ความสูญเสียจากไวรัสโคโรน่าลามถึงวงการดนตรีคลาสสิกเมื่อ 'ไมค์ ลองโก' นักเปียโนแจ๊สผู้คร่ำหวอดในวงการต้องจบชีวิตลง
แนท ชิเนน (Nat Chinen) นักเขียนแจ๊สชื่อดัง พาดหัวบทความของเขาในเว็บไซต์ของ WBGO เว็บไซต์สถานีวิทยุดนตรีแจ๊สระดับโลกว่า “Mike Longo, Prominent Jazz Pianist Known For His Tenure with Dizzy Gillespie, Dies at 83”
ดูเผินๆ เหมือนรายงานข่าวทั่วไป เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักดนตรีอาวุโส แต่ประโยคแรกของบทความเรียกความสนใจขึ้นในทันควัน
“The coronavirus claims one of its first jazz casualties.”
ใช่แล้ว การสูญเสีย ไมค์ ลองโก (1939-2020) สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ที่ชาวโลกรู้จักกันดีในชื่อ COVID-19
ไมค์ เขาเข้าแอดมิทที่โรงพยาบาลซีนาย ในนครนิวยอร์คซิตี เมื่อวันอังคาร หลังจากเริ่มมีอาการป่วย ก่อนจะเสียชีวิตลงในวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม ทั้งที่เพิ่งผ่านวาระครบรอบวันเกิดปีที่ 83 มาได้เพียง 3 วันเท่านั้น
ไมค์ ลองโก มีชื่อเสียงจากการนำวงดนตรีของเขาเอง ซึ่งมีลายเซ็นทางดนตรีปรากฏชัดเจน แต่ก่อนหน้านั้น บทบาทที่สร้างเครดิตให้แก่เขาไม่น้อย คือการเป็นมือเปียโนและมิวสิคไดเร็คเตอร์ ในวงของ ดิซซี กิลเลสปี (Dizzy Gillespie) นักทรัมเป็ตผู้สร้างตำนานดนตรีบีบ็อพ ในทศวรรษ 1940s ซึ่งยกระดับสถานะของแจ๊สจากเพลงเต้นรำในยุคสวิง ให้มีคุณค่าทางศิลปะยิ่งขึ้น
ไมค์ ร่วมงานกับ ดิซซี อย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 1966 ตราบจนใกล้ช่วงสุดท้ายในชีวิตของนักทรัมเป็ตผู้นี้ ที่เสียชีวิตลงในปี 1993 โดยไมค์มีส่วนร่วมในงานบันทึกเสียงอัลบั้มสำคัญ อย่าง Swing Low, Sweet Cadillac (1967) ที่มีศิลปินระดับตำนาน อย่าง เจมส์ มูดี ร่วมบรรเลงเทเนอร์ แซ็กโซโฟน
ไมค์ ลองโก เป็นอเมริกันผิวขาว เกิดที่เมืองซินซินนาติ รัฐโอไฮโอ ในปี 1937 ด้วยความรักในเสียงดนตรีของพ่อแม่ ไมค์ มีโอกาสได้เรียนดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย ราวๆ 4 ขวบ พ่อแม่ส่งเสียให้เขาได้เรียนเปียโนที่ Cincinnati Conservatory of Music หลังจากนั้น ครอบครัวต้องอพยพไปอยู่ที่เมืองฟอร์ทลอเดอเดล ฟลอริดา เขาก็เริ่มออกเล่นดนตรีกับพ่อเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามไนท์คลับตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์
ไมค์ เคยเล่าให้ฟังว่า พ่อแม่ของเขาเติบโตมาในช่วงเวลายากลำบากของยุคเศรษฐกิจตกต่ำ (The Great Depression) ดังนั้น พ่อจึงต้องหารายได้เพิ่มเติมด้วยการเล่นเบสในวงดนตรี ส่วนแม่เป็นนักออร์แกนประจำโบสถ์ ตัวเขาเองก็มีโอกาสได้เล่นเปียโนในโบสถ์ของคนผิวสี เมื่อนักเปียโนคนก่อนหน้าเสียชีวิตลงด้วยโรคชรา เขาถูกเรียกตัวให้ทำหน้าที่นั้นแทน และนั่นเป็นโอกาสที่เขาได้พบ รู้จัก สนิทสนมกับ แคนนอนบอลล์ แอดเดอร์ลีย์ (Cannonball Adderley 1928-1975) ซึ่งในสมัยนั้น แคนนนอลบอลล์ ยังเป็นครูสอนดนตรี ควบคุมวงอยู่ที่โรงเรียน Dillard High School และยังไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก (ก่อนที่ไมล์ส เดวิส จะชักชวนแคนนอนบอลล์ให้เข้าร่วมวงดนตรีของเขาในช่วงปลายทศวรรษ 1950s)
