วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลกร้าย'ปกครองพิเศษ'

ตลกร้าย"ปกครองพิเศษ" บีอาร์เอ็นยังมึนเขตแดนภูมิศาสตร์ 5 ข้อสังเกต"รัฐ"ไม่ควรรับ 5 ข้อบีอาร์เอ็น

เป็น "ตลกร้าย" หรือไม่ก็ไม่ทราบได้ เพราะในขณะที่บีอาร์เอ็นส่งข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลไทยขอ "เขตปกครองพิเศษ" ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยระบุขอบเขตกว้างๆ ว่าหมายถึงพื้นที่ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา นั้น ข้อเท็จจริงจากงานวิจัยที่เจาะลึกถึงแนวคิด โครงสร้าง และเป้าหมายสุดท้ายของพวกเขา กลับพบความสับสนในหมู่มวลสมาชิกว่าแท้ที่จริงแล้ว "ดินแดนปาตานี" ที่พวกเขาเรียกร้อง "สิทธิความเป็นเจ้าของ" นั้น มีขอบเขตอยู่ที่ใดกันแน่

งานวิจัยของ จิราพร งามเลิศศุภร ที่ทำการศึกษาเรื่อง "เป้าหมายสุดท้ายของบีอาร์เอ็น" ไล่เรียงข้อมูลเอาไว้อย่างน่าสนใจ...

- ธรรมนูญบีอาร์เอ็น ปี 2518 ระบุเขตแดนทางภูมิศาสตร์เอาไว้ว่า ได้แก่ 4 จังหวัดภาคใต้ คือ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล รวมทั้งบางส่วนของ จ.สงขลา

- บีอาร์เอ็นคองเกรส (แตกตัวจากบีอาร์เอ็นใหญ่) ระบุเขตแดนทางภูมิศาสตร์ว่า นับตั้งแต่แม่น้ำสุไหงโก-ลก (เขตแดนไทย-มาเลเซียที่ จ.นราธิวาส) จรดพื้นที่คอคอดกระ (จ.ระนอง)

- เบอร์ซาตู (26 เม.ย.2534) ทิศใต้จาก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส จรดทิศเหนือ คือ คอคอดกระ

- ข้อเรียกร้อง 22 ประการ เมื่อปี 2534 (จากการพูดคุยกับตัวแทนกองทัพฝ่ายไทย) ระบุเขตแดนทางภูมิศาสตร์ว่าหมายถึง 5 จังหวัดภาคใต้ของไทย คือ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา

- การฝึกวันทยหัตถ์ของบีอาร์เอ็น ใช้ 4 นิ้วครึ่ง ความหมายเชิงสัญลักษณ์ คือ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลาบางส่วน

- เอกสารที่ฝ่ายความมั่นคงยึดได้เมื่อปี 2554 ระบุเขตแดนทางภูมิศาสตร์ว่า หมายถึง จ.ปัตตานี ยะลา เมอนารา (นราธิวาส) สงขลาตอนใต้ (หรือปาตานีบารัต หมายถึงปาตานีตอนใต้) และสตูล ซึ่งก็คือ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และบางส่วนของ จ.สงขลา ทั้งนี้ บางส่วนของ จ.สงขลา คือ อ.จะนะ เทพา สะบ้าย้อย นาทวี และ สะเดา

อย่างไรก็ดี ในถ้อยแถลงข้อเรียกร้องผ่านคลิปวีดีโอทางเว็บไซต์ YouTube เมื่อ 24 มิ.ย.2556 โดย นายฮัสซัน ตอยิบ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายบีอาร์เอ็น มีการยื่นเงื่อนไขให้ไทยถอนกำลังทหารตำรวจออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส (ไม่มี จ.สตูล) และ 5 อำเภอของ จ.สงขลา แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าอำเภออะไร

ต่อมาในคำแถลงลดเหตุรุนแรงช่วงเดือนรอมฎอน เมื่อวันที่ 12 ก.ค. จึงมีการระบุชัดว่าประกอบด้วย อ.จะนะ เทพา สะบ้าย้อย นาทวี และ อ.สะเดา

