วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

IMF-เวิลด์แบงก์ เตือนโลก ระวังวิกฤติขาดงาน 800 ล้านตำแหน่ง

เปิดมุมมอง 2 ผู้นำการเงินโลก ‘IMF-เวิลด์แบงก์’ เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน IMF มอง ‘ขึ้นดอกเบี้ยวันนี้’ ดีกว่าเจ็บหนักวันหน้า ขณะที่ธนาคารโลกเตือน ‘วิกฤติขาดแคลนงาน 800 ล้านตำแหน่ง’ ในอีก 10–15 ปีข้างหน้า

ท่ามกลางสงครามที่ยังไร้จุดสิ้นสุด วิกฤติพลังงาน และภูเขาหนี้ที่กำลังกดทับเศรษฐกิจโลก กลับมี “AI” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพยุงการเติบโตสวนกระแสวิกฤติ ทว่า เบื้องหลังการเติบโตที่น่าประหลาดใจนี้ อาจซ่อน “ความเสี่ยงครั้งใหญ่” ที่พร้อมสั่นคลอนเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยผู้นำกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ส่งสัญญาณเตือนว่า ภาระหนี้ที่พอกพูน เงินเฟ้อที่ยังคุกคาม และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว อาจทำให้หลายประเทศรับมือกับวิกฤติครั้งต่อไปได้ยากยิ่งขึ้น

ประเด็นดังกล่าวเป็นสาระสำคัญจากการประชุมประจำปี 2026 ของ IMF และธนาคารโลก ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ โดย “คริสตาลินา กอร์เกียวา” (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF และ “อาเจย์ บังกา” (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก ต่างเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี และเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดย “กรุงเทพธุรกิจ” สรุปเป็นประเด็นสำคัญไว้ดังนี้

IMF ชี้ AI ช่วยเศรษฐกิจโลก แต่กลับกระตุ้นเงินเฟ้อ

กอร์เกียวา ระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังคงมีความยืดหยุ่น แม้เผชิญแรงกระแทกจากหลายด้าน โดย IMF ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ที่ 3.1% เท่ากับที่ประเมินไว้เมื่อหนึ่งปีก่อน สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกสามารถประคองตัวได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวเกิดจากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 2 ด้านที่สวนทางกัน ได้แก่ “วิกฤติพลังงาน” ซึ่งฉุดรั้งการเติบโต และ “กระแสลงทุน AI” ที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI เช่น สหรัฐ,จีน,อินเดีย และหลายประเทศในเอเชีย ได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม กลับเผชิญแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง

ขณะเดียวกัน วิกฤติพลังงานยังสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ทั้งจากความเสี่ยงด้านการขนส่ง การขาดแคลนกำลังการกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงความจำเป็นที่หลายประเทศต้องเร่งสะสมเชื้อเพลิงสำรองก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว

นอกจากนี้ “ปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรง” ยังซ้ำเติมราคาสินค้าอาหาร ส่งผลกระทบต่อประชาชนรายได้น้อยมากที่สุด

กอร์เกียวา เตือนว่า การเติบโตของ AI แม้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ในระยะสั้น “อาจกระตุ้นเงินเฟ้อ” เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน โดยส่วนหนึ่งพึ่งพาการก่อหนี้ ขณะที่ผลประโยชน์ด้านผลิตภาพจะเกิดขึ้นมากน้อย และรวดเร็วเพียงใดยังไม่แน่นอน

ขึ้นดอกเบี้ยวันนี้ ดีกว่าต้องขึ้นแรงวันหน้า

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือ “ภาระหนี้สาธารณะ” ที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาก็เผชิญต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชนน้อยลง

แรงกดดันเงินเฟ้อยังผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002, 2009 และ 1996 ตามลำดับ

กอร์เกียวา จึงสนับสนุนท่าทีการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยมองว่า “การขึ้นดอกเบี้ย” ตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าปล่อยให้เงินเฟ้อรุนแรงจนต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าเดิมในอนาคต

“การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ ย่อมดีกว่าการปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามจนตามไม่ทัน และต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าเดิมในวันข้างหน้า” กอร์เกียวา กล่าว

พร้อมกันนี้ IMF เรียกร้องให้ประเทศที่มีหนี้สูงเร่งจัดทำแผนปรับสมดุลการคลังระยะกลางอย่างน่าเชื่อถือ โดยต้องคำนึงถึงการคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบาง และไม่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

สำหรับความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก กอร์เกียวา ระบุว่า สหรัฐจำเป็นต้อง “เพิ่มการออม” ส่วนจีนต้อง “กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ” และยุโรปต้อง “เพิ่มการลงทุน” เพื่อลดการพึ่งพาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล

ห่วง AI เพิ่มความเสี่ยงไซเบอร์ กระทบเสถียรภาพการเงิน

กอร์เกียวา ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากการพัฒนา AI อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลกระทบต่อการจ้างงานคนรุ่นใหม่ ฐานรายได้ภาษี และเสถียรภาพระบบการเงิน

