ว่ากันต่อด้วยเรื่องราวของวิร์คช็อปโยคะกับผู้ป่วยมะเร็ง 'ครูเกด' ถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้ป่วย ที่ใช้โยคะเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ
ว่ากันต่อด้วยเรื่องราวของคุณจิ๋ม-อรทัย ชะฟู ซึ่งเคยป่วยเป็นมะเร็งปอด ใช้เวลาดูแลรักษาตัวเองมาตลอด 12 ปี และปัจจุบันเชื้อมะเร็งนั้นได้หายไปแล้ว คุณจิ๋มเข้าเวิร์คช็อปโยคะกับผู้เขียน ฝึกการผ่อนคลายก่อนนอน ฝึกอาสนะบางท่าที่พอทำได้ ฝึกที่จะทำอะไรช้าลงโดยเฉพาะในยามที่ตึงเครียด และฝึกเทคนิคการผ่อนคลายด้วยลมหายใจ ที่ช่วยบำบัดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงของเธอ ซึ่งได้กล่าวไว้ในครั้งที่แล้ว
คุณจิ๋มมาฝึกโยคะและทำงานกับผู้เขียนน่าจะเป็นเวลาเกือบ 4 ปี ผู้คนที่รู้จักทั่วๆ ไปก็มักจะมีคำพูดคล้ายกันว่า ไปเรียนกับครูเกดนานขนานนี้ คงทำท่าต่างๆ ได้เก่ง อ่อนช้อยสวยงามเป็นแน่ เธอมักจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ผู้เขียนฟังอย่างขำขัน ด้วยความรู้สึกแบบเข้าใจต่อผู้พูด เพราะเจ้าตัวรู้ดีว่า สิ่งที่คนเข้าใจกันโดยทั่วไปเกี่ยวกับการเป็นโยคะคือการทำท่าได้ดี สวย แอ่นโน้มได้มาก
แต่ประสบการณ์การเรียนรู้โยคะของเธอนั้นแตกต่างจากสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจ ร่างกายของเธอนั้นไม่ได้อ่อนช้อยอย่างที่คนอื่นคิด เริ่มต้นจากแอ่น โน้ม บิด เหยียดแทบไม่ได้ แข็งไปหมด มันมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ยืดหยุ่นขึ้นมาหน่อย สิ่งที่สำคัญคือความรู้สึกเบาตัวมีมากขึ้นกว่าก่อน
แต่สิ่งที่เธอได้เรียนรู้มากกว่าอื่นใด คือการฝึกที่จะยอมรับและอยู่กับสภาพตึง แข็งได้อย่างผ่อนคลาย การผ่อนคลายที่ว่านี้คือการผ่อนคลายด้านจิตใจและอารมณ์ ฝึกที่จะเป็นผู้เฝ้าดูอย่างปล่อยวางมากกว่าที่จะไปเคร่งเครียด จดจ่อกับความหนัก ตึงนั้น และเรียนรู้วิธีที่จะดูแลความไม่สบายตัว เจ็บป่วยได้อย่างอ่อนโยน
การใช้โยคะกับผู้ป่วยมะเร็งที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวร่างกาย ต้องมีการประยุกต์ใช้เทคนิคต่างๆ ให้เหมาะกับสภาพร่างกายของผู้ฝึก ผู้สอนต้องรู้หลักการ เข้าใจและมีประสบการณ์ว่าอาสนะออกแบบมาเพื่ออะไร แต่ละท่านั้นทำงานกับร่างกาย อย่างไร ส่งผลต่อระบบอะไรบ้าง จะเคลื่อนไหวขนาดไหนจึงจะพอดี ปลอดภัย และเทคนิคอื่นๆ มีไว้เพื่ออะไร เป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะคือการฝึกให้จิตนิ่ง จดจ่อ หยุดการปรุงแต่ง ฝึกให้จิตกลับมาอยู่กับกาย โดยปราศจากการปรุงแต่ง
ผู้เขียนนำเทคนิคสำคัญๆ ของโยคะมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็น ยมะ นิยมะ อาสนะ ปราณยามะ พันธะมุทรา และสมาธิ
ยะมะและนิยะมะ เป็นการปรับทัศนคติ วิธีการปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่น หลักการแรกของยะมะหรือแนวทางในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น คือคำว่า อหิงสา ที่หมายถึงการไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งก็จะรวมถึงความไม่รุนแรงทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น ผู้ฝึกเรียนรู้ที่จะกรุณาต่อตัวเองและผู้อื่นด้วย
