วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สร้างสมดุลน้ำในพื้นที่ EEC

มาตรการรองรับ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำ และเกิดการกระจายน้ำอย่างทั่วถึงในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

 

เพราะ ‘น้ำ’ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องน้ำได้มีการจัดทำแผนและมาตรการรองรับ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำ และเพื่อให้เกิดการกระจายน้ำทั่วถึงในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC 

ดังนั้น เพื่อสนับสนุนแผนการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างสมดุลน้ำต้นทุน การจัดการความต้องการน้ำโดยลดการใช้น้ำ ลดการสูญเสีย โดยใช้เทคโนโลยีและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่เป็นที่มาของ การจัดทำ ‘โครงการวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะสมดุลน้ำและมาตรการลดการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการพัฒนา ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)’ ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนการบริหารจัดการน้ำ

รศ.ดร. บัญชา ขวัญยืน จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ในฐานะหัวหน้าโครงการ และหัวหน้ากลุ่มวิจัยแผนงานการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC กล่าวว่า เพราะในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้า อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ เมื่อการพัฒนา EEC เกิดขึ้นเต็มตัวตามแผนพัฒนาฯ การลดการใช้น้ำจึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และจากผลกระทบของ Climate change

 

ดร.บัญชา ขวัญยืน

รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน

 

“แม้กรมชลประทานรับประกันว่าในพื้นที่ EEC จะไม่ขาดน้ำ โดยมีการจัดเตรียมน้ำต้นทุนรองรับการพัฒนา EEC ไว้ แต่เพื่อเตรียมการล่วงหน้าป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต มาตรการประหยัดน้ำจะต้องถูกนำมาใช้อย่างแน่นอน ซึ่งต่อไปจะเป็นเรื่องที่ทุกคนรับรู้มากขึ้น ดังนั้น การประหยัดน้ำหรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้การใช้น้ำน้อยลงจึงเป็นทางออกแรก ๆ ที่เราจะนำมาใช้”

การจัดทำ ‘โครงการวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะสมดุลน้ำและมาตรการลดการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)’ มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์สมดุลน้ำในพื้นที่ EEC ในปัจจุบัน และอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2561-2580) ศึกษาอุปสงค์และอุปทาน ศึกษาการใช้น้ำที่แท้จริงของภาคส่วนต่างๆ การหาแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยลดการใช้น้ำใน 4 ภาคส่วนหลัก คือ ภาคเกษตร อุปโภคบริโภค ภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรม

การวิเคราะห์น้ำต้นทุนในลักษณะบูรณาการการใช้น้ำร่วมกันระหว่างน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน การจัดการด้านความต้องการน้ำโดยใช้หลัก 3R ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมและศึกษาศักยภาพของแหล่งน้ำต้นทุนของพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และจังหวัดเกี่ยวเนื่องคือ จันทบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว แบบมีส่วนร่วม รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามและประเมินผล ในพื้นที่ศึกษา 3 จังหวัดนำร่อง คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยมีเป้าหมาย คือ การใช้น้ำจะต้องลดลงอย่างน้อย 15 เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่ EEC

 การศึกษาจึงมุ่งเน้นใน 2 ส่วนหลัก คือ 1. ประเมินการใช้น้ำ การวิเคราะห์สมดุลน้ำในปัจจุบันและอนาคต และแนวทางการใช้น้ำต้นทุนทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินร่วมกัน 2. การคาดการณ์การใช้น้ำของภาคส่วนต่างๆ และแนวทางการลดการใช้น้ำด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ในสถานการณ์ปัจจุบันอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในพื้นที่ EEC มีการบำบัดน้ำเสียนำกลับมาใช้ใหม่ โดยบางแห่งสามารถลดการใช้น้ำลงได้มากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ และยังคงหาแนวทางพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยในการบำบัดน้ำเสียจะปรับให้เป็นระบบการจัดการน้ำอัจฉริยะมากขึ้นกับทุกภาคส่วนทั้งน้ำเสียในภาคบริการชุมชน เกษตร และอุตสาหกรรม โดยจะนำเรื่อง Water use efficient มาประยุกต์ใช้ หรือ การจัดการน้ำด้วยหลัก 3R คือ Reduce Reuse Recycle เพื่อลดการใช้น้ำและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่

“เพราะมองว่าการใช้น้ำที่บำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่เป็นการลงทุนที่ถูกที่สุด และถูกกว่าการหาแหล่งน้ำใหม่อย่างการนำน้ำทะเลมาทำน้ำจืดที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ซึ่งวิธีนี้แม้แต่อุตสาหกรรมในประเทศญี่ปุ่นยังเลือกใช้ของไทยก็จะเป็นไปในทิศทางนี้เช่นกัน”