หนึ่งในความกังวลใหญ่ที่สุดคือ “ภัยคุกคามทางไซเบอร์” เนื่องจากจำนวนการโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ระยะเวลาระหว่างการค้นพบช่องโหว่กับการนำไปโจมตีลดลงจากระดับหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง และอาจเหลือเพียงไม่กี่นาทีในอนาคต

กอร์เกียวา เตือนว่า ระบบ AI ที่เชื่อมโยงกันทั่วโลกอาจมีความแข็งแกร่งเพียงเท่ากับจุดอ่อนที่สุดของระบบ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ และป้องกันความเสี่ยงที่อาจลุกลามสู่ระบบการเงินโลก

เวิลด์แบงก์เตือน โลกเสี่ยงขาดงาน 800 ล้านตำแหน่ง

ด้าน อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก เตือนถึงความท้าทายด้านการจ้างงานครั้งใหญ่ โดยคาดว่าในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ประมาณ 1,200 ล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ประเทศกำลังพัฒนาจะสามารถสร้างงานรองรับได้เพียง 400 ล้านตำแหน่ง ทำให้เกิดช่องว่างการจ้างงานสูงถึง 800 ล้านตำแหน่ง

บังกา มองว่า การสร้างงานไม่ใช่เพียงประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องกับอนาคต และคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่ หากไม่สามารถสร้างโอกาสได้อย่างเพียงพอ ผลกระทบอาจลุกลามข้ามพรมแดน

ธนาคารโลกจึงเร่งปรับแนวทางการพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับการระดมเงินทุนภาคเอกชน ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา ทักษะแรงงาน และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

ผลจากการปรับยุทธศาสตร์ดังกล่าว ทำให้ธนาคารโลกสามารถระดมเงินทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2022 เป็น 112,000 ล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณล่าสุด หรือเพิ่มขึ้นราว 3 เท่า ขณะที่เงินทุนรวมจากการดำเนินงานสูงกว่า 230,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การระดมทุนในประเทศรายได้ต่ำ และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งยังไม่เพิ่มขึ้น สะท้อนความยากลำบากในการดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศที่มีความเปราะบางสูง

ชู AI ขนาดเล็ก สร้างโอกาสประเทศกำลังพัฒนา

บังกา ยังเน้นย้ำว่า ประเทศกำลังพัฒนาไม่จำเป็นต้องแข่งขันสร้าง AI ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินทุน และโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล แต่สามารถใช้ประโยชน์จาก “AI ขนาดเล็ก” หรือ Small AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่น การช่วยเกษตรกรเพิ่มผลผลิต สนับสนุนครูให้จัดการเรียนการสอนตามความต้องการของนักเรียน ช่วยบุคลากรสาธารณสุขตัดสินใจได้ดีขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงลูกค้า และแหล่งเงินทุน

ธนาคารโลกจึงมุ่งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า การเชื่อมต่อดิจิทัล และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริง

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเดินหน้าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ทั้งการขยายการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนในแอฟริกา 300 ล้านคนภายในปี 2030 การยกระดับความมั่นคงด้านน้ำ และการขยายการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพในราคาที่ประชาชนสามารถจ่ายได้

บังกาทิ้งท้ายว่า การพัฒนาไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการให้ความช่วยเหลือ แต่เป็น “การลงทุนในอนาคตร่วมกัน” โดยต้องผสานเงินทุนภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรการกุศล และเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตที่สามารถสร้างงาน และยกระดับชีวิตประชาชนได้อย่างแท้จริง

ในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ ทางกอร์เกียวาแห่ง IMF ได้อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) มาเป็นข้อคิดปิดท้าย โดยกล่าวถึงแนวพระราชดำริที่ว่า ประโยชน์ และผลลัพธ์อันดีงามไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากแต่ต้องอาศัยการค่อยๆ สร้างสม สั่งสม และพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

IMF-เวิลด์แบงก์ เตือนโลก ระวังวิกฤติขาดงาน 800 ล้านตำแหน่ง

“ดิฉันกำลังยืนอยู่ในประเทศที่งดงามแห่งนี้ และไม่อาจคิดถึงวิธีปิดท้ายสุนทรพจน์ที่เหมาะสมไปกว่าการอ้างถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ผู้ล่วงลับ ซึ่งเตือนใจเราว่า ประโยชน์ และผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องค่อยๆ สร้างสม สั่งสม และเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นตามกาลเวลา”

“นี่คือ หัวใจสำคัญของงานที่เราทำ นั่นคือ การมุ่งมั่นยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งต้องอาศัยเวลา ความเพียรพยายาม และจะเกิดผลดีที่สุดเมื่อเราทุกคนร่วมมือกัน โดยประเทศสมาชิกทั้ง 191 ประเทศมีเป้าหมายเดียวกัน”

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์