ETIX เร่งขยาย BKK#2 ดันกำลังรองรับดาต้าเซนเตอร์รวมแตะ 25 เมกะวัตต์ ชูจุดแข็งดึงผู้ให้บริการคลาวด์และแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ 3 รายติดตั้งระบบบน BKK#2 เดินหน้าเชื่อมต่อเครือข่ายโทรคมนาคมทั่วไทย ปูทางสู่ศูนย์กลางเชื่อมต่อ Cloud–AI และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทยเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก ชู ESG ไม่ใช้น้ำหล่อเย็น ใช้พลังงานสีเขียว เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโต
KEY POINTS
- ETIX ขยายศูนย์ข้อมูล ETIX Bangkok 2 (BKK#2) เพิ่มกำลังการรองรับเป็น 25 เมกะวัตต์ ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของบริการคลาวด์และ AI
- การขยายครั้งนี้มุ่งรองรับผู้ให้บริการคลาวด์และแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI Inference
- ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection) ที่สำคัญ เพื่อลดความหน่วงและต้นทุนการเชื่อมต่อข้อมูลในประเทศ
- ETIX ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ใช้ระบบระบายความร้อนแบบไม่ใช้น้ำ และมีแผนเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านโซลาร์เซลล์และ Direct PPA
การเติบโตของ Cloud และ AI ทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องรองรับทั้งกำลังประมวลผลและการเชื่อมต่อเครือข่าย ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพกลายเป็นอีกโจทย์สำคัญของธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ในไทย
ETIX ขยายศูนย์ข้อมูล ETIX Bangkok 2 (BKK#2) เพิ่มกำลังรองรับของ Bangkok Campus จาก 6 เมกะวัตต์เป็น 25 เมกะวัตต์ หรือมากกว่า 4 เท่า เพื่อรองรับความต้องการ Cloud และ AI โดยมีผู้ให้บริการคลาวด์และแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ 3 รายติดตั้งระบบภายในศูนย์ข้อมูล พร้อมเชื่อมต่อเครือข่ายโทรคมนาคมทั่วไทย และเดินหน้าพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับการลดการใช้น้ำ
หลุยส์ บลองโช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ETIX กล่าวว่า บริษัทมุ่งพัฒนาดาต้าเซนเตอร์ที่รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
ภายใต้แนวคิด Ethical Internet Exchange ซึ่งครอบคลุมทั้งการออกแบบศูนย์ข้อมูลอย่างยั่งยืนและการเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อเครือข่ายโทรคมนาคม คลาวด์ และผู้ให้บริการคอนเทนต์ เพื่อรองรับการใช้งานของธุรกิจและบริการดิจิทัลที่หลากหลาย
ขยายกำลังรองรับ 4 เท่า รับตลาด Cloud–AI
ปิแอร์ ปาทริส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ETIX ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า การพัฒนา BKK#2 ทำให้ Bangkok Campus มีกำลังรองรับเพิ่มจาก 6 เมกะวัตต์เป็น 25 เมกะวัตต์ หลังจากบริษัทเริ่มเปิดให้บริการดาต้าเซนเตอร์แห่งแรกในประเทศไทย ขนาด 0.6 เมกะวัตต์ เมื่อปี 2565
โครงการ ETIX Bangkok 2 เป็นส่วนขยายต่อเนื่องจาก ETIX Bangkok 1 โดยออกแบบโครงสร้างอาคารให้รองรับกำลังจ่ายไฟฟ้ารวมของทั้งแคมปัสในระดับ 20–25 เมกะวัตต์ และมีเป้าหมายขยายกำลังรองรับในระยะยาวสู่ 100 เมกะวัตต์
ปัจจุบัน Bangkok Campus ให้บริการลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ผู้ให้บริการคอนเทนต์และคลาวด์ระดับโลก บริษัทด้าน AI ที่ใช้ระบบประมวลผลเพื่อให้บริการผู้ใช้งาน สถาบันการเงิน ธุรกิจโรงแรม ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยมีผู้ให้บริการคลาวด์และแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ 3 รายติดตั้งระบบให้บริการภายในศูนย์ข้อมูล
ลูกค้าของเรามีตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐ ธนาคาร ไปจนถึงบริษัทด้าน AI ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความต้องการและแผนการเติบโตแตกต่างกัน บริษัทจึงต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับลูกค้าหลายประเภท พร้อมรักษามาตรฐานการรับรองและส่งมอบโครงการตามกำหนด เพื่อไม่ให้โครงสร้างพื้นฐานเป็นข้อจำกัดต่อการขยายธุรกิจของลูกค้า