 

96  

 

สำหรับการใช้น้ำของประเทศไทย พบว่า ประเทศไทยมีการใช้น้ำต่อหัวสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยไทยใช้น้ำต่อหัวสูงกว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย และพื้นที่ที่ใช้น้ำมาก นอกจากที่จังหวัดชลบุรีแล้ว กรุงเทพฯ ถือเป็นจังหวัดที่มีการใช้น้ำสูงมากที่สุดเฉลี่ยถึง 300 ลิตร/คน/วัน เพราะที่ผ่านมาเราไม่ค่อยได้พูดกันถึงเรื่องการประหยัดน้ำมากนัก ในส่วนของภาคการเกษตร นอกจากข้าวที่ใช้น้ำมากแล้ว พืชสวนยังเป็นที่นิยมปลูกกันมากที่สุดในพื้นที่จังหวัดระยองและจันทบุรี

งานวิจัยนี้จึงศึกษาการใช้น้ำในสวนทุเรียน ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำมาก ซึ่งเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรมีการใช้น้ำรดทุเรียนครั้งละกว่า 200 ลิตร/ต้น/วัน ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะลดการใช้น้ำลงและปริมาณน้ำที่เหมาะสมควรจะเท่าไหร่ โดยไม่กระทบกับคุณภาพผลผลิต เป็นต้น

ทั้งนี้โครงการบริหารโครงการวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะสมดุลน้ำและมาตรการลดการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังมี 7 งานวิจัยภายใต้โครงการประกอบด้วย 1) โครงการวิเคราะห์และการบริหารจัดการสมดุลน้ำในพื้นที่ EEC  2) โครงการศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำสำหรับกลุ่มผู้ใช้น้ำในชุมชนเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการ EEC  3) โครงการศึกษาปริมาณความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเพื่อรองรับการพัฒนา EEC

4) โครงการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองโดยการใช้น้ำเสียที่บำบัดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่ EEC  5) โครงการการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะสำหรับภาคบริการในพื้นที่ EEC  6) โครงการวิจัยแผนการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม และ 7) การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดการบริหารจัดการน้ำแบบใช้น้ำบำบัดแล้ว

  สวนทุเรียนจันทบุรี

สวนทุเรียนจันทบุรี

ผลการศึกษาแผนงานการศึกษาสมดุลน้ำและมาตรการลดการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาระบบการวางแผนน้ำอย่างยั่งยืนในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เบื้องต้นพบว่า อีอีซี มีปริมาณน้ำต้นทุนเฉลี่ยราว 2,539 ล้าน ลบ.ม. (จากรายงานล่าสุดของ สทนช.) แต่ปริมาณน้ำต้นทุนจะมีความแปรปรวนสูงขึ้นเนื่องจากสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ขณะที่ความต้องการน้ำของอีอีซีปัจจุบันเฉลี่ยประมาณ 2,419 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยน้ำจากลุ่มน้ำข้างเคียง คือลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำย่อยคลองวังโตนด จ.จันทบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งในปีปกติจะได้รับการผันน้ำประมาณ 597 ล้าน ลบ.ม. แต่ในปีแล้ง เช่นปี 2563 นี้ การผันน้ำดังกล่าวมีปริมาณน้ำน้อยมาก จะทำให้เกิดการขาดน้ำรุนแรง

ดังนั้นมาตรการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติมมีความจำเป็นทั้งภาคส่วนผู้ใช้น้ำและภาคส่วนผู้จัดหาน้ำ อย่างไรก็ตามมาตรการที่สำคัญกว่าในปัจจุบันคือ การลดการใช้น้ำอย่างเป็นรูปธรรมในทุกภาคส่วน โดยจังหวัดฉะเชิงเทราต้องลดการใช้น้ำเพื่อการเกษตรเนื่องจากปัจจุบันมีการใช้น้ำเกินศักยภาพ จังหวัดชลบุรีมีสัดส่วนการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคสูงจึงควรมีมาตรการลดการใช้น้ำในภาคอุปโภคบริโภคและบริการมีความจำเป็นเร่งด่วน รวมถึงการบำบัดน้ำเสียจากชุมชนเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (3R) ส่วนจังหวัดระยอง มีการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมสูงมาก โดยมีแหล่งน้ำสำรองและการบำบัดน้ำเพื่อใช้ใหม่น้อย

ดังนั้นควรต้องเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมดำเนินการลดการใช้น้ำผ่านกระบวนการ 3R อย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม