วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘BDI’ ชี้โจทย์ใหญ่กำกับ Data Center ไทย เร่งสร้างสมดุลการลงทุน–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม

BDI ชี้ไทยยังติด 3 ปมใหญ่ ทั้งอำนาจอนุญาตกระจัดกระจาย ขาดฐานข้อมูลกลาง และเกณฑ์ตัดสินใจไม่ชัดเจน ด้าน World Bank แนะเลือกโมเดลลงทุนให้เหมาะกับศักยภาพประเทศ ก่อน “ไชยชนก” ย้ำเกณฑ์ขั้นต่ำไม่ใช่ใบเบิกทางให้ตั้ง Data Center อัตโนมัติ พร้อมเพิ่มเงื่อนไขระยะห่างแหล่งสำรองน้ำมันจากชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และวัด

KEY POINTS

  • สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ชี้ 3 ความท้าทายหลักในการกำกับดูแล Data Center ของไทย ได้แก่ อำนาจอนุญาตที่กระจัดกระจาย, การขาดข้อมูลภาพรวมของประเทศ และกรอบการพิจารณาโครงการที่ไม่ชัดเจน
  • ภาครัฐกำลังเร่งพัฒนากรอบกำกับดูแลผ่าน "คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์" เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับการใช้ทรัพยากร (พลังงาน, น้ำ) และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • มีการพิจารณาใช้เกณฑ์อนุมัติโครงการแบบ "Decision Tree" ที่ครอบคลุม 3 มิติ คือ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ, การก่อสร้างและผังเมือง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
  • ธนาคารโลกแนะว่าไทยไม่จำเป็นต้องสร้าง Data Center ขนาดใหญ่เสมอไป แต่ควรเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับความพร้อมและความต้องการใช้งานจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • รัฐมนตรีดีอีย้ำว่าการผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ (Minimum Requirements) ไม่ได้รับประกันว่าจะได้รับอนุญาตทันที แต่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรมควบคู่ไปด้วย

เวทีประชุม IMF–World Bank 2026 จุดประเด็นสำคัญของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย เมื่อ ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) สะท้อนโจทย์การพัฒนา Data Center ที่ประเทศไทยต้องเร่งจัดระเบียบ ทั้งอำนาจอนุญาตที่กระจายอยู่หลายหน่วยงาน การขาดข้อมูลภาพรวมของประเทศ และกรอบหลักเกณฑ์พิจารณาโครงการที่ยังไม่ชัดเจน ขณะที่ธนาคารโลกชี้ว่า แต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องเดินหน้าสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เหมือนกันทั้งหมด หากควรเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับความพร้อมและความต้องการใช้งานจริง

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นแลกเปลี่ยนในกิจกรรม Knowledge Café หัวข้อ “Data Centers: From Reform to Investment” ซึ่งจัดโดย World Bank Group ภายใต้การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากภาคนโยบายและองค์กรระหว่างประเทศร่วมวิเคราะห์ทิศทางการลงทุน Data Center และ โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เปิด 3 โจทย์ใหญ่ Data Center ไทย เร่งวางกติกาก่อนลงทุน

ศ.ดร.ธีรณี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนากรอบการกำกับดูแลการประกอบกิจการ Data Center ผ่านคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยต้องพิจารณาประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับการใช้ทรัพยากร ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างรอบด้าน

‘BDI’ ชี้โจทย์ใหญ่กำกับ Data Center ไทย เร่งสร้างสมดุลการลงทุน–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม

ความท้าทายสำคัญของไทยยังมี 3 ประการ ได้แก่

อำนาจอนุญาตกระจายอยู่หลายหน่วยงาน (Fragmented Authority) ทำให้การขออนุญาตจัดตั้ง Data Center ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ส่งผลให้การดำเนินงานมีความซับซ้อนและต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหน่วยงาน

ขาดข้อมูลภาพรวม Data Center ของประเทศที่เป็นระบบเดียวกัน (Limited Visibility) ทั้งในด้านจำนวน ประเภท และที่ตั้งของศูนย์ข้อมูล ทำให้การวางแผนและกำหนดนโยบายยังจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

ขาดกรอบหลักเกณฑ์ร่วมในการพิจารณาโครงการ (Unclear Decision Framework) เพื่อใช้ประเมินความเหมาะสมของการลงทุนและพื้นที่ตั้งโครงการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว ภาครัฐจึงจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมคณะอนุกรรมการ 4 ชุด เพื่อรวบรวมข้อมูล ศึกษาแนวทางกำกับดูแล และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

