หลากหลายกิจกรรมคำท้า ผุดขึ้นมาในช่วงโควิด-19 เชื่อไหมว่าบรรดา Challenge คือสะพานเชื่อมให้คนที่ต้อง ‘ห่างไกล’ ไม่รู้สึก ‘ห่างกัน’
ขณะที่ทุกคนกำลังช่วยเหลือสังคมและพยายามทำให้สถานการณ์ดีขึ้นด้วยการกักตัว อยู่บ้าน ไม่พบปะกับใครถ้าไม่จำเป็น เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อและรับเชื้อ Covid-19 ในโซเชียลมีเดียกลับคึกคักไปด้วยสารพัดการท้าทายให้คนทำบางสิ่งบางอย่าง แล้วส่งต่อไปยังอีกคน (หรือหลายๆ คน) โดยเรียกกิจกรรมทำนองนี้ว่า ‘Challenge’
มองอย่างผิวเผิน นี่คือกิจกรรมยามว่างของคนที่ต้องห่างไกลเพราะความจำเป็น แต่ในทางจิตวิทยามีคำอธิบายมากกว่านั้น
- Challenge ไม่ใช่เล่นๆ
กระแสของการ Challenge ที่มีในช่วงนี้เรียกได้ว่าระบาดหนักไม่แพ้ไวรัส มิหนำซ้ำยังไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยเท่านั้น เพราะโซเชียลมีเดียเป็นโลกเสมือนที่ไร้พรมแดน เมื่อมองในมุมของคุณหมอนักจิตวิทยา นายแพทย์ปีย์ เชษฐ์โชติศักดิ์ หรือ หมอปีย์ ผู้เขียนหนังสือ Theory of Love และ Theory of Loneliness อธิบายว่าเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก (ทั้งโลกจริงและโลกเสมือน) เหตุผลง่ายๆ คือเพราะ ‘ความเหงา’
การที่คนต้องถูกลดทอนกิจกรรมสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูง และอยู่ในบ้านกันมากขึ้น เมื่อมีเวลาว่างเยอะ เราต่างใช้เวลาไปกับโซเชียลมีเดียมากขึ้น ก่อให้เกิดการไลค์การแชร์มากขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นช่วงนี้เรื่องอะไรที่เป็นไวรัลก็จะแพร่กระจายได้ง่ายกว่าปกติ
“อีกเหตุผลที่น่าจะทำให้เกิดการ Challenge ขึ้น ก็น่าจะเกิดจากสัญชาตญาณของมนุษย์ ซึ่งก็ถือเป็นสัตว์สังคมชนิดหนึ่ง และหนึ่งในพฤติกรรมหลักของสัตว์ที่อยู่กันเป็นฝูงก็คือ การเลียนแบบฝูง ลองคิดถึงพวกวัวควายม้า สัตว์พวกนี้เวลามีสักตัวหนึ่งในฝูงเริ่มวิ่ง ตัวอื่นๆ ก็จะเริ่มวิ่งตามกันไปหมด ทั้งๆ ที่ตัวอื่นก็ไม่รู้หรอกว่าเจ้าตัวแรกที่มันวิ่งนั้น มันวิ่งไปทำไม แต่ธรรมชาติออกแบบมาให้สัตว์ฝูงมีพฤติกรรมแบบนี้เหมือนกันทั้งหมด เพราะประโยชน์ของการอยู่รวมฝูงก็คือต่างฝ่ายต่างเป็นหูเป็นตาให้แก่กันและกัน เมื่อมีหูตามากก็เห็นความผิดปกติได้มากขึ้น เช่น เห็นนักล่าได้เร็ว ก็ทำให้โอกาสการมีชีวิตรอดของฝูงเพิ่มขึ้น”
สำหรับมนุษย์ การเลียนแบบพฤติกรรมนั้นซับซ้อนว่าสัตว์หลายเท่า และบ่อยครั้งที่การเลียนแบบไม่ต้องใส่ใจกับเรื่องการดำรงชีวิตหรือการเอาตัวรอด หมอปีย์ยกตัวอย่าง การเต้นเพลง 'เจนค่ะ' ที่กำลังเป็นไวรัลอยู่ตอนนี้
