเสียดทานที่ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น แม้จะเติมเชื้อเพลิงหรือสร้างเครื่องยนต์ใหม่ก็ตาม”
15.ใช้เทคโนโลยีทำให้ 1 คนได้งานมากขึ้น
นายกวินทร์ เอี่ยมสกุลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลไล รีท แมนเนจเมนท์ จำกัด กล่าวว่า ประชากรและแรงงานลดลงทำให้ไทยต้องเปลี่ยนสมการการเติบโตจากการพึ่งพาจำนวนคนไปสู่ Productivity ต่อคนทำงาน ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมเดิมที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเริ่มเผชิญข้อจำกัด
ดังนั้น สมการใหม่อาจเป็น “คนให้น้อยลง แต่สร้างมูลค่าให้มากขึ้น” โดยหัวใจไม่อยู่ที่การทำงานหนักขึ้น แต่อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีทำให้ 1 คน ทำงานที่เคยใช้คนจำนวนมากได้ หรือทำงานเดิมให้เสร็จเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
แนวคิด Productivity ไม่จำกัดเฉพาะโรงงานหรือเทคโนโลยี แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย
16.เปลี่ยนจากแข่งต้นทุนเป็นสร้าง “ความน่าเชื่อถือ”
นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง บริษัท แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า กติกาการค้าโลกเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญผู้ผลิตต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพสูงสุดไปสู่การสร้างความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยไม่เลือกคู่ค้าจากราคาถูกสุดอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่น่าเชื่อถือและสร้างความมั่นคงระยะยาว
สำหรับไทยการแข่งขันด้วยจุดขาย “ราคาถูกและคุณภาพดี” อาจไม่พอที่จะสู้ผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจีน โดยไทยควรเปลี่ยนจากแข่งขันด้านต้นทุนสู่การสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” หรือ “Trust” ที่ใช้จุดแข็งด้านการบริการ การต้อนรับ และความสามารถทำธุรกิจกับหลายฝ่าย ควบคู่ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และเสถียรภาพนโยบาย
17.สร้างมุมมอง Global Market Mindset
นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด กล่าวว่า ไทยไม่ควรเน้นแข่ง Economy of Scale กับประเทศใหญ่ โดยเฉพาะจีนแต่ต้องสร้างมูลค่าจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งเปลี่ยนการส่งออกสินค้าไปสู่การส่งออกคุณค่าในฐานะแบรนด์ โดยเฉพาะธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองพึ่งตลาดในประเทศสู่ Global Market Mindset เพราะมีประชากร 70 ล้านคน ไม่ใหญ่พอรองรับการเติบโตระยะยาว ภาคธุรกิจต้องเริ่มต้นจากคำถามว่า “โลกต้องการอะไร” และไทยนำจุดแข็งไปสร้างคุณค่าให้ตลาดโลกได้อย่างไร
18.กลุ่มทุนใหญ่ต้องสนับสนุนสตาร์ทอัป
นายอรุณเทพ แสงวารีทิพย์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Emetworks กล่าวว่า สตาร์ตอัปและนักวิจัย HealthTech ไทยเชี่ยวชาญทฤษฎีเชิงลึก แต่มีอุปสรรคการแปลงงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งเกิดจากขาดสถาบันหรือผู้ประเมินทุนในประเทศที่เข้าใจธรรมชาติ HealthTech ทำให้โครงการนวัตกรรมขั้นสูงถูกปฏิเสธทุน
ส่วนการแก้ปัญหานี้ต้องปรับตัว 2 ภาคส่วน คือ กลุ่มทุนเอกชนและภาคอุตสาหกรรมใหญ่ เช่น ธุรกิจอาหาร, ประกันภัย, โรงพยาบาลเอกชน ต้องลงทุน HealthTech และ Longevity Care ในประเทศมากขึ้นเพื่อนำนวัตกรรมมาต่อยอด เช่น การพัฒนาอาหารฟังก์ชันเพื่อลดอัตราเข้าโรงพยาบาล
19.เสนอเร่งสร้างนวัตกรรม HealthTech
พญ.จามรี เชื้อเพชระโสภณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรักษาการผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลเมดพารค์ กล่าวว่า แม้ไทยอยู่อันดับ 20 กว่าของโลกในอุตสาหกรรม Wellness Economy และมีชื่อเสียง Medical Tourism
แต่ยังติดกับดักมูลค่าสุทธิ เพราะรายได้ถูกโอนไปต่างประเทศจากการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ ยาและสารเคมีวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ
สำหรับทางออกต้องเร่งสร้างนวัตกรรม HealthTech ในประเทศ ขยายสู่อุตสาหกรรม Wellness Economy และเชื่อมโยงการป้องกันโรคเชิงรุก เช่น การนำโปรแกรมคัดกรองความเสี่ยงการเสียชีวิตฉับพลัน หรือการตรวจยีนและเภสัชพันธุศาสตร์เพื่อป้องกันการแพ้ยาอันตราย เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและดึงมูลค่าเพิ่มให้อยู่ในประเทศ





