วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คำสัญญานายทุนเวิ้งฯคง'อัตลักษณ์'จริงหรือ?

(รายงาน) คำสัญญานายทุนเวิ้งฯ คง "อัตลักษณ์" จริงหรือ ?

หลัง "ทีซีซี แลนด์" เจ้าของเวิ้งนาครเขษม บรรลุข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการกับตัวแทนเวิ้งฯ "ยอมถอย" ให้ผู้ค้าในพื้นที่ ทั้งลดค่าเช่า กันพื้นที่บางส่วนสำหรับอยู่อาศัย รวมถึงให้สิทธิ์ผู้ค้าเดิมเช่าคูหาค้าขายได้ตามจำนวนคูหาเดิมที่มีอยู่ จากเงื่อนไขเดิมที่กำหนดให้เช่าคนละ 1 คูหานั้น

จนถึงขณะนี้ยังเหลือการเจรจาที่ตกลงกันไม่ได้ คือ ระยะเวลาการเข้ารื้อถอนในโซนแรก บริเวณตลาดปีระกาที่ผู้ค้าต้องการเลื่อนระยะเวลาการรื้อถอนจาก ต.ค.ปีนี้ เป็น มี.ค.ปีหน้า

นอกจากนี้ อีกหนึ่งข้อตกลงสำคัญที่ "ทีซีซี แลนด์" ยอมอ่อนข้อ คือ คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ วิถีชีวิต จิตวิญญาณของคนในพื้นที่

ทว่า การคงอัตลักษณ์ที่ต้องเดินคู่ไปกับการ "สร้างมูลค่าเพิ่ม" ในเชิงพาณิชย์ จากเงินที่นายทุนทุ่มซื้อที่ดินไปเกือบ 5,000 ล้านบาท ยังเป็นสิ่งที่ผู้ค้าเวิ้งฯส่วนใหญ่แสดงความกังวลว่า "ท้ายที่สุด" หน้าตาของเวิ้งนาครเขษมหลังการปรับปรุงจะเหลือ "เค้าโครง-กลิ่นอาย" เดิมมากน้อยแค่ไหน?

"ร้านไทยพงษ์" ร้านค้าส่งเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งแรกในเวิ้งนาครเขษม กระจายสินค้าไปยังร้านเครื่องใช้ไฟฟ้ารอบเวิ้งฯ ทั้งเยาวราช คลองถม สำเพ็ง และพาหุรัด ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมการค้าดั้งเดิมที่โป๊กันไปมา (ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน)

กชกร โภคาชัยพัฒน์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านแห่งนี้ ผันตัวเองจากรุ่นอากงที่ขายเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ จนมาถึงรุ่นพ่อ (อุดม โภคาชัยพัฒน์) ที่เริ่มหันมาขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เล่าว่า สภาพธุรกิจเวิ้งฯในยุคนี้ ถูกกระหน่ำด้วยพายุหลายลูก เริ่มจากที่ดินเปลี่ยนมือจากราชสกุลบริพัตร ไปสู่นายทุน (เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการ ทีซีซี แลนด์) ที่กำลังจะมาทำให้วิถีค้าขายแบบเดิมเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย

พายุอีกลูกเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา หลังรัฐบาลโถมโครงการประชานิยมรถคันแรก ทำให้คนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง กระทั่งลุกลามหนักมาสู่วิกฤติการเมือง ตั้งแต่ปลายปี 2556 จนถึงขณะนี้

"สภาพธุรกิจตอนนี้อยู่ไปแบบทู่ซี้ ด้วยปัญหาการเมือง รัฐบาลก็ออกนโยบายทำให้คนมีสตางค์ในกระเป๋าลดลง อย่างรถคันแรก ซื้อไปแล้วยังไง ไปกองกันที่เต็นท์รถ เศรษฐกิจปีนี้ไม่ดี ทำให้การค้าขายชะลอตัว ทุกร้านในเวิ้งฯเหมือนกันหมด มาเจอปัญหาที่อยู่ที่ทำกินอีก ไม่มีใครขายดีหรอกปีนี้" กชกร ระบายความรู้สึกเกี่ยวกับสภาพธุรกิจของคนในเวิ้งฯ

ที่สำคัญที่สุดคือที่ดินเปลี่ยนมือ เธอบอกว่าเรื่องนี้ทำใจมาพักใหญ่แล้ว แม้จะรู้ว่าไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนก็ตาม แต่เมื่อเวลางวดเข้ามา ต้องตัดสินใจทิ้ง "ที่ดินทำกิน" ที่ซึ่งคนในตระกูลสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมา เธอบอกว่า...