“สิ่งเหล่านี้เป็นการยืนยันว่า เรายังเป็นพวกกันอยู่นะ ลองคิดย้อนกลับดู มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่อ่อนแอมากๆ ในทางกายภาพ เอาจริงๆ เราอาจจะสู้หมาแถวบ้านไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าวัดกันด้วยมือเปล่าๆ ทั้งวิ่งช้า เล็บฟันก็ไม่แหลมคม พละกำลังก็แย่ แต่ที่มนุษย์มาอยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติได้ก็เพราะเราอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มอย่างเหนียวแน่นนี่แหละ เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงใช้เวลาเยอะมาก ในการทำให้ความเป็นกลุ่มเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นการจับกลุ่มคุย ร้องเพลงเต้นรำ กินข้าวรอบกองไฟ กิจกรรมเหล่านี้หลักๆ มีมาเพื่อให้คนในกลุ่มรู้สึกสนิทสนมกันและรักษาความเป็นกลุ่มนี้ต่อไป”
หากเปรียบเทียบกับญาติสนิทของมนุษย์อย่างลิงชิมแปนซี พวกมันเป็นสัตว์ที่หาอาหารเก่ง วันหนึ่งๆ จะใช้เวลาหาอาหารไม่กี่ชั่วโมง ส่วนที่เหลือพวกมันก็ใช้เวลาไปกับการเล่น การหาเห็บหาเหาให้กัน เพื่อรักษาความเป็นกลุ่มให้เหนียวแน่นนั่นเอง
“Challenge เองก็คือ พฤติกรรมเลียนแบบฝูงอย่างหนึ่งที่เราทำ ซึ่งปกติเราจะสามารถออกมาเจอกันได้ เราก็ทำมันแบบ Offline แต่พอเราทำแบบ Offline ไม่ได้แล้ว เราก็ต้องหันมาใช้แบบ Online แทน มันก็เลยกลายมาเป็น Challenge แบบที่เราเห็นตอนนี้” หมอปีย์บอก
- คำท้าจะเยียวยาทุกสิ่ง
ถึงการท้าทายผ่านโซเชียลจะผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หมดกิจกรรมนี้ก็จะมีกิจกรรมอื่นมาแทนที่ สำหรับคนที่เพื่อนเยอะ อาจได้ทำภารกิจมากสักหน่อย ถึงจะเหนื่อยไปนิด แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาก็ยืนยันว่านั่นเป็นข้อดีที่บ่งชี้ว่า คุณยังได้รับการเชื่อมต่อกับสังคม กับเพื่อนฝูง
“เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่สำคัญต่อมนุษย์มากๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะเวลาที่เราไม่ได้เจอกันจริงๆ ทางกายภาพ ไอ้ความรู้สึกเหงา เศร้า มันก็เข้ามาในหัวในใจเราได้ง่ายมาก ในทางใดทางหนึ่ง Challenge ก็คงช่วยผ่อนคลายเราเรื่องนี้บ้าง แบบอย่างน้อยก็มีคนทำแบบเดียวกับเราอยู่นะ”
แต่ในขณะเดียวกันการเลียนแบบพฤติกรรมแบบรวมหมู่ก็มีข้อเสีย ถึงจะไม่ใช่จากการ Challenge โดยตรงก็ตาม หมอปีย์อธิบายว่าเคยมีงานวิจัย ลองเอาคนมาทำโจทย์เลขง่ายๆ เช่น 5 x 6 ได้เท่าไร ซึ่งเราต่างรู้ดีว่าคำตอบคือ 30 ทว่านักวิจัยให้คนอื่นรอบๆ เรา ที่เหมือนจะเป็นอาสาสมัครเหมือนเรา แต่จริงๆ แล้วคือหน้าม้า ตอบคำตอบผิด แถมผิดเหมือนกันหมดเลยด้วย โดยจะให้แต่ละคนค่อยๆ ตอบคำถามออกมาดังๆ ผลลัพธ์คือต่อให้เรารู้ว่าคำตอบจริงๆ คือ 30 แต่ถ้าคนรอบข้างตอบ 13 มาเหมือนกันสิบคนแล้ว เราจะตอบ 30 ก็จะรู้สึกแปลกๆ ซึ่งงานวิจัยก็พบว่า มีคนเยอะมากที่ยอมตอบผิด เพื่อให้เหมือนกับเพื่อนในห้อง
“สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นกับเราได้เช่นกัน คือเวลาที่คนรอบๆ ตัวเราเริ่มเชื่ออะไรกันผิดๆ แล้ว มันมีโอกาสมากที่เราจะเชื่อตามเขาไปด้วย ทำตามเขาไปด้วย ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องที่ผิด ซึ่งเรื่องนี้มันเกิดขึ้นง่ายมากเลยนะ เวลาที่เรามีเฟซบุ๊คที่อัลกอริธึมของมันจะดึงเอาเฉพาะคนที่คิดเห็นคล้ายๆ เรามาขึ้นหน้าฟีดทำให้เรามีโอกาสที่จะหลงไปในเรื่องตรรกะผิดๆ ไปง่ายมาก”
ทว่าจะโทษโซเชียลมีเดียเสียทีเดียวไม่ได้ เพราะถ้าไม่ใช่เพราะโซเชียลมีเดียท่ามกลางวิกฤตการณ์แบบนี้ เราคงมีโอกาสเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ได้ค่อนข้างยาก จึงเป็นเครื่องมือและวิธีการแสดงออกโดยไม่ต้องเดินทางมาพบปะอย่างสมัยก่อน เพียงสังสรรค์ผ่านหน้าจอเล็กๆ ก็พอแล้ว
หรือแม้กระทั่งการได้พบปะกันทางกายภาพในช่วงเวลาปกติ คนส่วนมากก็ยังปฏิสัมพันธ์กันต่อผ่านโซเชียลมีเดียอยู่ดี นักจิตวิทยามองว่าเป็นข้อดีในช่วงเวลาของ Covid-19 ที่เรามาเจอกันจริงๆ ไม่ได้ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง หากไม่มีโซเชียลมีเดีย คนอาจจะไม่ได้รับรู้ข่าวอะไรมากมาย และก็คงไม่ตระหนักว่าโรคนี้น่ากลัวมากเพียงใด ตอนนี้อาจยังได้เห็นคนออกไปปาร์ตี้สังสรรค์กัน ไม่ต้องทำ Challenge อย่างที่เราทำกันตอนนี้ก็เป็นได้
- รักษาระยะห่าง อย่าลืมรักษาใจ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจะเข้าไปสู่วังวนของการ Challenge นั้นต้องมีตัวตนอยู่บนโลกโซเชียล ด้านหนึ่งคือความสนุกสนาน การได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน แต่อีกด้านคือความหม่นหมอง เป็นด้านมืดที่บั่นทอนหัวใจ
นักจิตวิทยาหนุ่มเล่าถึงปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยที่ได้รับผลพวงจากการใช้โซเชียลมีเดียว่ามีหลายอย่าง ประการแรกคือเรื่อง ‘การเปรียบเทียบ’ เพราะในโลกเสมือนนั้นอุดมไปด้วยภาพลักษณ์ เต็มไปด้วยด้านดี ทั้งจริงและจอมปลอม