‘BDI’ ชี้โจทย์ใหญ่กำกับ Data Center ไทย เร่งสร้างสมดุลการลงทุน–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม

‘BDI’ ชี้โจทย์ใหญ่กำกับ Data Center ไทย เร่งสร้างสมดุลการลงทุน–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างพิจารณาพัฒนากรอบหลักเกณฑ์สำหรับอนุมัติโครงการลงทุนในรูปแบบ Decision Tree หรือแผนผังการตัดสินใจ เพื่อช่วยประเมินความเหมาะสมของโครงการอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่

  • 1. ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ

พิจารณาประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness: PUE) และประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness: WUE) เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น และทำให้การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสอดคล้องกับข้อจำกัดด้านพลังงานและน้ำของประเทศ

  • 2. การก่อสร้างและผังเมือง

พิจารณาขนาดโครงการ ความต้องการใช้ไฟฟ้า ระบบเชื้อเพลิงสำรอง ระยะถอยร่นของอาคาร และความเหมาะสมของพื้นที่ตั้ง โดยต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเขตที่อยู่อาศัย เขตพาณิชยกรรม และเขตอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละพื้นที่มีข้อจำกัดและเงื่อนไขในการพัฒนาโครงการไม่เหมือนกัน

  • 3. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการ ทั้งด้านเสียง กลิ่น และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ โดยอาศัยการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การลงทุนสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและพื้นที่โดยรอบได้อย่างเหมาะสม

ไม่ใช่แค่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าประเทศได้อะไร

ศ.ดร.ธีรณี ยังเน้นย้ำว่า การพิจารณาโครงการลงทุน Data Center ไม่ควรมุ่งเพียงการทำให้โครงการผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กำหนดเท่านั้น แต่ต้องประเมินด้วยว่า ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมมากน้อยเพียงใด

ประโยชน์ที่ต้องพิจารณาครอบคลุมตั้งแต่การสร้างงานและพัฒนาทักษะบุคลากรไทย การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาผู้ประกอบการและธุรกิจดิจิทัลภายในประเทศ การเพิ่มโอกาสให้คนไทยและองค์กรต่าง ๆ เข้าถึงบริการ Cloud และ AI ตลอดจนการสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ที่มีการลงทุน

แนวทางกำกับดูแลที่กำลังพัฒนาจึงต้องออกแบบให้รองรับผู้ประกอบการที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ Data Center ขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลขนาดกลาง ขนาดเล็ก และผู้ประกอบการไทย เพื่อไม่ให้การกำหนดกติกากลายเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการบางกลุ่ม และเปิดโอกาสให้ระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศเติบโตได้อย่างทั่วถึง

ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกแบบระบบกำกับดูแลที่ทำให้การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย พร้อมกับบริหารจัดการต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ ที่ดิน และผลกระทบต่อชุมชนได้อย่างสมดุล

‘BDI’ ชี้โจทย์ใหญ่กำกับ Data Center ไทย เร่งสร้างสมดุลการลงทุน–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม

World Bank ชี้ไม่จำเป็นต้องสร้าง Data Center ใหญ่เหมือนกันทุกประเทศ

ด้าน Mr. Mahesh Uttamchandani Regional Practice Director for Digital & AI in East Asia and Pacific and South Asia Regions, World Bank Group นำเสนอมุมมองต่อทิศทางการลงทุน Data Center โดยระบุว่า แต่ละประเทศมีระดับความพร้อม ศักยภาพ และความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแตกต่างกัน จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด

แต่ละประเทศควรเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI โดยตรง การใช้ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กร่วมกับบริการ Cloud ระดับภูมิภาคและระดับโลก หรือการประยุกต์ใช้ Small AI เพื่อรองรับความต้องการในระดับท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรหรือความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า การตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ควรยึดติดกับขนาดของโครงการหรือกระแสการลงทุน AI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงความต้องการใช้งานจริง ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการนำโครงสร้างพื้นฐานไปต่อยอดสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ

ทั้งนี้ World Bank ยังเน้นย้ำบทบาทของภาครัฐในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณฑ์ด้าน Data Governance ที่ชัดเจน การพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบเชื่อมต่อที่มีเสถียรภาพ การปรับปรุงกระบวนการอนุมัติการลงทุนให้มีประสิทธิภาพและสามารถคาดการณ์ได้ ตลอดจนการวางแผนบริหารจัดการไฟฟ้า น้ำ และที่ดินอย่างเหมาะสม