ช่วงเป็นวัยรุ่น ไมค์ ลองโก ได้ชมการแสดง Jazz at the Philharmonic ที่ตระเวนแสดงไปตามเมืองต่างๆ จัดโดย นอร์แมน กรานซ์ โปรดิวเซอร์แจ๊สชื่อดัง โดยการแสดงของนักเปียโนแคนาเดียน ออสการ์ ปีเตอร์สัน (Oscar Perterson) บนเวทีในครั้งนั้นได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
หลังจบการศึกษาอย่างเป็นทางการ ในสาขาเปียโนคลาสสิก จาก Western Kentucky State University ไมค์ เริ่มต้นอาชีพนักดนตรี ด้วยการเล่นในวงของมือแซ็ก ฮัล แมคอินไทร์ ตามด้วยมือกีตาร์แนชวิลล์ นาม แฮงค์ การ์แลนด์ ตามด้วยคนอื่นๆ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่นครนิวยอร์ค โดยได้งานเล่นแจ๊สแนวเทรดิชั่นแนลกับมือทรัมเป็ต เฮนรี “เร็ด” อัลเลน ที่ เดอะ เมโทรโปล และ ณ สถานที่นี้นั่นเอง ที่ ดิซซี ได้ยินสำเนียงการเล่นเปียโนของเขาเป็นครั้งแรก
ช่วงอายุต้นๆ 20 ไมค์ ติดตาม ออสการ์ ปีเตอร์สัน ไอดอลของเขา เพื่อไปเรียนเปียโนเป็นเวลา 6 เดือน ณ Advanced School of Contemporary Music ในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยไมค์เคยให้สัมภาษณ์ว่า ประสบการณ์ชีวิตที่นั่นเข้มข้นอย่างมาก เขาได้เรียนรู้จาก ออสการ์ ถึงการเตรียมพร้อมที่จะเป็นนักดนตรีแจ๊สในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นผิวของเสียง, การวอยซิ่ง, สัมผัส, แนวคิดเรื่องจังหวะ และการควบคุมโทนของเครื่องดนตรี
กล่าวได้ว่า แนวทางการบรรเลงของ ไมค์ ลองโก มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเล่นในแบบสวิง ตามด้วยฮาร์มอนีสมัยใหม่ของบีบ็อพ ขณะเดียวกันยังผสานรูปแบบของดนตรียอดนิยมในเวลานั้น อาทิ ฟิลลิ่งของความเป็นฟังกี้ ได้อย่างแนบเนียน ยังไม่นับรวมรูปแบบจังหวะลาตินที่มีความสลับซับซ้อนพิสดาร ตลอดจนถึงทฤษฎีทางดนตรี ที่เขาเรียนรู้จาก ดิซซี กิลเลสปี รวมไปถึงการเรียนรู้เพิ่มเติมกับครูทฤษฎีดนตรีที่มีชื่อเสียงอย่าง ฮอลล์ โอเวอร์ตัน (Hall Overton) นักเปียโนและนักประพันธ์ดนตรีคลาสสิกผิวขาวที่ลุ่มหลงในเสน่ห์ของดนตรีแจ๊ส
อัลบั้ม The Awakening ที่ออกในปี 1972 เป็นตัวอย่างอันดีของการผสมผสานอิทธิพลของบลูส์ ลาติน และบทเพลงบัลลาดให้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียว ด้วยการถ่ายทอดผ่านอินโพรไวเซชั่นได้อย่างลื่นไหล หมดจด และชัดเจน
เมื่อมีคนถาม ไมค์ ถึงความเป็นมาก่อนจะมาร่วมงานกับ ดิซซี กิลเลสปี เขาย้อนความหลังว่า ทั้งคู่มีโอกาสเดินสวนกันไปมาหลายครั้ง ก่อนจะลงเอยร่วมงานกันในที่สุด