“น้อยคนนะที่จะใส่เรื่องที่น่าสงสาร หรือด้านแย่ๆ ของตัวเองไปให้คนอื่นเห็น พอเป็นแบบนี้ ในนั้นก็จะมีแต่คนซูเปอร์รวย ซูเปอร์สวย ซูเปอร์สปอร์ตแมน ซูเปอร์โปรดักทีฟ ซูเปอร์ผจญภัย ซูเปอร์คาร์ ทำให้เราไปเข้าใจว่า อ๋อ ภาพสังคมมันต้องเป็นแบบนั้น มันต้องทำได้แบบนี้ ต้องมีอันนั้น ทั้งที่จริงมันไม่ใช่ไง ไอ้คนที่เราเห็นมันถอยรถคันใหม่ อาจจะมีหนี้อยู่บานเบอะพร้อมกับแม่ที่บ้านที่ไม่ได้รับการดูแล ไอ้คนที่เราเห็นว่าโคตรโปรดักทีฟ อาจจะมีชีวิตครอบครัวที่ยอดแย่ กลับบ้านลูกถามแม่ว่าคนนี้ใคร แต่เราไม่รู้ เพราะเขาไม่ได้โพสต์ให้เรารู้ สุดท้ายมันก็ทำให้เรารู้สึกด้อยกว่า แย่กว่า ทั้งที่จริงเราก็ไม่ได้ด้อยอะไรกว่าเขาหรอก”
ประการที่สองที่เขาบอกว่าน่าเป็นห่วงคือ ‘การเลี้ยงลูกด้วยมือถือ’ คือกลายเป็นเหมือนไม้ตายของพ่อแม่สมัยนี้เพื่อให้ลูกเงียบไปแล้ว ซึ่งที่น่ากลัวคือมันได้ผลดีมากเสียด้วย เรียกว่ายื่นให้ปุ๊บหยุดร้องปั๊บ แถมเงียบได้เป็นชั่วโมงๆ แต่ก็ตามมาด้วยโรคสมาธิสั้น พูดไม่ชัด และอันที่จริงเด็กต้องมีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่ การที่มีอะไรมาล็อคเด็กไว้หลายชั่วโมงไม่ให้เล่นแบบใช้กำลัง จะทำให้พัฒนาการของเด็กช้ากว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนั้นการเล่นยังเป็นการฝึกให้เข้าสังคม ถ้าไม่ได้ฝึกเรื่องนี้ โตขึ้นอาจจะมีปัญหา อาทิ มีนิสัยก้าวร้าว ซึ่งหมอปีย์บอกว่าเด็กอาจไม่ได้ตั้งใจนะ แต่ไม่รู้ว่าแบบไหนที่พอดี เพราะตอนเด็กๆ ไม่ได้เรียนรู้
“ถ้าให้ผมแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตช่วงนี้ ก็คงเป็น อย่าเล่นโซเชียลมีเดียมาก (หัวเราะ)”
อย่างไรก็ตาม การสิงสู่ในโซเชียลมีเดียเพราะ Covid-19 ก็บรรเทาความเหงาและเดียวดายยามต้องไกลห่างกัน หมอปีย์บอกว่ามาตรการ Social Distancing หรือเว้นระยะห่างทางสังคม อาจทำให้ห่างไกลทางกายภาพ แต่หัวใจยังต้องไม่ห่างกัน
“มนุษย์คือสัตว์สังคม เพราะฉะนั้นแรงผลักดันของเรามันไปในทางที่จะเข้าหากันอยู่แล้ว เราก็หาทางแก้ไขมันเองได้นั่นแหละ ยกตัวอย่างผมกับแฟนอย่างนี้ อยู่คนละจังหวัด เดิมเราก็ไปหากันได้เรื่อยๆ พอเจอ Covid-19 ก็เดินทางไม่ได้แล้ว ก็ต้องหากิจกรรมออนไลน์อย่างอื่นทำด้วยกันแทน ซึ่งมันก็มีนะ อย่างผมก็โหลดแอพร้องเพลง มาร้องด้วยกัน ก็เป็นกิจกรรมที่เวิร์คดี
ผมว่าจะพอถึงจุดหนึ่ง ความคิดถึงก็ห้ามไม่ไหวนะ มันก็จะเชื่อมโยงกันจนได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งนั่นแหละ”
การท้าทายกันไปมา ส่งต่อภารกิจให้คนที่ ‘นึกถึง’ ได้ทำร่วมกัน จึงเป็นวิธีการหนึ่ง ที่การันตีว่า ‘ความคิดถึง’ มันเกินจะห้ามได้ แม้พวกเรากำลังเผชิญไวรัสวายร้าย









