จนท. บุกช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวกัมพูชารวม109คน หลังถูกนายจ้างหลอกมาทำงานก่อสร้างรีสอร์ทที่เกาะมุกด์ จ.ตรัง
พ.ต.ท ไมตรี นักธรรม สารวัตรสถานีตำรวจน้ำ 2 กองกำกับการ 9 กองบังคับการตำรวจน้ำ (ตรัง) พร้อมทหารจากค่าย ร.15 พัน 4 ค่ายพระยารัษฎานุประดิษฐ์จังหวัดตรัง นำโดย ร.ต.ชินกฤติ หนูนาด ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก ค่าย ร.15 พัน 4 ตำรวจชุดเฉพาะกิจทางทะเล สังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง และนายอนุชา กึกก้อง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านเกาะมุกด์ รวม 15 นาย เข้าช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว ชาวกัมพูชาที่ถูกหลอกเข้ามาทำงานก่อสร้างบนเกาะมุกด์ อ.กันตัง จ.ตรัง ได้จำนวน 109 คน หลังแรงงานกลุ่มดังกล่าวได้ร้องขอให้ชาวบ้านบนเกาะมุกด์โทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการในจังหวัด เพื่อขอกลับประเทศ เมื่อไปตรวจสอบพบว่าแรงงานกลุ่มดังกล่าวมีทั้งหมดจำนวน 109 คน แต่มีนายจ้างเดินทางมารับตัวไปทำงานก่อสร้างในพื้นที่ ต.โพรงจระเข้ อ.ย่านตาขาว แล้วจำนวน 27 คน เหลือติดค้างอยู่บนเกาะมุกด์ จำนวน 81 คน เป็นชาย 49 คน หญิง 26 คน และเด็กเล็กซึ่งติดตามพ่อแม่ 6 คน
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ทุกคนเดินทางเข้าเมืองและมีบัตรแรงงานต่างด้าวที่ออกให้โดยจังหวัดสระแก้วอย่างถูกต้องกฎหมาย แต่ถูกนายจ้างหลอกมาทำงานที่เกาะ หลังจากเดินทางไปรับมาจากตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีการทำบัตรแรงงานต่างด้าวให้และนำรถตู้ไปรับรวมทั้งหมด 3 เที่ยว โดยให้มาอยู่รวมกันที่เกาะมุกด์ ตั้งแต่ 10-15 วันที่ผ่านมา ซึ่งตอนต้นนายจ้างแจ้งกับเจ้าหน้าที่จัดหางาน จ.สระแก้วว่าจะรับไปทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ แต่กลับพาพวกตนมาขึ้นเรือที่บ้านควนตุ้งกู อ.กันตัง จ.ตรัง เพื่อเดินทางต่อไปทำงานก่อสร้างบนเกาะมุก อ.กันตัง
แรงงานกัมพูชารายหนึ่ง กล่าวว่า พวกตนถูกหลอกว่าจะพาไปทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ แต่กลับพาลงมาภาคใต้และบังคับให้ลงเรือเพื่อเดินทางไปยังเกาะมุกด์ เมื่อพวกตนก็ไม่ยินยอมจึงถูกนายจ้างทราบเพียงชื่อว่าเล่นว่าชื่อ นายแดง ไม่ทราบชื่อจริง นามสกุลจริง ยึดหนังสือเข้าเมือง และยึดบัตรแรงงานต่างด้าว พร้อมจะแจ้งตำรวจจับ
โดยพวกตนถูกยึดหนังสือเดินทางจำนวน 10 คน เป็นของแรงงานหญิง 3 คน และแรงงานชาย 7 คน ส่วนที่เหลือยินยอมจึงไม่ถูกยึดบัตรและลงเรือไป ซึ่งตั้งแต่ไปอยู่ที่เกาะมุกด์นานกว่า 10 วัน ไม่มีทั้งงาน ทั้งเงิน และอาหารก็อดมื้อกินมื้อ โดยมีคนงานของรีสอร์ทและชาวบ้านให้ความช่วยเหลือไปตามสภาพ จนกลัวจะถูกลอยแพและอดตาย จึงต้องร้องขอให้ชาวบ้านแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าให้ความช่วยเหลือ เพื่อส่งกลับประเทศ โดยยืนยันจะไม่ขออยู่ทำงานต่อกับนายจ้างคนเดิม
เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวพนักงานของรีสอร์ทมาให้ปากคำ จำนวน 1 คน พร้อมยึดเต้นท์นอนจำนวน 6 หลัง และได้พาตัวทั้งหมดไปดูแลให้ที่พักอาศัยและอาหาร ภายในอาคารคอซิมบี้ ในเขตเทศบาลเมืองกันตัง อ.กันตัง โดยยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดีกับผู้ใด เพราะต้องรอสอบปากคำแรงงานต่างด้าวทั้งหมดอย่างละเอียดต่อไปว่า นายจ้างที่นำตัวมาจากตลาดโรงเกลือนั้น มีความผิดเกี่ยวกับการกักขัง หน่วยเหนี่ยว หรือเข้าข่ายการค้ามนุษย์หรือไม่ พร้อมรับปากจะประสานหานายจ้างทำงานก่อสร้างให้ใหม่ และจะทำการติดตามแรงงานต่างด้าวที่ไปทำงานในพื้นที่ อ.ย่านตายาวต่อไป ทำให้แรงงานทั้งหมดดีใจและตัดสินใจพร้อมจะอยู่ทำงานในประเทศไทยต่อไป โดยมีชาวบ้านที่ทราบข่าวนำอาหาร น้ำดื่ม และนมไปช่วยเหลือด้วย
อย่างไรก็ตาม ในเวลาประมาณ 24.00 น. นายปรานต์ รักใหม่ อายุ 43 ปี ชาว ต.นาเมืองเพชร อ.สิเกา เดินทางไปพบกับ พ.ต.ท ไมตรี นักธรรม สารวัตรสถานีตำรวจน้ำกันตัง เพื่อแสดงตนว่าเป็นนายจ้างที่นำแรงงานต่างด้าวทั้งหมดมาจากตลาดโรงเกลือ แต่ไม่ได้มีเจตนากักขัง หน่วยเหนี่ยว หรือค้ามนุษย์แต่ประการใด
โดยให้เหตุผลในเบื้องต้นว่า มีปัญหากับผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นเจ้าของรีสอร์ทบนเกาะมุกด์ ซึ่งยังไม่สามารถตกลงกันปัญหากันได้ จึงยังไม่สามารถให้แรงงานกว่า 100 คนทำงานได้ ทั้งนี้ แรงงานต่างด้าวทั้งหมดสามารถอยู่ทำงานในประเทศไทยได้จนถึงวันที่ 23 กันยายน 2557 หรือกำหนด 2 เดือน ตามนโยบายของ คสช.หลังจากนั้นหากใครประสงค์อยู่ต่อก็ให้นายจ้างขณะนั้นนำตัวไปขอขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวต่อไป
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ให้แรงงานทั้งหมดพักอาศัยอยู่รวมกันในอาคารคอซิมบี้ อ.กันตัง เพื่อรอหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบปากคำแรงงานทั้งหมดอย่างละเอียดในตอนสายวันนี้(4 ส.ค) ก่อนแจ้งข้อหากับนายจ้างหรือนายหน้าว่าเข้าข่ายกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือมีการค้ามมนุษย์หรือไม่
แรงงานหญิงชาวกัมพูชา กล่าวว่า นายจ้างไปชักชวนพวกตนมาจากนายหน้าที่ตลาดโรงเกลือ ว่าต้องการจะพาไปทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ โดยออกค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวและค่าเดินทางให้ทั้งหมด แต่หลังจากนั้นเขาบอกว่าจะต้องลงเรือประมาณ 15 นาที พวกตนทั้งหมดก็บอกว่าไม่เอา ไม่ไป อยากทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ แต่พวกตนไม่รู้จะติดต่อประสานผ่านใคร จึงขอคุยกับนายหน้าชาวกัมพูชา แต่นายจ้างคนไทยเขาไม่ยอมให้พวกตนคุยด้วย