"ไม่เจอกับตัวไม่รู้สึกหรอก แม้ใครๆ ก็บอกว่าใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง เราก็เข้าใจ แต่เราอยู่มานานสามถึงสี่รุ่น ต่อให้ใดๆ ก็ตาม ก็อดที่จะใจหายไม่ได้ คนไม่โดนไม่รู้ เพราะคนทำมาค้าขายอย่างเรา เรื่องที่อยู่ที่ทำกินเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต เป็นหลักชีวิต"

เถ้าแก่หญิงแห่งร้านไทยพงษ์ ยังบอกว่า การเสียชีวิตของ "เฮียโต" (ชัชวาล อัศวโสภณ) เจ้าของร้านดนตรีย่งเส็ง ซึ่งอาจจะเกิดจากความกดดันเรื่องการย้ายที่ทำมาค้าขายหรือไม่อย่างไร น่าจะเป็น "บทเรียน" ให้เจ้าของที่ดินคิดก่อนขายที่ให้กับนายทุน เพราะเมื่อขายที่ไปแล้วเกิดผลกระทบตามมามากมาย

"จริงๆ ต้องขายให้คนที่อยู่อาศัยเดิม ไม่ใช่ขายให้นายทุน ถึงเวลามาบี้ทำให้เกิดปัญหา"

เธอยังย้อนเล่าถึงวิถีชีวิตของคนในเวิ้งนาครเขษมให้ฟังว่า ทุกบ้านรู้จักกันมานานตั้งแต่รุ่นอากง เป็นเพื่อนบ้านกันมายาวนาน มองเห็นกันทุกวัน

ในฐานะคนอยู่อาศัยดั้งเดิม อดที่จะหวั่นใจลึกๆ ไม่ได้ว่า การพัฒนาโมเดลใหม่ที่ดึงลูกค้าใหม่ ร้านค้าใหม่เข้ามา จะเป็นรูปแบบเดียวกับเอเชียทีคฯ ร้านขายของริมแม่น้ำเจ้าพระยา อีกหนึ่งโปรเจคที่ "เจ้าสัวเจริญ" พัฒนาขึ้นบนโรงเลื่อยไม้เก่า แต่พื้นที่ตรงนั้นถูกทิ้งร้างมานาน ต่างกับเวิ้งนาครเขษมซึ่งเป็นชุมชนที่ยังมีชีวิต มีวิถีค้าขาย ที่พักอาศัยดั้งเดิมของหลายครอบครัวที่ผูกพันกันมานาน

"กลัวว่าจะเป็นที่สำหรับทัวร์มาลงแล้วเราจะเอาเครื่องใช้ไฟฟ้ามาขายนักท่องเที่ยว เขาจะซื้อไหม? เรายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเช่าต่อหรือไม่ ก็ต้องดูทีซีซีฯจะเอาอย่างไร นโยบายที่ออกมาเหมือนประโลมใจ พอถึงเวลาจะเป็นอย่างนั้นไหม ไม่มีใครรู้ จะเช่าต่อหรือไม่ยังบอกไม่ได้ ต้องดูเงื่อนไขที่ออกมา ไปต่อไม่ไหวก็ต้องไป"

หากให้พิจารณาความเหมาะสมแล้ว เวิ้งนาครเขษมกับโมเดลพลาซ่าให้คนมาเดินนั้น ไม่เข้ากันเลย...เธอว่าพร้อมให้เหตุผล...เพราะเวิ้งนาครเขษมเป็นเหมือน "หางมังกร" ที่ขายเฉพาะอุปกรณ์หนัก ชิ้นใหญ่ (Hardware) กลุ่มคนซื้อข้าวของไปทำกิน จึงไม่ได้ขายของประเภทสวยงาม แต่งหน้าร้านดูดี เช่น เอเชียทีคฯ ที่คนเดินคือวัยรุ่น ครอบครัวมากินและชอปปิงของสวยงาม

"เวิ้งฯคือหางมังกร ต้องขายของหนักก็ถูกต้องแล้ว คนซื้อข้าวของไปทำกิน ไปใช้ ไม่ใช่ประเภทสวยงาม ของในเวิ้งฯต้องเอารถเข้ามา เพราะมีแต่ชิ้นใหญ่ๆ ไม่เหมาะกับการเดินเที่ยว เช่น เครื่องปั๊มน้ำ"

เธอยังเล่าวิถีชีวิตของพ่อวัย 83 ผู้อาวุโสประจำเวิ้งฯ ว่า เป็นคนหนึ่งที่ผูกพันกับย่านนี้มานาน ในฐานะทายาทรุ่นสอง กิจวัตรประจำวันที่ป่าป๊า (เรียกตามที่เธอเล่า) คือ ทุกๆ เย็นป่าป๊าจะเดินเข้ามาในร้าน ตรวจสอบหน้าร้าน และนั่งนับเงินในลิ้นชัก ความคุ้นชินที่คนแก่ผ่านยุครุ่งเรืองทางธุรกิจยังจดจำและปฏิบัติอยู่ทุกวันจนเป็นความคุ้นเคย

โปรดติดตามตอนต่อไป...