วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บอร์ดอภ.มีมติปลด'หมอวิทิต'พ้นผอ.อภ.

บอร์ดอภ.มีมติเป็นเอกฉันท์ปลด"หมอวิทิต"พ้นผอ.อภ. บกพร่องต่อหน้าที่ จงใจทำให้เสียหาย-ประมาทเลินเล่อ-ฝ่าฝืนระเบียบฯ

นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานบอร์ดอภ. แถลงภายหลังการประชุมว่า บอร์ดมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่าผอ.อภ.ได้บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง ซึ่งผู้ว่าจ้างคืออภ.เห็นควรเลิกจ้าง ยุติสัญญาจ้าง โดยจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตามระเบียบต้องนำเสนอโดยเร็วที่สุด ระหว่างนี้บอร์ดมีมติให้นพ.วิทิต ยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีจนกว่าจะมีมติครม.หรือมีคำสั่งเป็นอื่น โดยไม่มีการจ่ายชดเชยใดๆทั้งสิ้น และมอบหมายให้ภญ.พิศสมร กลิ่นสุวรรณ รองผอ.อภ.รักษาการในตำแหน่งผอ.จนกว่าจะได้ผอ.คนใหม่ด้วยการสรรหา

นพ.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตามสัญญาจ้างระบุว่าผู้ว่าจ้างมีสิทธิเลิกจ้าง ซึ่งในกรณีนี้บอร์ดพิจารณาเห็นว่าควรเลิกจ้างด้วยเหตุผล 3 ข้อหลัก คือ 1.จงใจทำให้ผู้ว่าได้รับความเสียหาย 2.ประมาทเลินเล่อทำให้ผู้ว่าได้รับความเสียหาย และ3.ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบ หรือวินัยของพนักงานองค์การเภสัชกรรมหรือคำสั่งของผู้ว่าจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและผู้ว่าจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ทั้งนี้ หนังสือเตือนมีผลบังคับใช้ไม่เกิน 180 วัน นับแต่ที่ผู้รับจ้างได้กระทำความผิดเว้นแต่ กรณีร้ายแรงผู้ว่าจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน

"หลังจากบอร์ดชุดนี้ได้มาทำหน้าที่เมื่อ 6 เดือน ที่ผ่านมาก็เห็นข้อบกพร่องในการก่อสร้างโรงงานวัคซีนฯที่มีความล่าช้า จึงได้มีการติดตามเรื่องนี้และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบชุดแรก เมื่อพบใครบกพร่องจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอีกหนึ่งชุด ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆเหล่านี้ ถ้าพบว่าเกี่ยวข้องกับพนักงานคนใดจะตั้งคณะกรรมการสอบทางวินัย ถ้าพบว่ามีการทุจริตจะส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป"นพ.พิพัฒน์กล่าว
ต่อข้อถาม การสั่งเลิกจ้างไม่จำเป็นต้องรอผลจากการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ใช่หรือไม่ นพ.พิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นคนละประเด็น สิ่งที่บอร์ดพิจารณาเปรียบเหมือนการพิจารณาวินัยของข้าราชการ ส่วนป.ป.ช.หรือดีเอสไอตรวจสอบเป็นเรื่องทางอาญา

นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในฐานะคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการจัดซื้อวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอลและการก่อสร้างโรงงานยาต้านไวรัสเอดส์ล่าช้า กล่าวว่า การพิจารณาของคณะกรรมการฯได้ยึดถือตามข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุขององค์การเภสัชกรรม ร่วมกับเอกสารและหลักฐานต่างๆ พบว่า วิธีการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราฯ ด้วยการใช้วิธีการพิเศษไม่สอดคล้องกับข้อบังคับฯ ส่วนการซื้อวัตถุดิบยาพาราฯจำนวน 100 ตัน พบว่ามีการให้ข้อมูลก่อนการอนุมัติสั่งซื้อว่า ยังไม่มีแผนการผลิต ไม่มีสถานที่เก็บ และยังมีวัตถุดิบเก่าเหลืออยู่อีก 40 กว่าตัน รวมถึงมีการชะลอการส่งมอบ ทั้งที่ทำการจัดซื้อแบบเร่งด่วน เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับโครงการ Mass Production ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงโรงงานซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ไม่สามารถนำวัตถุดิบที่สั่งซื้อมาผลิตได้ ถือเป็นการตัดสินใจสั่งซื้อที่ไม่รอบคอบ และกลายเป็นภาระของ อภ.ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บวัตถุดิบ 100 ตัน นานหลายปี นอกจากนี้ วัตถุดิบดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ อภ.ด้วย เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการปนเปื้อนทำให้ไม่สามารถนำมาผลิตได้และหากคืนวัตถุดิบไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องทำลายวัตถุดิบมูลค่ากว่า 20 ล้านบาททิ้ง กลายเป็นปัญหาเรื่องการสูญเสียทรัพย์สิน

นพ.นิพนธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับโรงงาน Mass Production ที่ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงล่าช้าไป 2 ปี พบว่าแต่เดิมสัญญาแรกต้องแล้วเสร็จภายใน 180 วัน แต่กลับมีการขยายสัญญาออกไปถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกขยายไป 100 วัน และรอบสองอีก 515 วัน เพิ่งส่งมอบเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ส่อให้เห็นว่าการบริหารสัญญาไม่มีความรอบคอบ เป็นเหตุให้ อภ.ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากโรงงานในการผลิตยาตามเป้าหมายธุรกิจของ อภ.ได้ ส่วนกรณีโรงงานผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่รังสิต กำลังดำเนินการสอบสวนภายใต้การกำกับดูแลของบอร์ด อภ. โดยเรื่องคุณสมบัติของเครื่องปรับอากาศที่ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ กำลังอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการฯในการหาผู้รับผิดชอบและดำเนินการแก้ไขต่อไป