เช่น โดยลักษณะนิสัยของคุณจิ๋มนั้นเป็นคนที่อึดอัดกับการที่ต้องทำอะไรช้าๆ เพราะมันหมายถึงอ่อนแอ ทนไม่ได้ที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น อึดอัดที่ต้องเป็นเฝ้าดูมากกว่าที่จะกระทำ เธอต้องเป็นคนเข้มแข็ง เพื่อผู้อื่นจะได้ไม่เอาเปรียบ นั่นคือความเชื่อส่วนหนึ่ง ในขณะที่เราทำงานบำบัดด้วยกัน เธอค้นพบว่าเมื่อเกิดความขัดแย้ง ไม่พอใจสิ่งใดต้องปะทะหรือลุย อยู่เงียบเฉยไม่ได้ สิ่งที่ไม่ชอบต้องสะสางให้ถึงที่สุด ทุกครั้งที่เธอเห็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น อารมณ์ขุ่นเคือง โกรธตามมาติดๆ
การฝึกอาสนะที่เคลื่อนไหวช้าๆ นุ่มนวลกับตัวเอง หยุดนิ่ง รับรู้เฝ้าดู ความตึง ความอึดอัดของกาย แต่ยังคงผ่อนคลายจิตใจนั้นท้าทายเธออย่างมากในช่วงแรกๆ ยิ่งเมื่อต้องตกมาอยู่ในสภาพเป็นผู้ป่วยมะเร็ง ร่างกายได้ดึงให้เธอต้องช้าลง และเมื่อฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เธอก็พบว่าการคอยแต่จะต่อสู้และดิ้นรนหาทางให้ตัวเองสบายนั้น มันเหนื่อย หนักและเครียดและต้องออกแรงมากกว่าการเป็นผู้เฝ้าดู พักลงและผ่อนคลายไปในทุกท่วงท่าและอิริยาบถต่างๆ ที่มีทั้งสบาย ไม่สบาย หนักและเบา ตึงและคลาย ควบคู่กันไปโดยไม่ต้องทำอะไร ผ่อนคลายมากเท่าไหร่ ความสามารถในการที่จะอยู่กับสภาพที่เราทนไม่ได้ มันกลับสบายขึ้น ความตึงต่างๆ ของกล้ามเนื้อก็คลายตัว ลมหายใจที่ติดขัด กระชั้นแน่นในหน้าอก มันก็เบา โล่งขึ้น
นอกจากนั้น การฝึกก็ช่วยให้เธอละเอียดอ่อนกับตัวเองมากขึ้น เริ่มรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ดีขึ้น จับความคิดและอารมณ์ได้ไวขึ้น ตระหนักว่าอารมณ์นั้นส่งผลต่อร่างกายและสุขภาพของเธอโดยตรง เช่น เห็นว่าความโกรธนั้นทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น ใบหน้าร้อนผ่าว กล้ามเนื้อเกร็ง แน่นหน้าอก หลายครั้งก่อนหน้านี้เธอจะพบว่า มีอาการปวดหัวตามมาหรือแม้แต่ปวดท้อง มีลมขึ้น
การฝึกอาสนะช่วยเสริมให้ทัศนะการใช้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปด้วย (นิยะมะ ที่ได้กล่าวถึงในช่วงต้นๆ ) เธอก็เริ่มระมัดระวัง ยอมรับว่าร่างกายอ่อนแอลง และต้องการการดูแล อ่อนโยนกับตัวเอง คอยดูแลวิธีกิน วิธีคิด และการใช้ชีวิต ปล่อยวางได้ อ่อนโยนกับผู้คนที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจมากขึ้น ยอมรับความเปาะบาง อ่อนแอ อ่อนล้า ความต้องการให้มีคนดูแล ความสามารถของร่างกายที่มีขีดจำกัด จากที่มองเห็นความเจ็บป่วยเหมือนเป็นศัตรูที่ต้องต่อสู้และเอาชนะ ก็เปลี่ยนมาเป็นยอมรับที่จะอยู่กับสภาพที่ไม่พึงใจนั้นได้อย่างเป็นมิตร และเป็นปกติสุขในที่สุด
* เกศสุดา ชาตยานนท์ บุญงามอนงค์ : ผู้เขียนหนังสือโยคะแห่งสติและหนังสือโยคะอื่นๆ อีก 6 เล่ม, นักบำบัด ที่ปรึกษาทางชีวิต ที่ใช้เทคนิคทางโยคะ ศาสตร์ของนพลักษณ์และจิตวิทยาการรู้เท่าทันตัวตนต่างๆ มาประสานกับแนวทางการฝึกสติสำหรับผู้ที่มีความเครียด เสียสมดุลทางด้านจิตใจและร่างกาย} www.yosuda.com
(เผยแพร่ใน กรุงเทพธุรกิจกายใจ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2557)









