ประเทศไทยร่วมมือกับ "ทีมยุโรป" (อียู, ฝรั่งเศส, เยอรมนี) ภายใต้แผนแม่บทระยะ 20 ปี เพื่อยกระดับการจัดการความเสี่ยงอุทกภัยในกรุงเทพฯ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา
KEY POINTS
- ประเทศไทยร่วมมือกับ "ทีมยุโรป" (อียู, ฝรั่งเศส, เยอรมนี) ภายใต้แผนแม่บทระยะ 20 ปี เพื่อยกระดับการจัดการความเสี่ยงอุทกภัยในกรุงเทพฯ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา
- ทีมยุโรปให้การสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน (อียู), เทคโนโลยีระบบพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้า (ฝรั่งเศส), และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยง (เยอรมนี)
- เป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนระบบจัดการน้ำจากการตั้งรับไปสู่การป้องกันเชิงรุก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสียหาย และสร้างความยั่งยืนในการรับมือภัยพิบัติ
เหตุการณ์น้ำท่วมขังและอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตอกย้ำถึงความเปราะบางของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอย่างเห็นได้ชัด เมื่อวิกฤติสภาพอากาศสุดขั้วกำลังสร้างความเสียหายต่อชีวิต ประชาชน เกษตรกร และระบบเศรษฐกิจ การปรับใหญ่เชิงโครงสร้างเพื่อรับมือภัยพิบัติในระยะยาวจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเกิดขึ้นจริง
ความเสี่ยงจากอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเคยสร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.55 ล้านล้านบาท เมื่อครั้งมหาอุทกภัยปี 2554 กำลังได้รับการยกระดับการจัดการผ่าน “แผนแม่บทการบริหารจัดการความเสี่ยงอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานระยะ 20 ปีของรัฐบาลไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบชลประทานและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออกให้มีความยืดหยุ่นและเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก
ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้
รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเกิดจากการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและกลุ่มพันธมิตรจากยุโรป ภายใต้แนวคิด "ทีมยุโรป" (Team Europe) ที่ผนึกกำลังระดมทรัพยากร ทั้งเงินทุน ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยีขั้นสูง และการทำงานร่วมกับชุมชน เข้ามาสนับสนุนแผนแม่บทของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับอุทกภัยครั้งรุนแรง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เหตุการณ์ฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมาเป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต ความปลอดภัย ความเป็นอยู่ ภาคการเกษตร ธรรมชาติ และเศรษฐกิจของประเทศ
บทบาท "ทีมยุโรป" ในภารกิจกู้น้ำท่วมไทย?
สหภาพยุโรป (European Union - EU) สนับสนุนเงินทุนและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน
สหภาพยุโรป รับหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลักและการวางระบบภาพรวม โดยจะมอบ เงินทุนให้เปล่า (Grant Funding) ผ่านกลยุทธ์ Global Gateway ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของอียู มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงในระยะยาว อุดช่องว่างด้านการลงทุน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้รองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กลุ่มสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (AFD Group) ยกระดับเทคโนโลยีและระบบพยากรณ์ดิจิทัล
กลุ่ม AFD (รวมถึงองค์กรเครือข่ายอย่าง Proparco และ Expertise France) จะนำความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและนวัตกรรมจากฝรั่งเศสเข้ามาสนับสนุนการแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยระบบดิจิทัล ประกอบด้วย
- ระบบพยากรณ์น้ำท่วมและระบบเตือนภัยล่วงหน้า : ติดตั้งเครื่องมือวิเคราะห์ระดับน้ำและปริมาณฝนแบบเรียลไทม์
- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ : ช่วยให้กรมชลประทานและหน่วยงานบริหารจัดการน้ำของไทยสามารถวางแผนระบายน้ำ บริหารจัดการประตูน้ำ และประเมินมวลน้ำได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที
องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) เสริมแกร่งชุมชนด่านหน้าและการเตือนภัยระดับท้องถิ่น
เยอรมนีผ่านองค์กร GIZ จะเน้นการทำงานในระดับพื้นที่เพื่อสร้างความพร้อมให้แก่ประชาชนที่อยู่อาศัยในจุดเสี่ยงภัย โดยมุ่งเน้น
- การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน : อบรมและเตรียมความพร้อมให้ชุมชนรู้เท่าทันภัยธรรมชาติ
- การกระจายข้อมูลเตือนภัยสู่ครัวเรือน: วางระบบเตือนภัยระดับท้องถิ่นที่รวดเร็ว เพื่อให้ข้อมูลแจ้งเตือนสามารถส่งตรงถึงทุกครอบครัวได้ทันเวลา และมั่นใจว่าประชาชนในพื้นที่มีความเข้าใจ สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยได้จริงเมื่อระดับน้ำเริ่มยกตัวสูงขึ้น
ประโยชน์ระยะยาวต่อกรุงเทพฯ และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
การรวมพลังของทีมยุโรปในครั้งนี้ ร่วมกับพันธมิตรการเงินระดับสากล เช่น ธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) จะช่วยให้แผนแม่บท 20 ปี เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อย่าง ขีดความสามารถในการระบายน้ำที่เพิ่มขึ้น การปรับปรุงคูคลองและทางระบายน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออก ช่วยลดความหนาแน่นของมวลน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจรอบกรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ยังมีการเปลี่ยนผ่านสู่การรับมือแบบเชิงรุก เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดน้ำท่วม ไปสู่การพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำ ช่วยลดความเสียหายต่อทรัพย์สิน บ้านเรือน และพื้นที่ทำการเกษตรได้อย่างมหาศาล และชุมชนมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวไว โครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ จะส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้ครัวเรือนในพื้นที่เสี่ยงภัยสามารถอยู่อาศัยและรับมือกับสภาวะอากาศสุดขั้วได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบการบริหารจัดการน้ำของไทย จากการตั้งรับภัยพิบัติ สู่การสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตต่อไปอย่างมั่นคงท่ามกลางความท้าทายของสภาพภูมิอากาศโลก