นพ.สมชัย นิจพานิช อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีความล่าช้าในการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก กล่าวว่า การตรวจสอบการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไข้หวัดนกล่าช้านั้น อภ.ได้ทำสัญญาจ้างในปี 2552 ผู้รับจ้างแบ่งเป็น2สัญญาใช้เวลาทั้งสิ้น540วัน นับตั้งแต่ 18ก.ย.2552 วันที่ครบกำหนดจะต้องเป็นวันที่29เม.ย.2554 แต่ในวันนี้ก็ยังไม่เรียบร้อย สำหรับประเด็นที่ล่าช้าของการผลิตโรงงานวัคซีนมีอยู่ 3 ประเด็นใหญ่

คือ1.เรื่องฐานรากที่ต้องปรับใหม่เนื่องจากบริเวณที่ก่อสร้างมีปัญหาเรื่องน้ำใต้ดินและชั้นหินแกรนิต สำนักงบประมาณอนุมัติในการแก้ไขฐานรากโดยที่ใช้เวลาเพิ่มขึ้น 2.เรื่องน้ำท่วมปี2554น้ำท่วมและเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ขยายสัญญาทั้ง2สัญญาเป็นเวลาสัญญาละ100วัน ทั้ง2เหตุผลไม่น่ามีปัญหาซึ่งเป็นเรื่องพื้นที่และอุทกภัย และ3.เป็นการออกแบบเพิ่มเติม ซึ่งอภ.ต้องประสานกับผู้รับจ้างในการลงรายละเอียดให้ก่อสร้างให้ถูกต้องตามแบบมาตรฐานต่างๆซึ่งเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันว่าส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้า ซึ่งอภ.ยอมรับว่าเป็นความล่าช้าของอภ.เองที่ให้ข้อมูลกับผู้รับเหมาล่าช้า คณะกรรมการสอบสวนจึงเห็นว่าผอ.อภ.ต้องรับผิดชอบในความล่าช้าที่เกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม เรียกร้องให้บอร์ดลาออกยกชุด นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ บอร์ดอภ.และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กล่าวว่า จากการพิจารณาข้อเรียกร้องของสหภาพฯที่ต้องการให้ประธานบอร์ดแจ้งความดำเนินคดีกับรมว.สธ. เลขานุการรมว.สธ.และพิธีกรรายการเอเชียอัพเดทที่พูดพาดพิงอภ. พบว่ายังขาดหลักฐานในการแจ้งความอีกมาก อีกทั้ง การแจ้งความไม่ใช้หน้าที่ของบอร์ดหรือประธานบอร์ดแต่เป็นหน้าที่ของผอ.อภ. บอร์ดจึงไม่ได้ทำผิด หรืองดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องลาออก

ขณะที่ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผอ.อภ.กล่าวว่า ในเรื่องดังกล่าวตนพอที่จะทราบผลมาระยะหนึ่งแล้ว ว่าจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเป็นเพียงลูกจ้างขององค์การเภสัชกรรมไม่ใช้ข้าราชการ หากตนไม่ถูกจ้างก็คงต้องถูกปลดออกซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่อย่างไรก็ตามในขณะนี้ตนจะยังไม่มีการดำเนินการใดๆกับเรื่องที่เกิดขึ้น นอกจากการไปปรึกษากับฝ่ายกฎหมายก่อนว่าควรจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นผอ.ก็ทำงานและทำหน้าที่ร่วมกับทีมงานในองค์การเภสัชกรรมอย่างตั้งใจมาโดยตลอด นอกจากนี้ในเรื่องของข้อกล่าวหาเองโดยเฉพาะเรื่องวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาพาราเซตามอล ตนก็ยังไม่ทราบว่าตนกระทำผิดในเรื่องใด อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องการดูแลองค์กรเภสัชกรรม ต่อไปก็คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบอร์ดองค์การเภสัชกรรมว่าจะเลือกใครมาเป็นผอ.องค์การเภสัชกรรมคนต่อไป

ด้าน นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวว่า ไม่ได้กังวลอะไร เพราะเป็นดุลยพินิจของบอร์ด ในการพิจารณาและตัดสิน ซึ่งเรื่องนี้มีทั้งดีเอสไอและอภ.ที่ทำการตรวจสอบปัญหาต่างๆของ อภ.ซึ่งไม่มีใครไปสั่งได้ หากมีใบสั่งจริง ก็ถือเป็นการใส่ร้าย และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งตนไม่ได้ทำแบบนั้น

อนึ่ง ก่อนหน้านี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ชี้มูลความผิดนพ.วิทิต อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำเข้าข่ายความผิดกรณีการจัดซื้วัตถุดิบยาพาราเซตามอลและการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ทั้งนี้นพ.วิทิตได้เข้ารับตำแหน่งผอ.อภ.เมื่อปี 2550 หมดวาระแรกในปี 2554 และได้ต่อสัญญาจ้างเป็นผอ.อภ.วาระที่ 2 อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นพ.วิทิต จะเข้ารับตำแหน่งผอ.อภ. บอร์ดอภ.ที่มีนพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธานได้มีมติเลิกจ้าง พล.ท.นพ.มงคล จิวะสันติการเป็นผอ.อภ.