“จริงๆ แล้ว งานแรกของผมที่นิวยอร์ก คือเล่นที่ เดอะ เมโทรโปร ซึ่งจะมีวงดนตรี 6 วงบรรเลงที่นั่น ผมเป็นเด็ก จะได้เล่นตอนบ่ายกับตอนกลางคืน จากบ่าย 2 ไปจนถึง 2 ทุ่ม และจาก 4 ทุ่มไปจนถึงตี 4 (กลางวัน) เล่นกับ โทนี ปาเรนติ และกลางคืน กับ เฮนรี เร็ด อัลเลน”
“ดิซซี เล่นที่ชั้นบน ร้าน เดอะ โมเดิร์น แจ๊ส รูม และตอนพักเขาจะเดินผ่านเรา ชัค คาร์ลีย์ มือเบสจาก ฟอร์ท ลอเดอร์เดล เคยโทร.มาหาผม แล้วบอกว่า ผมเห็นนิตยสาร International Musician เล่มนั้นมั้ย เขาบอก ‘ดิซซี พูดถึงแกด้วย’ คือดิซซี พูดถึงผม (ในบทสัมภาษณ์) หลังจากผมเรียนกับ ออสการ์ ปีเตอร์สัน เราเล่นกันที่ ดิ เอ็มเบอร์ อีสต์ ดิซซีเป็นดาวเด่น(ของที่นี่) พอดี โดยผมจะเล่นคั่นการแสดงของดิซซี ดิซซีได้ยินที่ผมเล่น และเอ่ยปากว่า ‘ฉันชอบนายนะ’ อีก 2 ปีต่อมา ผมเล่นที่ ดิ เอ็มเบอร์ อีสต์ กับ พอล เชมเบอร์ส และ รอย เอลดริดจ์ ตอนหยุดพัก รอย แวะไปหาดิซซี และพูดว่า ‘นายต้องแวะมาฟังนักเปียโนคนนี้’ ดิซซี แวะมา โทรศัพท์หาผมวันรุ่งขึ้น และจ้างผม”
ด้วยความผูกพันกับ ดิซซี กิลเลสปี อย่างลึกซึ้ง ในปี 1980 ไมค์เขียนเพลงในแบบ “orchestral piece” ชื่อว่า A World of Gillespie ซึ่งบรรเลงรอบปฐมทัศน์ โดยวง Henry Street Settlement Symphony Orchestra ตามด้วยวง Detroit Symphony Orchestra โดยมี ดิซซี กิลเลสปี รับหน้าที่เป็นโซโลอิสต์
ในช่วงท้ายของชีวิต แนวทางการทำงานของ ไมค์ ลองโก สะท้อนถึงความสนใจในด้านการศึกษา และการเรียบเรียงเสียงประสานแก่วงขนาดใหญ่ (Large Ensemble) โดยในด้านการศึกษา เขาเขียนหนังสือออกมา 10 เล่ม และมี DVD 4 แผ่น ส่วนการทำวงขนาดใหญ่ เขามีวงระดับแฟลกชิพ เป็นวงที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรี 18 ชิ้น ชื่อว่า New York State of the Art Jazz Ensemble ซึ่งมีสตูดิโออัลบั้ม ชื่อ Explosion ออกมาในปี 1999 โดยวงดนตรีวงนี้ยังเคยแสดงสดที่ หอประชุม John Birks Gillespie Auditorium ณ ศูนย์ บาไฮเซ็นเตอร์ของนครนิวยอร์ค อีกด้วย
นอกจากเสียงดนตรีแล้ว ไมค์กับดิซซี ซึ่งใกล้ชิดกันมาก ยังมีความสนใจในเชิงศาสนธรรมร่วมกัน นั่นคือการนับถือลัทธิบาไฮ (Baha’i) ซึ่งสนับสนุนแนวคิดในเรื่องของความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ
กรณีของ ไมค์ ลองโก นับเป็นการสูญเสียครั้งแรกของวงการแจ๊สในสหรัฐอเมริกา โดยที่ก่อนหน้านั้น มาร์เซโล เปรัลตา นักแซ็กโซโฟนชาวอาร์เจนติน่า ได้เสียชีวิตลงจากการแพร่ระบาดโรคเดียวกัน ณ นครแมดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา
มาจนถึงเวลานี้ เราไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า หายนะภัยจากไวรัสโคโรน่าในครั้งนี้ จะทำให้โลกต้องสูญเสียผู้คนไปอีกมากน้อยเพียงใด









