วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บอร์ดอภ.ตั้งคกก.ไต่สวน'หมอวิทิต'เพิ่ม

บอร์ดอภ.ตั้งคกก.ไต่สวน"หมอวิทิต"เพิ่ม3ประเด็น ทั้งการจัดซื้อยาละลายลิ่มเลือดหัวใจ ยาโอเซลทามีเวียร์ และเครื่องวัดจอประสาทตา

นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) กล่าวในการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงเลิกจ้างผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ซึ่งมี นพ.จรัล ตฤณวุฒิพงศ์ อดีตรักษาการปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุม ว่า จากการสอบข้อเท็จจริงและการสอบสวนทั้ง 3 กรณี ทั้งการจัดซื้อวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอน การก่อสร้างโรงงานผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ และการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ล่าช้า ที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอผลการสอบนี้ต่อบอร์ด อภ. และพิจารณาแล้วเห็นว่า ในความบกพร่องการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะการสั่งซื้อวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอนจำนวน 100 ตัน เป็นเหตุทำทำให้ อภ.เกิดความเสียหาย โดย บอร์ด อภ. ลงมติชัดเจนว่า เป็นความบกร่องการปฏิบัติหน้าที่และทำให้เกิดความเสียหายของ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการอำนวยการกองค์เภสัชกรรม (ผอ.อภ.) ทำให้มีการเลิกจ้าง

ทั้งนี้ทางสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มีการสอบสวนเรื่องนี้คู่ขนาน โดยประเด็นที่ดีเอสไอได้ยื่นเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อกับอดีต ผอ.อภ.และอดีตประธาน บอร์ด อภ.ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานระดับของรัฐ คือ ประเด็นการจัดซื้อยาพาราเซตามอนและการจัดจ้างก่อสร้างโรงงานผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ ซึ่งได้แจ้งข้อกล่าวหาคดีอาญา 157 และการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้าง ทำให้ส่วนราชการเสียหาย ส่วนประเด็นความล่าช้าการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทางดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหาต่ออดีตผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้ทาง ป.ป.ช.จะต้องทำการไต่สวนต่อ

"ในกรณีที่ทำให้ อภ.เกิดความเสียหายจึงได้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนละเมิดพิจารณาเรียกค่าเสียหายจากอดีต ผอ.อภ. ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากบอร์ด อภ.เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมาแล้ว โดยมี นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรรัตน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นประธาน" ประธานองค์การเภสัชกรรม กล่าว

นพ.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นสืบเนื่องจากการปฏิบัติงานของ นพ.วิทิต ที่อาจทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม อีก 3 ประเด็น จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง คือ 1.การจัดซื้อยาโคพิโดเกรลหรือยาละลายลิ่มเลือดหัวใจ ซึ่งพบว่ามีการสั่งซื้อยานี้จากบริษัทยาต้นแบบในปี 2554 จำนวน 1 ล้านเม็ด ด้วยเม็ดเงิน 12 ล้านบาท แต่ไม่ได้มีการจำหน่ายออก และมีการเสนอแลกเปลี่ยนยาเนื่องจากยาใกล้หมดอายุที่เหลือเพียง 6 เดือน ทั้งยังพบการฉีดขาดของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการขอคืนและแลกเปลี่ยนยากับบริษัทจำหน่าย ซึ่งอยู่ระหว่างดูว่าจะขอคืนได้หรือไม่ โดยเรื่องนี้มีมติของบอร์ดบริหารชัดเจนว่าให้จำหน่าย ซึ่งการตั้งคณะกรรมการไต่สวนเพื่อดูว่า เรื่องนี้ นพ.วิทิตต้องรับผิดชอบเพียงใด และในกรณีไม่สามารจำหน่ายยา 12 ล้านบาทนี้ออกไปได้จะทำอย่างไร

2. การจัดซื้อยาแก้หวัดโอเซลทามิเวียร์ ปี 2552 ซึ่งเป็นการสั่งซื้อมาในช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ วงเงิน 500 ล้านบาท ผลิตยาแก้หวัด 30 ล้านเม็ด แต่ยารายการนี้มีเพียงกรมควบคุมโรคเป็นผู้สั่งซื้อหน่วยงานเดียว ประมาณปีละ 1 ล้านเม็ด จึงกำลังดูเหตุผลความจำเป็นในการสั่งซื้อวัตถุดิบผลิตยาถึง 30 ล้านเม็ดว่าเหมาะสมเพียงใด และกรณีเกิดความเสียหายใครจะรับผิดชอบ

และ 3. การจัดซื้อเครื่องตรวจจอประสาทตาและเครื่องวัดความดันตา ในช่วงที่ นพ.วิทิต เข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ โดยเรื่องนี้มีความเสียหายเกิดขึ้นแน่นอน เนื่องจากมีการสั่งซื้อด้วยวิธีพิเศษจากบริษัทจำหน่ายโดยไม่ผ่านการประมูล และเมื่อผ่านระยะเวลาหนึ่งได้มีการส่งเครื่องกลับไปยังผู้จำหน่ายให้ช่วยจำหน่ายเครื่องแทน แถมมีการเปลี่ยนเครื่องให้สเปคสูงขึ้น แต่กลับมีการจำหน่ายเครื่องได้บางส่วน ซึ่งเมื่อหักลบกลบหนี้แล้ว ปรากฎว่าบริษัทเอกชนรายดังกล่าวยังค้างชำระ โดยเครื่องตรวจจอประสาทตาบางส่วนที่ อภ.จัดซื้อได้สูญหายไป และเรื่องนี้มีการฟ้องร้องกันแล้ว ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องปัญหาการบริการจัดการ เพราะการสั่งซื้อโดยวิธีพิเศษ การนำไปฝากขายกับบริษัทโดยไม่มีระเบียบ และเรื่องนี้ได้มีการไต่สวนหาผู้รับผิดชอบแล้ว ผ่านมาถึงวันนี้ 2-3 ปี ยังไม่มีการสรุป