ครูเกศสุดา ถ่ายทอดบทบาทของโยคะกับการเยียวยาผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมแนะนำอาสนะในท่าต่างๆ ที่ช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนคลายตัว
ครูเกศสุดา ถ่ายทอดบทบาทของโยคะกับการเยียวยาผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมแนะนำอาสนะในท่าต่างๆ ที่ช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนคลายตัว อีกทั้งร่างกายและจิตใจเข้าสู่การพักอย่างเต็มที่
การเลือกอาสนะกับผู้ป่วยมะเร็งอย่างคุณจิ๋ม ผู้เขียนจะเลือกอาสนะต่างๆ ที่ช่วยให้แผ่นหลังได้เคลื่อนไหวครบทุกทิศทาง ทั้งการแอ่น การโน้ม การยืดออกในแนวด้านข้างและการบิด โดยจะเน้นอาสนะแบบนอนและนั่งเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่อาสนะในท่ายืนจะใช้แรงมาก ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยเกินไป
อาสนะในท่าแอ่นหรือท่าที่ได้ยืดหลังหรือหน้าอก จะช่วยให้การหายใจเข้าทำได้ง่ายขึ้น โดยช่วง 1-2 เดือนแรกจะไม่เน้นการกลั้นลมหายใจเลย แต่จะเน้นการหายใจที่สบายตามสภาพร่างกาย ให้ร่างกายเป็นตัวนำ และเมื่อมีการโน้มตัวผู้ฝึกก็จะปล่อยลมหายใจออกมาทางปากด้วยการเปล่งเป็นเสียง อา อู อึม หรือโอม ตามศักยภาพของปอดที่จะทำได้ โดยปล่อยลมออกมาทีละนิดจนหมด และในที่สุดก็ผ่อนคลาย มีช่วงจังหวะที่ได้อยู่นิ่งๆ ในแต่ละท่า ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่สำคัญ
ผู้ฝึกเพียงแต่หลับตาเบาๆ ตัดการรับรู้ภายนอก และเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ทั้งสภาพที่แตกต่างกันหรือเหมือนกันของร่างกายแต่ละด้าน ไม่ว่าจะตึง สบาย หนักหรือเบา และฟังเสียงลมหายใจตามธรรมชาติอย่างสงบนิ่งและรับรู้ด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลาย
เราจะฝึกอาสนะกันประมาณชั่วโมงครึ่ง แล้วก็ตามด้วยช่วงเวลาของการผ่อนคลายจากการอยู่ในท่าศพ ซึ่งเราก็จะรวมวิธีการและเทคนิคการผ่อนคลายต่างๆ มาใช้ เช่น เทคนิคการเกร็งคลายกล้ามเนื้อทีละส่วน เทคนิคการผ่อนคลายด้วยลมหายใจ และเทคนิคของการผ่อนคลายอย่างลึก ช่วงเวลานี้ร่างกายจะได้เข้าสู่การพักอย่างเต็มที่
การฝึกผ่อนคลายอยู่เสมอ ระบบประสาทพาราซิมพาเธติกได้ทำงาน ซึ่งช่วยลดอัตราการเต้นและการบีบตัวของหัวใจ กล้ามเนื้อทุกส่วนคลายตัว กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัว การหลั่งสารคัดหลั่งทำงานดีขึ้น ระบบทางเดินอาหารดีขึ้น ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และความดันโลหิตลดลง ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของเธอทุกๆ วันประกอบกับการดูแลเรื่องอาหารและการดำเนินชีวิต
ปราณายามเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ผู้เรียนได้ฝึกอยู่เสมอ หลังจากการผ่อนคลาย เช่น การหายใจแบบแยกส่วน เน้นที่หน้าท้องเป็นหลัก เพื่อกระตุ้นให้ระบบประสาทผ่อนคลายทำงาน และการหายใจเต็มปอด เพื่อให้ปอดได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทคนิคสุดท้ายคือการนั่งสมาธิเพื่อจะยังคงพลังดีๆ ของจิตที่สงบและการตื่นรู้เอาไว้
แนวทางการฝึกอาสนะของผู้เขียนนั้นเรียกว่าเป็น การฝึกสมาธิแบบหลับตา ที่จะส่งผลให้คลื่นสมองเข้าสู่คลื่นเบต้า สมองได้พักเต็มที่ อัตราการใช้ออกซิเจนลดลง จากงานวิจัยบ่งว่าร่างกายใช้ออกซิเจนน้อยลงถึง 17% อัตราการเผาผลาญก็ลดลง ร่างกายเสื่อมช้าลง เมื่อร่างกายเสื่อมช้าก็จะอ่อนกว่าวัย อัตราการเต้นของหัวใจ ลดลง หัวใจจะแข็งแรงและ ไม่ต้องทำงานหนัก
สุดท้ายหลังจากการฝึกโยคะ เราก็จะมีช่วงการตรวจเช็คอารมณ์ต่างๆ การสนทนาในรูปแบบที่เป็นการให้คำปรึกษาแบบไม่ตัดสิน คุณจิ๋มได้เรียนรู้เรื่องนพลักษณ์ควบคู่ไปกับโยคะ นพลักษณ์ช่วยให้เธอเข้าใจลักษณะนิสัยได้ดีขึ้น รับรู้อัตตาตัวตน ฝึกการเท่าทันและปล่อยวางตัวตนต่างๆ ได้ดีขึ้น
ประสบการณ์จากการฝึกฝนในห้องเรียนนั้น เธอได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ ฝึกการผ่อนคลายก่อนนอน ฝึกอาสนะบางท่าที่พอทำได้ ฝึกลมหายใจและฝึกที่จะทำอะไรช้าลง โดยเฉพาะในยามที่ตึงเครียด ยกตัวอย่างครั้งหนึ่งเธอปวดท้องอย่างหนักในช่วงกลางคืน ปวดแน่นมาก กล้ามเนื้อเกร็งไปหมด จนต้องเข้าห้องไอซียูและระหว่างนอนรอหมอที่กำลังเดินทางมาจากบ้านนั้น เธอก็รอพร้อมกับการฝึกเทคนิคการผ่อนคลายด้วยลมหายใจ ที่ให้จิตมุ่งจดจ่ออยู่กับการหายใจเข้าออกที่หน้าท้อง โดยหายใจหน้าท้องพองและออกหน้าท้องยุบ แบบช้าๆ และผ่อนคลาย
เธอนอนทำอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งก่อนที่หมอจะมาถึง อาการปวดท้องนั้นก็ได้หายไปแล้ว หมอรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องตื่นกลางดึกมาถึงโรงพยาบาล แต่กลับพบว่าคนไข้ไม่เป็นอะไรแล้ว นี่คืออีกประสบการณ์ตรงของคุณจิ๋มที่พอจะนำมาแบ่งปันได้
{บทความโดย *เกศสุดา ชาตยานนท์ บุญงามอนงค์ (www.yosuda.com) ผู้เขียนหนังสือโยคะแห่งสติและหนังสือโยคะอื่นๆ อีก 6 เล่ม, นักบำบัด ที่ปรึกษาทางชีวิต ที่ใช้เทคนิคทางโยคะ ศาสตร์ของนพลักษณ์และจิตวิทยาการรู้เท่าทันตัวตนต่างๆ มาประสานกับแนวทางการฝึกสติสำหรับผู้ที่มีความเครียด เสียสมดุลทางด้านจิตใจและร่างกาย}
(บทความเผยแพร่ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2557)