สำหรับแผนลงทุน ภายใต้งบประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะดำเนินการลงทุนเต็มรูปแบบภายใน 3 ปี ขณะที่ความต้องการใช้งานในปัจจุบันทำให้บริษัทคาดว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของ Bangkok 2 จะถูกจับจองเต็มภายใน 2 ปี
ชู Interconnection ลดข้อจำกัดการเชื่อมต่อข้อมูล
นอกจากกำลังรองรับแล้ว จุดเด่นของ Bangkok Campus คือการเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection) โดยภายในพื้นที่มีจุดแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตสำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ BKNIX และ THNIX พร้อมผู้ให้บริการโทรคมนาคมทุกรายในประเทศไทยที่เข้ามาเชื่อมต่อระบบ
แนวทางดังกล่าวเปิดให้ผู้ให้บริการเครือข่าย คลาวด์ และคอนเทนต์เชื่อมต่อกันภายในพื้นที่เดียว ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเชื่อมต่อและรองรับการเติบโตของบริการ Cloud และ AI
ในอดีต การเชื่อมต่อข้อมูลจากผู้ให้บริการคอนเทนต์ต่างประเทศบางส่วนต้องผ่านศูนย์เชื่อมต่อในสิงคโปร์ ซึ่งอาจเพิ่มความล่าช้าในการรับส่งข้อมูล (Latency) และต้นทุนการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (International Transit) ของผู้ให้บริการโทรคมนาคมไทย
การดึงผู้ให้บริการคลาวด์และคอนเทนต์เข้ามาติดตั้งระบบในประเทศไทยจึงช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายและแพลตฟอร์มดิจิทัลได้สะดวกขึ้น และมีโอกาสลดต้นทุนการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อทางเลือกและต้นทุนบริการอินเทอร์เน็ตสำหรับผู้ใช้งานปลายทาง
หลุยส์กล่าวว่า แนวคิด Ethical หมายถึงการพัฒนาดาต้าเซนเตอร์โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งระบบระบายความร้อนที่ไม่ใช้น้ำ การใช้พลังงานสีเขียว และการออกแบบตามมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสูง ส่วน Internet Exchange หมายถึงการสร้างจุดเชื่อมต่อที่เครือข่าย คลาวด์ และคอนเทนต์มารวมกัน
สำหรับ ETIX แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Edge Data Center ซึ่งทำให้ธุรกิจค้าปลีก บริการภาครัฐ และ AI สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ใกล้ผู้ใช้งาน พร้อมเชื่อมต่อกับเครือข่ายต่างๆ ได้
ใช้ระบบไม่ใช้น้ำ เร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
ETIX นำแนวทางด้านความยั่งยืนมาใช้ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเมื่อปี 2565 โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบดาต้าเซนเตอร์ 4 ด้าน ได้แก่ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การไม่ใช้น้ำในระบบระบายความร้อน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการเลือกพื้นที่ตั้งให้สอดคล้องกับผังเมืองและชุมชนโดยรอบ
สำหรับ BKK#2 บริษัททำงานร่วมกับ Schneider Electric พันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาดาต้าเซนเตอร์ให้สอดคล้องกับกรอบกำกับดูแลของไทยที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงาน น้ำ และที่ดินอย่างเหมาะสม
ด้านระบบระบายความร้อน ETIX เลือกใช้ระบบหมุนเวียนแบบปิด (Closed-loop System) แทนระบบ Cooling Tower ที่ใช้น้ำและสูญเสียน้ำจากการระเหย โดยระบบที่เลือกใช้มีต้นทุนเทคโนโลยีสูงกว่า แต่ช่วยลดการใช้น้ำจากกระบวนการระบายความร้อน ทั้งนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือ PUE (Power Usage Effectiveness) ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้านพลังงานหมุนเวียน บริษัทติดตั้งระบบโซลาร์บนหลังคาอาคาร Bangkok 1 กำลังผลิตสูงสุด 1 เมกะวัตต์พีก (MWp) และมีแผนขยายกำลังผลิตรวมกับหลังคา Bangkok 2 และอาคารข้างเคียงเป็น 10 MWp
นอกจากนี้ อยู่ระหว่างเจรจาซื้อไฟฟ้าสะอาดโดยตรงผ่านสัญญา Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) กับพันธมิตรผู้ผลิตพลังงาน ได้แก่ Gulf, B.Grimm และ GPSC ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ในพื้นที่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 100–200 กิโลเมตร เพื่อส่งไฟฟ้าสะอาดเข้าสู่ระบบ
อีกแนวทางคือการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ภายในพื้นที่ดาต้าเซนเตอร์ เพื่อกักเก็บไฟฟ้าในช่วงความต้องการใช้ไฟต่ำ (Off-peak) และนำมาใช้ในช่วงความต้องการสูง (Peak Period) ช่วยบริหารการใช้พลังงานและลดแรงกดดันต่อระบบสายส่งไฟฟ้าในพื้นที่
เน้น AI Inference ไม่รับงานฝึกโมเดลขนาดใหญ่
สำหรับตลาด AI ETIX เลือกเน้นการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI Inference หรือการประมวลผลคำสั่ง AI เพื่อนำไปใช้งานจริง แทนการรองรับ AI Training หรือการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานสูง
โครงสร้างตู้แร็ก (Rack) ของ Bangkok 2 รองรับการติดตั้งระบบประมวลผลจาก GPU ที่มีความหนาแน่นสูง เพื่อให้บริการ AI ที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองและการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ รองรับผู้ใช้งานในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง เช่น กัมพูชา
บริษัทไม่ได้มุ่งรองรับโครงการ AI Training ขนาดใหญ่ระดับกิกะวัตต์ ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาลและไม่ได้มีความต้องการเชื่อมต่อโครงข่ายในรูปแบบเดียวกับโมเดลธุรกิจของ ETIX
ขณะเดียวกัน บริษัทยังรักษาสมดุลฐานลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ สถาบันการเงินและองค์กรธุรกิจ ผู้ให้บริการคลาวด์ และธุรกิจ AI Inference เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาด AI เพียงกลุ่มเดียว
มองไทยตลาดสำคัญ Tier 1 ภูมิภาคเอเชีย
ผู้บริหาร ETIX มองว่า ประเทศไทยเป็นตลาดดาต้าเซนเตอร์ที่มีความน่าสนใจ และกำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดระดับ Tier 1 ของเอเชีย
ขั้นตอนต่อไปไม่ใช่เพียงการดึงดูดนักลงทุนเพิ่มเติม แต่เป็นการคัดเลือกโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยพิจารณาทั้งความจำเป็นของบริการที่เข้ามา มาตรฐานการดำเนินงาน และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
พร้อมสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลไทยที่เริ่มให้ความสำคัญกับกระบวนการคัดเลือกและอนุมัติการจัดสรรไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซนเตอร์ โดยใช้มูลค่าที่สร้างให้แก่เศรษฐกิจท้องถิ่น (Value to Local Economy) เป็นหนึ่งในเกณฑ์พิจารณา พร้อมเสนอให้ให้ความสำคัญกับโครงการที่ช่วยลดต้นทุนอินเทอร์เน็ต เพิ่มประสิทธิภาพบริการในประเทศ และมีค่า PUE และ WUE (Water Usage Effectiveness) ต่ำ
ในด้านพื้นที่ตั้ง ETIX ยึดข้อกำหนดผังเมือง โดยอาคาร Bangkok 1 และ Bangkok 2 ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
เดินหน้าพลังงานหมุนเวียน รับโจทย์ไฟฟ้าดาต้าเซนเตอร์
สำหรับแนวโน้มพลังงานของดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ระดับโลก ความต้องการไฟฟ้าจากโครงการ AI Training ทำให้ผู้ประกอบการบางรายพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร ETIX มองว่า SMR ยังไม่ใช่ทางเลือกที่ประเทศไทยจะนำมาใช้ได้ในระยะสั้น เนื่องจากต้องพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และบุคลากรเฉพาะทาง ซึ่งอาจใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี
ทางเลือกในปัจจุบันจึงยังเป็นการเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และการซื้อไฟฟ้าสะอาดผ่าน Direct PPA เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
ด้านแผนขยายธุรกิจในภูมิภาค ETIX วางเป้าหมายเข้าสู่ตลาดเวียดนามและฟิลิปปินส์ เพื่อพัฒนาศูนย์กลางเชื่อมต่อโครงข่ายในรูปแบบเดียวกับประเทศไทย โดยมองว่าการเติบโตของตลาดดาต้าเซนเตอร์ในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างเหมาะสม





