กิจกรรมยอดฮิตของเด็กๆสมัยนี้ ต้องมี "ดนตรี" อยู่ในกิจวัตรประจำวัน ดนตรีสำคัญแค่ไหน ต้องเล่นอย่างไร นักดนตรีสวมวิญญาณคุณพ่อจะมาเล่าให้ฟัง
พ่อแม่บางคน การเรียนดนตรีของลูก กลายเป็นเรื่องจำเป็นรองจากติวเตอร์ ถามว่าจริงๆแล้วเด็กอยากเรียนหรือไม่ อาจไม่ใช่คำถามที่สำคัญนัก ถ้าบ้านนั้นมองว่า "ดนตรี" เป็นแค่เครื่องมืออวดภูมิของลูก และวัดระดับทางสังคมของพ่อแม่ แต่สำหรับบางครอบครัว ปัจจัยสำคัญของการเล่นดนตรี คือความอยากเล่นของลูก และลูกมีความสุขที่ได้เล่น มากกว่าความ "เจ๋ง" หรือฝีมือขั้นเทพเสียอีก
แม้จะรู้ว่าลูกอยากเล่น แต่พ่อแม่ก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับความต้องการของลูกได้อย่างไร และที่แย่ไปกว่านั้นคือไม่รู้ว่าลูกอยากเล่นดนตรีประเภทไหน
สังเกตความอยาก
ในงานเปิดตัว สถาบันสอนดนตรี “เล่นเป็น มิวสิค อะคาเดมี” สวนสนุกดนตรีแห่งแรกในประเทศไทยที่สร้างแรงบันดาลใจเพื่อผู้เล่นดนตรีทุกวัย เราพบตี๋น้อยวัย 4 ขวบครึ่งที่มีความสามารถตีกลองชุดได้ดีไม่แพ้ผู้ใหญ่ เขาไม่มีความเคอะเขินในการแสดง แถมฝีมือการเล่นก็จัดได้ว่า ไม่ธรรมดาสำหรับเด็กตัวเล็กๆที่ยืนสูงเพียงขนาดกลอง
โชติรพี กสิฤกษ์ คุณพ่อน้องพี-เด็กชายกานต์นิธิ เล่าให้ฟังว่า เขาเชื่อว่าธรรมชาติจะจัดการกับเด็กได้เอง ด้วยความที่ตนเป็นนักดนตรีอยู่แล้ว ลูกก็คงซึมซับเสียงเพลง และเห็นพ่อเล่นกีตาร์ เล่นดนตรีมาตลอด อีกส่วนหนึ่งน่าจะมาปลูกฝังและส่งเสริมในสิ่งที่เขาชอบให้ถึงขีดสุด
"จริงๆอยากให้เขาหัดเล่นกีตาร์เหมือนเรา ก็พยายามส่งกีตาร์ให้เขาจับๆตั้งแต่เด็ก เริ่มตั้งแต่ 2 ขวบเลยให้เขาจับเครื่องดนตรีเล็กๆ เปิดวีดิโอคอนเสิร์ตให้ดูบ้าง และจุดนั้นเองก็ทำให้น้องพีสนใจกลอง เราก็อกหักเลยลูกไม่ชอบกีตาร์เหมือนเรา แต่ไม่เป็นไร เขาชอบอันไหนเราก็สนับสนุนสิ่งนั้น ก็ซื้อกลองของเล่นให้เขา น้องพีก็ตีจนกลองแตกไปหลายใบ เราก็คิดว่าไม่ได้การแล้ว ซื้อกลองจริงๆ เป็น อคูสติกดรัมให้เลยดีกว่า เขาก็มีพัฒนาการด้านการตีกลองเรื่อยมา"
คุณพ่อน้องพี ฝากถึงพ่อแม่หลายครอบครัวว่า อยากให้ลองสังเกตลูกตัวเองว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เมื่อรู้ว่าชอบสิ่งไหนก็ส่งสิ่งนั้นให้เขาได้สัมผัสอย่างจริงจัง เพราะความสามารถต่างๆ มีจุดเริ่มต้นจากความชอบก่อนทั้งนั้น จากนั้นก็ต้องหมั่นฝึกซ้อม ซึ่งสองพ่อลูกมักใช้เวลาช่วงเย็นก่อนกินข้าว เล่นดนตรีด้วยกันสัก 2-3 ชั่วโมง อาจมีพักบ้างผ่อนบ้างเพื่อไม่ให้เบื่อ บวกกับความอดทนของเด็กมีจำกัด หากเขาเริ่มงอแงแล้วก็ต้องหยุดพักแล้วไปหากิจกรรมอื่นต่อ เช่น นั่งดูคอนเสิร์ตด้วยกัน
ประโยชน์ที่จะได้รับนอกจากความเก่งดนตรีแล้ว เขายังมีพัฒนาการที่ดีรอบด้าน ซึ่งโชติรพี เล่าว่า เนื่องจากน้องพีเป็นเด็กไฮเปอร์ การตีกลองทำให้ลูกสามารถทำอะไรได้นานขึ้น อยู่กับสิ่งที่ชอบได้นานขึ้น รวมทั้งจดจ่อและตั้งใจทำสิ่งนั้นได้มากขึ้น อีกทั้งการตีกลองนั้นก็เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการเล่นดนตรีชนิดอื่นๆในอนาคตอีกด้วย
โรงเรียนเสริม "เป๊ะ"
ถ้าถามว่าผลงานของน้องพีได้ดั่งใจหรือยัง คุณพ่อนักดนตรีกล่าวต่อว่า เขาไม่ได้วัดความพึงพอใจด้วยฝีมือที่จัดจ้านขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มองที่จินตนาการของลูกด้วย น้องพีสามารถตีกลองเป็นเพลงได้อย่างง่ายดายเพียงฟังเพลงนั้้นไม่กี่รอบ เขาสามารถจับจังหวะได้โดยไม่ยากเย็น ในขณะเดียวกันก็จับโน้ตดนตรีได้อย่างแม่นยำ
โชติรพี บอกว่าการฝึกฝนด้วยตนเองเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการเพิ่มทักษะฝีมือก็ควรต้องส่งเข้าโรงเรียน อย่างกรณีของน้องพี เข้าเรียนจูเนียร์ ดรัม ซึ่งเป็นคอร์สที่นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาผนวกในการสอน ทำให้การเรียนกลองพิเศษขึ้น เมื่อมาเรียนจะรู้สึก สนุก ไม่เบื่อที่จะตีกลอง และเล่นเป็นเร็วกว่าการสอนแบบทั่วไป
"โรงเรียนสำคัญมากที่จะทำให้เล่นได้ดีขึ้น ไม่ค่อมโน้ต แต่ก็ต้องหาโรงเรียนที่เหมาะกับลูกของเราด้วย เพราะเด็กที่เขาพอเป็นแล้ว ถ้าถูกบังคับให้ย้อนกลับไปที่พื้นฐานหรือเน้นทฤษฎี ก็อาจทำให้เขาเบื่อพานไม่อยากเล่นต่อก็ได้ พ่อแม่อาจกระตุ้นให้เขาอยากเล่นได้ก็จริง แต่ครูมีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาสนุกกับการเล่น ซึ่งต้องใช้จิตวิทยาเด็กทำให้เขาเชื่อฟัง แต่ก็ยังกล้าแสดงความสามารถเต็มที่"
ครูตู๋-พรชัย ศรีศุภรวัฒนา ครูผู้สอนประจำ “เล่นเป็น มิวสิค อะคาเดมี” เล่าถึงความสำคัญของการเรียนดนตรีว่า ทางโรงเรียนควรมีเครื่องดนตรี ให้เด็กได้เลือกเป็นจำนวนมาก ส่วนครูเองต้องมีความเข้าใจธรรมชาติของเด็ก และมีประสบการณ์การสอนเด็กเล็ก
ส่วนเทคนิคการสอนดนตรีเด็กๆนั้น ต้องนำจิตวิทยามาทำลายกำแพงความไม่สนิทให้ได้ก่อน เพื่อให้เด็กๆเปิดใจรับฟังที่ครูจะสอน จุดสำคัญต่อมา คือทำให้ห้องเรียนเป็นสวนสนุก สร้างบรรยากาศให้สนุก ส่งเสริมให้เด็กได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เพื่อส่งเสริมการเล่นเป็นทีม เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และมีทักษะการสื่อสาร ขณะเดียวกันก็สามารถค้นหาพรสวรรค์ของตนเองแล้วพัฒนาศักยภาพ มีความมั่นใจในตนเอง รวมถึงมีทักษะด้านสร้างสรรค์ต่างๆ ด้วย
และที่ขาดไม่ได้เลย ในชั่วโมงเรียนครูต้องเล่นไปพร้อมกับเขา ไม่ใช่เปิดวิดีโอการสอนให้ดู เพราะวิธีนี้จะไม่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเลย แต่การเล่นไปพร้อมๆกัน จะทำให้เขาซึมซับดนตรีได้อย่างเป็นธรรมชาติ และหากมีข้อผิดพลาดบ้างก็ค่อยๆแนะนำเขาทีละจุด ไม่ต้องตามแพทเทิร์นเป๊ะแบบผู้ใหญ่
ลองเปิดประตูหัวใจตัวเอง ชักนำลูกเข้าสู่โลกดนตรีอย่างที่ใจเขาต้องการ แล้วคอยสนับสนุนเขาให้เรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ