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญคือ การส่งเสริมให้ภาครัฐใช้บริการ Cloud เพื่อสร้างความต้องการใช้งานที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในระยะยาว และทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตอบโจทย์การใช้งานจริงมากกว่าการลงทุนเพื่อรองรับความต้องการที่ยังไม่แน่นอน

ดีอีเดินหน้าคุม Data Center เพิ่มเงื่อนไขระยะห่างแหล่งสำรองน้ำมัน

จากเวทีแลกเปลี่ยนระดับนานาชาติ ประเด็นการวางกรอบกำกับดูแล Data Center ยังเดินหน้าสู่การพิจารณาในระดับนโยบายของไทย โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจและบูรณาการข้อมูลและระบบนิเวศ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 2/2569

สาระสำคัญของการประชุมประกอบด้วย การติดตามและรับทราบการใช้ประโยชน์จากระบบ TH-DC Dashboard รวมถึงการกำหนดสิทธิ์เข้าถึงระบบและการรับทราบการเข้าถึงเพื่อใช้งานระบบดังกล่าว ตลอดจนการพิจารณา (ร่าง) เกณฑ์ขั้นต่ำในการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Minimum Requirements) และแนวทางกำกับดูแลผลกระทบจากโครงการที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว

สำหรับระบบ TH-DC Dashboard ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการติดตามและกำกับดูแลกิจการ Data Center โดยการพิจารณาเรื่องการใช้ประโยชน์และสิทธิ์เข้าถึงระบบมีความสำคัญต่อการจัดการข้อมูลให้เป็นระบบ และช่วยสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ชัดเจนขึ้น

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้พิจารณาเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในร่าง Minimum Requirements โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับสถานที่จัดตั้งตามปริมาณน้ำมันสำรอง ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยและผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ

เงื่อนไขที่มีการพิจารณาเพิ่มเติมกำหนดว่า กรณีมีปริมาณน้ำมันสำรองเกิน 90,000–180,000 ลิตร ต้องมีระยะห่างจากพื้นที่อ่อนไหวตามเกณฑ์ที่กำหนดไม่น้อยกว่า 100 เมตร ส่วนกรณีมีปริมาณน้ำมันสำรองเกิน 180,000–500,000 ลิตร ต้องเว้นระยะ 200 เมตร จากที่อยู่อาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล และวัด โดยมีข้อยกเว้นสำหรับพื้นที่ภายในนิคมอุตสาหกรรม

การเพิ่มเงื่อนไขดังกล่าวสะท้อนความพยายามของภาครัฐในการกำหนดกรอบพิจารณาการตั้ง Data Center ให้ครอบคลุมมากกว่าความพร้อมด้านเทคโนโลยีและการลงทุน โดยนำข้อพิจารณาด้านความปลอดภัยของพื้นที่ตั้งและผลกระทบต่อชุมชนเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการกำกับดูแลด้วย

“ไชยชนก” ย้ำผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ ไม่ได้แปลว่าได้สิทธิตั้ง Data Center ทันที

นายไชยชนก กล่าวในตอนหนึ่งว่า เกณฑ์ขั้นต่ำในการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Minimum Requirements) จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการขอใบอนุญาตเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเมื่อผู้ประกอบการดำเนินการครบถ้วนตามเกณฑ์ขั้นต่ำแล้ว จะได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง Data Center ได้ทันที แต่ยังต้องพิจารณาเกณฑ์คะแนนสูงสุดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะสามารถได้รับอนุญาตให้จัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ต่อไปได้

รัฐบาลต้องการแยกการพิจารณาคุณสมบัติขั้นต่ำสำหรับการยื่นขออนุญาตออกจากการประเมินความเหมาะสมโดยรวมของโครงการ เพื่อให้การอนุมัติจัดตั้ง Data Center ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำตามข้อกำหนดพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านการประเมินตามกรอบที่ภาครัฐกำหนดด้วย

ขณะเดียวกัน การวางหลักเกณฑ์กำกับดูแลยังต้องมองให้ไกลกว่าการควบคุมโครงการรายแห่ง เพราะ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับการพัฒนา AI การใช้พลังงาน การสร้างระบบนิเวศดิจิทัล และโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปเพิ่มศักยภาพให้กับภาคเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง