ผลสำรวจมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญชี้ประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาลจะใช้เงินกู้ 2 ล้านล้านอย่างโปร่งใส
เครือข่ายวิชาการทำประชาพิจารณ์และสาธารณมติเพื่อนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยงานวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ สองล้านล้าน ใครได้ประโยชน์ในสายตาประชาชน กับสิ่งที่รัฐบาลน่าลงทุนให้ประชาชนมากที่สุด กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ
นายนพดล กรรณิกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม และประธานเครือข่ายวิชาการทำประชาพิจารณ์และสาธารณมติเพื่อนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยงานวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ สองล้านล้าน ใครได้ประโยชน์ ในสายตาประชาชน กับสิ่งที่รัฐบาลน่าลงทุนให้ประชาชนมากที่สุด กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี สมุทรปราการ ลพบุรี นครปฐม นครนายก เชียงใหม่ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี หนองคาย สกลนคร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,147 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10 - 21 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน ความคลาดเคลื่อน 7% พบว่า
ส่วนใหญ่หรือ 91.3% ทราบข่าว พ.ร.บ.เงินกู้ สองล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือ 82.9% รับรู้แต่ข่าวขัดแย้ง ทะเลาะกันในสภา เรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ และ 80.5% รับรู้แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ การกู้เงิน ตาม พ.ร.บ.เงินกู้ ในขณะที่ มีเพียงส่วนน้อยหรือ 32.6% ระบุได้รับข้อมูลรายละเอียดของประโยชน์ของ พ.ร.บ.เงินกู้ 31.3% รับทราบข้อมูลการนำเงินกู้ ไปใช้ในการพัฒนาประเทศ และเพียง 23.6% รับทราบวิธีการของรัฐบาลในการป้องกัน ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในการใช้เงินกู้
ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือ 59.4 %ไม่กังวลว่า พ.ร.บ.เงินกู้ สองล้านล้านบาทจะนำไปสู่ปัญหาวุ่นวายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือ 79.2 %ไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการใช้จ่ายเงิน ตาม พ.ร.บ.เงินกู้อย่างโปร่งใส ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่หรือ 72.8% ยังคิดว่ากลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.เงินกู้ ได้แก่ กลุ่มนายทุน รองลงมาคือ 70.9% ระบุ นักการเมือง รัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี บุคคลใกล้ชิดรัฐมนตรี จะได้ประโยชน์ 54.3% ระบุเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่เพียง 30.1% เท่านั้นที่คิดว่าประชาชนทั่วไปจะได้ประโยชน์ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือ 87.1% ระบุจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ลดความเคลือบแคลงสงสัย
เมื่อถามว่า รัฐบาลควรลงทุนให้กับประชาชนด้านใดมากที่สุด พบว่า อันดับแรก หรือ 43.1% ระบุพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน รองลงมาคือ 19.8% ระบุการศึกษา อันดับสามได้แก่ 19.4% ระบุด้านสุขภาพประชาชน อันดับสี่ ได้แก่ 6.3% ระบุด้านสาธารณูปโภค บริการความสะดวกต่างๆ และอันดับห้า ได้แก่ 4.9% ระบุด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ลดอาชญากรรม
นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนกำลังให้ความสนใจต่อการลงทุนของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงความรู้สึกของสาธารณชนคือ ความโปร่งใสด้วยการประกาศให้ชัดเจนถึงเส้นทางการกระจายของเม็ดเงิน สองล้านล้านบาท ว่าตกไปถึงมือใคร บริษัทใด และประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ที่ใดได้ประโยชน์จากเงินกู้ทั้งหมดในรายละเอียดเพื่อสร้าง "ความวางใจ" ของสาธารณชนต่อรัฐบาล นอกจากนี้ รัฐบาลน่าจะพิจารณาดูว่า การตัดสินใจของรัฐบาลสอดคล้องกับความต้องการของสาธารณชนหรือไม่ เนื่องจาก สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลลงทุนอันดับแรกคือ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน รองลงมาคือ การศึกษา และด้านสุขภาพของประชาชน