ขณะที่ความเข้าใจของฝ่ายรัฐบาลไทยชัดเจนมาตลอดว่า พื้นที่ที่มีปัญหาความไม่สงบ คือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ไม่มี อ.สะเดา ซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก กฎหมายพิเศษ และ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ

5 ข้อสังเกต"รัฐ"ไม่ควรรับ 5 ข้อบีอาร์เอ็น

การพิจารณาเอกสารอธิบายข้อเรียกร้อง 5 ข้อของบีอาร์เอ็นกลุ่ม นายฮัสซัน ตอยิบ ความยาว 38 หน้า ตามที่ผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติภาพ ดาโต๊ะ สรี อาห์มัด ซัมซามิน ฮาซิม อดีตเลขาธิการสำนักข่าวกรองมาเลเซีย ส่งถึง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลไทย ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.นั้น ล่าสุดเอกสารยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียดโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

คาดว่าในการประชุมศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ต.ค. (ก่อนเปิดวงพูดคุยกับบีอาร์เอ็นรอบใหม่ในสัปดาห์ที่ 3) น่าจะส่งผลการพิจารณาพร้อมข้อสังเกตต่อที่ประชุม ศปก.กปต.ได้

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา สมช.ได้ส่งเอกสารไปให้ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ซึ่งบางส่วนได้ส่งข้อสังเกตกลับมาแล้ว เป็นข้อสังเกตที่แสดงความกังวลว่าไทยอาจตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบหากเดินหน้าการพูดคุยตามข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็น โดยระบุเหตุผลหลักๆ เอาไว้ 5 ข้อ ดังนี้

1.ข้อเรียกร้องแต่ละข้อมีประเด็นแอบแฝงอยู่มาก ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ มีการสร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายไทยยอมรับสาระหลัก แล้วยังมีเงื่อนไขย่อยตามมาอีก บางเงื่อนไขใช้ถ้อยคำกำกวม

2.ข้อเรียกร้องข้อแรกที่ให้ยอมรับว่าบีอาร์เอ็นเป็น "องค์กรปลดปล่อย" เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หากรัฐบาลยอมรับจะกลายเป็นปัญหาข้อกฎหมายตามมา และจะทำให้บีอาร์เอ็นมีสถานะเสมือนเป็น "รัฐ" ในทางการเมือง

3.การยอมรับให้มาเลเซียยกสถานะเป็น "คนกลาง" และเปิดให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาเป็นสักขีพยานตามที่ระบุในข้อเรียกร้องข้อ 2 และ 3 เท่ากับเป็นการยอมรับให้ปัญหาความขัดแย้งที่ชายแดนใต้ขยายวงเป็นปัญหาระหว่างประเทศ และมีผลผูกพันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 (ต้องขอคำรับรองจากรัฐสภา)

4.การยอมรับอธิปไตยและการมีอยู่ของประชาชาติปาตานีมาเลย์ ตามข้อเรียกร้องข้อ 4 จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายมากกว่า "เขตปกครองพิเศษ"

5.ข้อเรียกร้องเรื่องการขอใช้สิทธิกำหนดใจตนเอง หรือ self determination ตามข้อเรียกร้องข้อ 4 อาจขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายภายในของไทย

สุดท้ายยังมีข้อพิจารณาด้วยว่า การยอมรับข้อเรียกร้องทั้งหมดของบีอาร์เอ็น ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งในพื้นที่จะยุติ เพราะยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่เคลื่อนไหวนอกเหนือจากบีอาร์เอ็นอีกหลายกลุ่ม หนึ่งในนั้นก็คือ "องค์การพูโล" ซึ่งมีข่าวว่าแตกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มพูโลเก่า นำโดย ลุกมัน บินลิมา ร่วมโต๊ะพูดคุยอยู่กับบีอาร์เอ็น ส่วนอีก 2 กลุ่มที่แยกตัวออกมา คือกลุ่มของ นายกัสตูรี มาห์โกตา กับกลุ่มของ นายซัมซูดิน คาน ไม่ได้เข้าร่วมโต๊ะด้วย และมีข่าวตั้งกองกำลังขึ้นก่อเหตุรุนแรงเพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยเปิดกระบวนการพูดคุยกับกลุ่มตน