วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภัยแล้งกระทบพื้นที่เกษตร7.6แสนไร่

สศก. ระบุ ภัยแล้งส่งผลกระทบพื้นที่เกษตร 7.6 แสนไร่ นาข้าวสูงสุด พบเสียหายสิ้นเชิงแล้วกว่า 3.2 แสนไร่ คาดกระทบจีดีพี 0.0669%

นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปีนี้มีความรุนแรงและยาวนาน ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยพบว่าตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2556 จนถึงปัจจุบัน ภาคการเกษตรของไทยได้รับความเสียหายไปแล้ว 16 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ลำพูน สุโขทัย ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ชัยนาท สระบุรี สิงห์บุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี และ สตูล รวมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 768,160 ไร่ เกษตรกร 106,701 ราย แบ่งเป็นข้าว 682,271 ไร่ พืชไร่ 8,552 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 77,337 ไร่

และผลสำรวจล่าสุด พบว่า มีนาข้าวที่ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิงแล้ว 323,780 ไร่ ผลผลิต 190,793.84 ตัน มูลค่า 1,463.01 ล้านบาท จากเกษตรกร 49,220 ราย ส่วนรายการสินค้าเกษตรอื่น อยู่ระหว่างการสำรวจ

ในส่วนของปศุสัตว์และประมง ขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหาย ทั้งนี้จากการรายงานเบื้องต้น พบว่า ขณะนี้สัตว์ในหลายพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว โดยเฉพาะที่อยู่นอกเขตชลประทานขาดแคลนน้ำใช้ หากสถานการณ์ภัยแล้งยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เมื่อรวมกับภาวะอากาศที่ร้อน จะมีผลให้สัตว์กินอาหารน้อยลง และโตช้า

ทั้งนี้ มูลค่าความเสียหายจากฝนทิ้งช่วง ภัยแล้งดังกล่าวจะส่งผลต่อเศรษฐกิจการเกษตร ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมที่แท้จริง (GDP) ด้านพืช ได้แก่ ข้าว 290.19 ล้านบาท หรือ 0.0669% ของผลกระทบที่มีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร ซึ่งในภาพรวมแล้วภัยแล้งจะส่งผลกระทบต่อจีดีพี ปีละประมาณ 1%

เตรียมแผนป้องกัน

นายภูมิศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นประจําทุกปี และเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบเป็นบริเวณกว้างในหลายพื้นที่ของประเทศ สร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตร ทําให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นจํานวนมาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาภัยแล้ง และปัญหาอื่นๆ ทําให้ผลผลิตการเกษตรได้รับความเสียหาย ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดทําแผนรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ประจําปีงบประมาณ 2557 เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในรอบปี 2557 ได้แก่

ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาอุทกภัย และปัญหาศัตรูพืชระบาด ได้กําหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางการดําเนินงานในการป้องกันและบรรเทาความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตร ตลอดจนให้การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

ด้านประมง ได้เตรียมการรับสถานการณ์ โดยจะมีการแจ้งเตือนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ได้ทราบถึงช่วงระยะเวลาที่อาจเกิดขึ้น วางแผนหาวิธีการป้องกัน ดูแล และแก้ไข หลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแนะนำผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรควบคุมการใช้น้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด ป้องกันการรั่วซึม หรือจัดทำร่มเงาให้กับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ควรจัดเตรียมหาแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้เพิ่มเติม และจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นมาจำหน่ายหรือบริโภคก่อน เพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำภายในบ่อ พร้อมลดการให้อาหารสัตว์น้ำลง อีกทั้งควรปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง

ระบุผลผลิตโดยรวมยังเพิ่ม

นายภูมิศักดิ์ กล่าวว่า แม้ภัยแล้งที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะส่งผลต่อการผลิตสินค้าเกษตรบางชนิดสินค้า เช่น ข้าวนาปรัง มันสำปะหลังและมะพร้าว เป็นต้น แต่ว่าส่วนใหญ่การผลิตสินค้าเกษตรยังคงมีแนวโน้มการผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

ส่วนแนวโน้มของระดับราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ เช่น พืชไร่ พืชสวน ไม้ยืนต้น พืชผักและผลไม้ รวมถึงสินค้าปศุสัตว์และประมง ก็ยังมีแนวโน้มของราคาสินค้าทรงตัว บางชนิดสินค้ายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับสินค้าปศุสัตว์และประมง ยังมีราคาที่ดีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ดังนั้น จึงคาดว่าแนวโน้มผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร ปี 2557 เฉลี่ยทั้งปีจะมีอัตราการเจริญเติบโตขยายตัว 3-4% และ ซึ่งหากภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วงไม่ยาวนานเกินไป จะไม่ส่งผลต่อการผลิตสินค้าเกษตร โดยขณะนี้ สศก.อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังว่าจะกระทบกับฤดูกาลเพาะปลูกที่จะมีถึงในเดือนพ.ค. นี้หรือไม่

