รู้ทั้งรู้ว่า นมแม่มีข้อดีอเนกอนันต์ แต่คุณแม่หลายคนท้อใจเพราะอุปสรรคมากมาย เรามาเรียนรู้ที่จะข้ามอุปสรรคไปพร้อมกัน เพื่อลูกน้อยเติบโตสดใส
รู้ทั้งรู้ว่า นมแม่มีข้อดีอเนกอนันต์ แต่คุณแม่หลายคนท้อใจเพราะอุปสรรคมากมาย เรามาเรียนรู้ที่จะข้ามอุปสรรคไปพร้อมกัน เพื่อลูกน้อยเติบโตสดใส สมองดี ไร้โรค
การเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปเยี่ยมชมตำบลนมแม่ (ริมปิง) จังหวัดลำพูนเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน สร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคม โดยเฉพาะคุณแม่ในเมืองกรุงอย่างมากทีเดียว สิ่งแรกที่เห็นก็คือคนที่นั่นร่วมแรงร่วมใจกันสร้าง "สังคมนมแม่" อย่างแท้จริง
เริ่มกันตั้งแต่ให้ความรู้ "ว่าที่คุณแม่" ว่าจะต้องมีคำว่า "นมแม่" อยู่ในใจ ไม่ไขว้เขว ตามด้วยโรงพยาบาลเข้มแข็ง ไม่หลงไปกับคำเชิญชวนของนมผง และยึดมั่นในหลักการเดียวกัน ปิดท้ายที่ชุมชน ต้องสนับสนุนและต่อยอดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่อง
ตอบทุกปัญหาคุณแม่
ศิริโสภา คำเครือ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หัวหน้าห้องคลอด ประจำคลีนิคนมแม่ เผยว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่คุณแม่ไม่สามารถให้นมบุตรได้ เกิดจากความไม่มั่นใจในตัวเอง
คุณแม่มือใหม่ในกรุงเทพฯ สนับสนุนข้อมูลนี้ว่าจริง เพราะเธอประสบกับความย่อท้ออยู่บ่อยครั้ง และเพื่อนๆที่เป็นคุณแม่มือใหม่เปลี่ยนใจไม่ให้นมแม่ไปแล้วหลายคน ทั้งขั้นตอนการให้นมบุตร ที่อาจต้องใช้เวลานานขึ้น หากต้องไปทำงานก็ต้องยุ่งยากในการปั๊มนมเก็บไว้ ทั้งยังเสียงทัดทานจากปู่ย่าตายายที่ทนต่อเสียงร้องของเจ้าตัวเล็กไม่ได้ จึงเร่งเร้าให้เธอใช้นมผงกับลูก กับทั้งความคลางแคลงใจเมื่อครั้งนอนพักคลอดที่โรงพยาบาลว่า พยาบาลไม่นำพาลูกมาให้เธอป้อนนมบ่อยๆ อาจเพราะขี้เกียจเดิน จึงให้นมผงกับลูกไปแล้วหรือเปล่า
หลากหลายข้อสงสัยทั้งเรื่องสรีระที่เปลี่ยนไป และความเชื่อในยุคข้อมูลข่าวสารหลั่งไหล ส่งผลให้ทัศนคติบางอย่างยังคงอยู่ เช่น วัฒนธรรมการเลี้ยงลูกเดิมๆ และอาจจะมากกว่าเดิม เช่นถ้าบ้านไหนปล่อยให้เด็กร้องจะโชคร้าย หรือย่ายายบางท่านที่รักหลานมากๆ ไม่อยากให้ร้องบ่อย นั่นทำให้แม่ขาดความมั่นใจ บ้างว่าทำให้เต้านมหย่อนคล้อย หรือ นมแม่ยังมีสารอาหารไม่เพียงพอ เป็นต้น
ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงเลย เพราะมีผลวิจัยออกมาแล้วว่า การให้ลูกกินนมแม่ไม่มีผลต่อทรงเต้านม แต่กลับทำให้ทรวดทรงดี และลดโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมได้ด้วย ในขณะเดียวกันก็ยังมีสารอาหารจำเป็นอยู่ในนมแม่มากกว่านมผงถึง 16 เท่าด้วย
ผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ กล่าวต่อว่า แต่ถ้าพูดถึงคุณแม่ที่มีความตั้งใจสูงว่าจะให้นมลูกจากเต้าตัวเอง ปัญหาที่มาปรึกษาส่วนใหญ่ เช่น ปริมาณน้อยหรือมากเกินไปหรือเปล่า รู้สึกคัดตึงเต้านม และไม่รู้ว่าจะให้ลูกดูดนมให้ถูกวิธีได้อย่างไร ทางคลีนิคก็จะทำหน้าที่ให้ความรู้และตอบทุกข้อสงสัยและสอนตัวต่อตัว ว่าถ้าปริมาณน้ำนมน้อยก็ต้องสอนวิธีดูด ยิ่งให้ดูดบ่อยๆยิ่งดี เป็นการกระตุ้นให้ผลิตน้ำนมมากขึ้น หรือหากน้ำนมมาก ทะลักปากลูก ก็ต้องแนะนำวิธีจัดการชะลอปริมาณน้ำนม และถ้าคัดตึงเต้านมก็ต้องสอนวิธีนวดผ่อนคลาย
นอกจากนั้น โรงพยาบาลยังต้องให้ความรู้กับบุคลากรทุกแผนก และ ป้องปรามการเข้ามาโฆษณาผลิตภัณฑ์นมผง ทั้งการไม่รับบริจาคนมผง ไม่แจกตัวอย่างนมผงให้กับแม่ เพราะการกระทำเหล่านั้น อาจทำให้แม่เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นเหมาะกับการเลี้ยงทารก กลายเป็นโอกาสให้แม่ทดลองใช้และหันไปพึ่งพานมผงในที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องให้ข้อมูลประโยชน์นมแม่เต็มสูบ
"ไม่ใช่แค่สารอาหารในน้ำนมแม่เท่านั้นที่มีประโยชน์ แต่ยังทำให้เด็กฝึกกลไกสมองในการคิด เวลาดูดนมแม่ สิ่งนี้แหละคือกลไกทำให้เด็กฉลาด เมื่อนมแม่ไม่ออกดั่งใจ เขาก็ต้องใช้แรงดูดมากขึ้นนั่นเอง ทั้งยังได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก นิ้วมือ และเวลาที่ลูกดูดนม เขาต้องสบตาเรา เป็นการฝึกประสาทสัมผัสทุกด้าน และนมแม่ไม่ทำให้ลูกฟันผุด้วย" ศิริโสภา กล่าว
ชุมชนนมแม่ เข้มแข็ง
สมศักดิ์ ดวงวรรณา ปราชญ์นมแม่คนเดียวและคนแรกของไทย กล่าวเสริมว่า เราจะต้องให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างสะดวกและต่อเนื่อง เช่น เยี่ยมบ้านแล้วให้ข้อมูลกับอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รวมทั้งเฝ้าระวัง ปกป้องนมผงไม่ให้มีอิทธิพลกับแม่ในชุมชน
"หลังจาก 6 เดือนแล้ว เราจะไม่ให้แม่ใช้จุกนม แต่จะเสนอให้ใช้ถ้วยป้อนนม เพื่อไม่ให้เด็กติดขวดนม และกระตุ้นให้ฟันขึ้นอย่างเป็นระเบียบ และเข้าไปพูดคุยปัญหาและอุปสรรคต่างๆ คุณแม่ที่มีความรู้จากโรงพยาบาลแล้วก็อาจสงสัยเพิ่มเติม เช่นบางคนระแวงว่าจะกินอะไรได้หรือไม่ เราก็ต้องไปช่วยเติมความมั่นใจแม่ว่ากินได้ทุกอย่าง ยกเว้นของหมักดอง นอกจากนั้นแล้ว เราก็ใส่ภูมิปัญญาไทยเข้าไปด้วย เช่นถ้าไม่มีน้ำนม ก็แนะนำอาหารบำรุง หรือสมุนไพร เช่น ขิง หัวปลี กุยช่าย เป็นต้น"