จากนั้นเขาก็ยึดหนังสือเข้าเมือง และบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าวของพวกตนไป 10 คน ที่เหลือจำเป็นต้องยินยอมเดินทางขึ้นรถ และลงเรือไปเกาะมุกด์ เพราะกลัวจะต้องถูกยึดหนังสือเข้าเมืองและบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าว และถูกเจ้าหน้าที่จับกุม แต่พอมาอยู่นายแดงก็ไม่ยอมว่าจะจ้างค่าจ้างพวกตนวันละเท่าไหร่ และผลัดเปลี่ยนมาเรื่อยว่าจะได้เริ่มต้นทำงานวันนั้นวันนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ พวกตนก็เลยอดอยาก เพราะไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร แม้จะมีเจ้าของรีสอร์ทช่วยเหลือบ้าง แต่ก็อดมื้อกินมื้อ ทำให้ลำบากมาก
ด้วยเหตุนี้จึงอยากกลับบ้านที่ประเทศกัมพูชา ไม่อยากทำงานที่เมืองไทยแล้ว จึงให้ชาวบ้านช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือ พร้อมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือที่ให้ความช่วยเหลือพวกตนเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องน้ำ อาหารและนมให้เด็กๆ ไม่คาดคิดว่าจะได้รับความช่วยเหลืออย่างดีขนาดนี้
นายปราณต์ รักใหม่ นายหน้านำแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง กล่าวว่า ตนเองตั้งใจทำแรงงานต่างด้าวทั้งหมดมาทำงานก่อสร้างที่เกาะมุกด์ โดยไม่ได้หลอกลวงว่ามาทำงานกรุงเทพฯแต่ประการใด และได้ออกค่าใช้จ่ายในการทำขึ้นทะเบียนและค่าเดินทางทั้งหมดรวมไม่ต่ำกว่า 7 แสนบาท แต่การสื่อสารอาจมีปัญหา เนื่องจากบางคนก็พูดไทยได้ บางคนก็สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง และไม่ได้คิดยึดหนังสือเข้าเมืองและบัตรแรงงานต่างด้าว แต่พอจะลงเรือ เนื่องจากคนงานมีจำนวนมาก จึงกรอกข้อมูลไม่ทัน จึงเอาติดตัวมาด้วย
ส่วนเรื่องที่คนงานยังไม่ได้ทำงาน เนื่องจากว่าเจ้าของรีสอร์ตที่เดิมต้องการให้ตนรับเหมาก่อสร้างวงเงิน 24 ล้าน 8 แสนบาท แต่พอคนเองหาคนงานเข้ามาถึงเกาะ เจ้าของรีสอร์ตกลับจะลดราคาค่าก่อสร้างลง เหลือ 5 ล้านบาท ซึ่งตนรับไม่ได้ เพราะมันลดมากเกินไป จึงอยู่ระหว่างการต่อรอง แรงงานจึงยังไม่ได้ทำงาน ซึ่งการออกค่าใช้จ่ายในการนำแรงงานต่างด้ววเข้ามครั้งหมดในครั้งนี้ เจ้าของรีสอร์ตก็ออกเงินช่วยด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งตนก็พร้อมจะรับผิดชอบทุกอย่าง พร้อมย้ำไม่ได้มีเจตนากักขังหน่วงเหนี่ยวแรงงานทั้งหมด และจะหลอกใช้แรงงานฟรีแต่ประการใด้ และพร้อมให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่