แนะตั้งองค์กร ปชช.แก้ปัญหาลุ่มน้ำโขง

ขณะที่ชมรมนักข่าวอาเซียน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นักวิชาการ และตัวแทนผู้อยู่อาศัยบริเวณแม่น้ำโขง ได้จัดกิจกรรมบรรยายสรุป "แม่น้ำโขง : ผลกระทบจากโครงการเขื่อนตอนบนในประเทศจีน, ปรากฏการณ์เอลนีโญ หรือความล้มเหลวในการบริหารจัดการสายน้ำ” หลังจากพบว่าแม่น้ำโขงมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ และมีผลกระทบต่อวิถีชีวิต และการเกษตร โดยเรียกร้องให้จัดตั้งองค์กรภาคประชาชนระหว่างประเทศร่วมแก้ปัญหาตามกลไกของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

นางผกาวรรณ จุฬามณี ที่ปรึกษาคณะกรรมการแม่น้ำโขง กล่าวว่า ธรรมชาติของแม่น้ำโขง เมื่อถึงหน้าแล้งจะแล้งมาก พอถึงหน้าน้ำจะมีน้ำไหลบ่า แต่ในรอบหลายปีที่ผ่านมาระดับน้ำเปลี่ยนแปลงไม่เป็นธรรมชาติ แต่การพูดคุยกับภาคประชาชนในท้องถิ่นยังไม่เกิดขึ้น หน่วยงานภาครัฐยังไม่ได้มีส่วนร่วมในการเยียวยาช่วยเหลือ จึงขอให้มีการปฏิรูปวิธีการทำงานของคณะกรรมการแม่น้ำโขง หรือ เอ็มอาร์ซี จากเดิมที่มุ่งเน้นงานด้านวิชาการ ให้มีการทำงานที่เป็นเชิงรุกเป็นรูปธรรมมากขึ้น

นางเพียรพร ดีเทศน์ ผู้แทน International Rivers กล่าวว่า เสนอให้ที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการแม่น้ำโขง ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. ที่นครโฮจิมินห์เวียดนาม ได้พูดคุยถึงการหยุดโครงการลงทุนเขื่อนทั้งหมดในแม่น้ำโขง และหันมาศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยใช้หลักวิชาการ จากที่ผ่านมามุ่งเน้นการพัฒนาจากกลุ่มทุนแต่เพียงอย่างเดียว จึงอยากให้มีการตั้งเกณฑ์การลงทุนธุรกิจพลังงานในภูมิภาคร่วมกัน

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ผู้แทนกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2539 ระดับน้ำเปลี่ยนแปลงผิดฤดูกาล สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน และได้ยื่นขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ จึงเสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรภาคเอกชนที่เกิดขึ้นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งรวมแล้วมีจำนวนกว่า 60 ล้านคน ถือว่ามีพลังพอ และน่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีรูปธรรมได้

นอกจากนี้ทางกลุ่มมีข้อเสนอว่า สามารถใช้กลไกของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในการสร้างความร่วมมือระหว่างชาติที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อไขปัญหา

ธ.ก.ส.รับจ่ายหนี้ชาวนาวงเงินจำกัด

ด้านความคืบหน้าการจ่ายเงินค้างหนี้โครงการจำนำข้าวให้ชาวนา มีรายงานข่าวจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่า ปลายเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ได้จ่ายเงิน 20,000 ล้านบาท ที่ยืมจากงบกลางกระทรวงพาณิชย์ไปหมดแล้ว โดยหลังจากนี้ ธ.ก.ส.จะพยายามบริหารการจ่ายเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้รู้สึกว่า ธ.ก.ส. ยังคงจ่ายเงินค่าจำนำอย่างต่อเนื่อง แม้จะสามารถจ่ายได้ในวงเงินที่จำกัด และจำนวนรายชาวนาที่ได้รับเงิน มีไม่มากก็ตาม

"เรามีแผนที่จะทยอย ค่อยๆ จ่ายเงินให้กับชาวนา นับจากนี้ไปสัปดาห์ละ 500 ล้านบาท ถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อให้การจ่ายเงินค่าจำนำ ไม่ขาดตอน”

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มีภาระจะต้องนำเงินมาคืนงบกลางภายในสิ้นเดือนพ.ค. นี้ ตามเงื่อนไขของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

รายงานข่าวกล่าวว่า แหล่งเงินที่จะนำมาจ่ายหนี้ มาจาก 3 ส่วนหลัก คือ 1.เงินระบายข้าว ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ตั้งเป้าไว้ที่เดือนละ 8,000 ล้านบาท ซึ่งปรากฏว่า สามารถทำได้ดีกว่าเป้าหมาย เฉลี่ยเดือนละเกือบ 10,000 ล้านบาท

ส่วนที่ 2 จาก กองทุนช่วยเหลือชาวนา ซึ่งปัจจุบันมียอดประมาณ 1,400 ล้านบาท และ ธ.ก.ส.จะให้สาขาทั่วประเทศ ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ เพื่อให้ช่วยกันนำเงินมาฝาก 3 กองทุน คือ กองทุนบริจาค, กองทุนฝากไม่มีดอกเบี้ย และ กองทุนฝากที่มีดอกเบี้ย แต่เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ที่ 0.63% ต่อปี

แหล่งเงินที่ 3 คือ การกู้เงินในตลาดเงิน โดยขณะนี้ อยู่ในระหว่างการประสานกับกระทรวงการคลังเพื่อจัดเตรียม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินจะคลายกังวลถึงข้อจำกัดทางกฎหมายต่อการที่รัฐบาลรักษาการจะกู้เงิน เพื่อมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว หรือไม่

ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลยังค้างหนี้ค่าจำนำข้าวกับชาวนา ประมาณ 90,000 ล้านบาท