วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สั่ง'สมุย-พะงัน'พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ก.ทรัพยากรธรรมชาติฯ กำหนดให้ "สมุย-พะงัน" เป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ห้ามบุกรุกหรือก่อสร้างใดๆ

นายนพดล ธิยะใจ รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ บุญดาว ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะ แถลงเมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.) กำหนดให้พื้นที่เกาะสมุย และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเขตพื้นที่ที่อยู่ในมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

นายนพดล กล่าวว่า จ.สุราษฎร์ธานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางทะเลที่รู้จักกันดีทั้งในประเทศและต่างชาติ โดยเฉพาะเกาะต่างๆ ใน อ.เกาะสมุย อ.เกาะพะงัน และเกาะเต่า ที่มีฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลากหลาย มีความเชื่อมโยงทั้งระบบนิเวศบนบกและทางทะเล จึงเป็นปัจจัยให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ในด้านต่างๆ จนกระทั่งเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา

"มีทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดิน การรุกล้ำพื้นที่ต้นน้ำ ป่าพรุ ป่าชายเลน พื้นที่ชายฝั่งทะเล และพื้นที่เชิงผามากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีกฎหมายการควบคุมการพัฒนาเมืองแต่ก็ไม่สามารถป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นได้" นายนพดล ระบุ

ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น กระทรวงจึงกำหนดใช้มาตรา 45 ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เรื่องกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณท้องที่ อ.เกาะสมุย ได้แก่ ต.ตลิ่งงาม ต.บ่อผุด ต.มะเร็ต ต.แม่น้ำ ต.หน้าเมือง ต.อ่างทอง ต.ลิปะน้อย

ส่วนพื้นที่ อ.เกาะพะงัน ได้แก่ ต.เกาะพะงัน ต.บ้านใต้ ต.เกาะเต่า ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกาะจำนวน 42 เกาะ และพื้นที่น่านน้ำบางส่วนใน จ.สุราษฎร์ธานี โดยประกาศบังคับเมื่อวันที่ 30 พ.ค.2557 เป็นต้นไป เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยเมื่อเข้าปีที่ 3 จะมีการประเมินสถานการณ์สิ่งแวดล้อมว่าการประกาศมาตราดังกล่าว สามารถทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นหรือไม่

ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตามกฎหมายนี้ไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ดังนั้นสิ่งก่อสร้างใดที่สร้างก่อนการประกาศมาตรา 45 ถือว่าไม่มีความผิด แต่หากมีการก่อสร้างใดๆ เพิ่มเติมจะต้องผ่านมาตรการนี้ ซึ่งผู้ประกอบการใดที่ไม่ปฏิบัติตาม ส่วนท้องถิ่นสามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่ อาทิ กฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร ดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายที่มีอยู่แต่กำหนดมาตรการให้มีความเข้มข้นมากขึ้น

“ก่อนประกาศมาตรา 45 เรามีการทำประชาพิจารณ์ทุกภาคส่วน เช่น กลุ่มเอ็นจีโอ ผู้ประกอบการบ้านพัก รีสอร์ท รวมทั้งประชาชนในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งใช้เวลาเกือบ 10 ปี เพื่อให้กำหนดมาตรการดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ที่ประกาศบังคับใช้" นายสมศักดิ์ กล่าว

และว่า จากนี้ สผ.จะลงพื้นที่เพื่อชี้แจงมาตรา 45 ให้ความรู้ความเข้าใจในด้านหลักวิชาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ส่วนการบุกรุกพื้นที่ต่างๆ จะเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป