การผจญภัยในดินแดนวงแหวนแห่งไฟ ที่เริ่มด้วยความตื่นเต้น ทว่าจบลงด้วยความประทับใจ
The Ring of Fire หรือ วงแหวนแห่งไฟ นี่ไม่ใช่ชื่อภาพยนตร์คู่แข่ง The Lord of The Ring อันโด่งดัง แต่ The Ring of Fire คือชื่อของดินแดนรอบมหาสมุทรแปซิฟิกยาวเหยียดกว่า 40,000 กิโลเมตร มันเป็นบริเวณที่มีรอยแตก รอยเลื่อน และการเกยกันของเปลือกโลกมากที่สุด ก่อให้เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ ธารลาวา บ่อโคลนเดือด และปล่องระบายควันจากใต้พิภพโลก สลักเสลาพื้นพสุธาทั้งบนบกและใต้ท้องมหาสมุทรให้มีความแปลกพิสดารสุดจินตนาการ ทั้งนักสำรวจ นักผจญภัย นักธรณีวิทยา นักชีววิทยา และนักท่องเที่ยว ต่างมุ่งหน้าไปเยี่ยมเยือนดินแดนวงแหวนแห่งไฟปีละหลายล้านคน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาตัวเอง ถึงพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ที่จะทำให้มนุษย์อย่างเราตัวเล็กจิ๋วไปเลย
เกาะชวา (Java Island) ของอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ในวงแหวนแห่งไฟด้วยเช่นกัน บนเกาะนี้มีภูเขาไฟที่ยังไม่ดับอยู่กว่า 45 ลูก ก็เพราะใต้เกาะชวามีรอยแตกรอยเลื่อยของแผ่นเปลือกโลกที่ยังขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ความร้อนสุดประมาณใต้พิภพพยายามหาทางออก มันก็ค้นพบรอยแตกบนผิวดิน ที่สามารถพ่นควันและแร่ธาตุต่างๆ ออกมาปริมาณมหาศาล บางบริเวณเกิดเป็นบ่อโคลนเดือดปุดๆ ที่สามารถละลายตัวเราให้ไหม้เกรียมได้ในเวลาไม่กี่นาที บางบริเวณเกิดเป็นปล่องพวยแก๊สสีขาวซึ่งมีควันกำมะถัน (ซัลเฟอร์) ลอยคละคลุ้ง ภูมิประเทศแบบภูเขาไฟเหล่านี้มักไม่มีต้นไม้ใหญ่เติบโตขึ้นได้เลย เพราะความร้อนแรงของอุณหภูมิ และดินที่เป็นกรดสูงนั่นเอง
ณ ตอนกลางของเกาะชวา ในเขตรอยต่อเมืองโวโนโซโบ (Wonosobo) และบันจาเนการา (Banjarnegara) ห่างจากเมืองยอกยาการ์ตา (Yogyakarta) เพียง 135 กิโลเมตร (ห่าง 100 กิโลเมตร จากบูโรพุทโธ) คือที่ตั้งดินแดนแห่งภูเขาไฟ ‘เดียงพลาโต’ (Dieng Plateau) เป็นที่ราบสูงทิวเขาสลับซับซ้อน อากาศเย็นฉ่ำตลอดปี เพราะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2,062 เมตร ในแถบนี้มีปากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วหลายแห่ง รวมถึงผืนดินที่อุดมด้วยแร่ธาตุจากภูเขาไฟ จึงกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเกาะชวา ทำการเกษตรแบบผสมผสานได้ดีเยี่ยม ปลูกข้าว ชา มันฝรั่ง ยาสูบ ผักกาด กะหล่ำ และแครอท ปะปนกันไปในพื้นที่ลาดไหล่เขาและหุบเขา ก่อเกิดรายได้ให้กับชาวเดียงพลาโตอย่างมหาศาล
ชื่อของ เดียงลาโต มาจากภาษาท้องถิ่น คือ ‘Di Hyang’ หมายถึง ‘ที่สถิตของทวยเทพ’ เนื่องจากความแปลกพิสดารแลลึกลับของภูมิประเทศภูเขาสูง มีควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลา
บนที่ราบสูงเดียงพลาโตจึงมีเทวสถานฮินดูที่สร้างด้วยหินภูเขาไฟตั้งแต่ศตวรรษที่ 6-8 อยู่มากกว่า 400 แห่งในอดีต ทว่าเหลือรอดมาให้เห็นในปัจจุบันเพียง 8 แห่งเท่านั้น ซึ่งเทวสถานเหล่านี้ส่วนใหญ่สร้างถวายพระศิวะ ในลักษณะการจำลองเขาพระสุเมรุขึ้นมา ทั้ง วัดอะจูนา (Arjuna Temple), วัดดวารวตี (Dwarawati Temple), วัดบิมา (Bima Temple) และ วัดปุนตะเทวะ (Puntadewa Temple) เป็นต้น ดินแดนแห่งภูเขาไฟเดียงพลาโตจึงมิได้ยิ่งใหญ่เฉพาะในแง่ภูมิศาสตร์น่าตื่นตา ทว่ายังเปี่ยมด้วยศรัทธาในเทพเจ้าหลายองค์ ที่อินโดนีเซียรับเอาความเชื่อมาจากอินเดียสมัยอาณาจักรกลิงคะ (Kalingga Kingdom)
ธารลาวาใต้ดินและการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อหลายแสนปีก่อน ได้สลักเสลาให้เดียงพลาโตมีรูปลักษณ์แปลกตาน่าชม โดยเฉพาะบริเวณที่มีภูมิประเทศเวิ้งว้างปราศจากต้นไม้ แลไปคล้ายพื้นผิวดาวอังคารที่เต็มไปด้วยดินหินสีต่างๆ กระจายระเกะระกะ บวกกับมีธารน้ำร้อน และบ่อโคลนเดือดปุดๆ ซึ่งเป็นโคลนสีเทาที่พ่นออกมาจากใต้พื้นโลก มันเดือดเป็นฟองแตกพล่านพ่นควันร้อนระอุขึ้นมาตลอดเวลา เช่นเดียวกับบริเวณที่เป็นแอ่งน้ำสีเขียวอมฟ้าแบบเทอร์ควอยต์ ดูสวยดี แต่ขอบอกว่ามันกำลังพ่นก๊าซพิษร้อนขึ้นมาไม่หยุดหย่อน ตามขอบบ่อเหล่านี้จะมีแร่ธาตุต่างๆ ไปจับตัวอยู่คล้ายตะกรันหนาหลายสี ทั้งขาว เหลือง ส้ม น้ำตาล และแดง บ่งบอกถึงแร่ธาตุต่างชนิดกันที่ผุดขึ้นมา
ขอแนะนำว่าการเข้าไปเที่ยวชมให้ปลอดภัย ต้องเตรียมผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำไว้ปิดจมูกด้วย เวลาลมแรงพัดควันก๊าซซัลเฟอร์มา เราจะได้ไม่แสบตาแสบจมูกจนหายใจไม่ออก อีกเรื่องคือเราต้องไม่เข้าไปยืนชิดขอบบ่อมากเกินไป เพราะส่วนใหญ่ยังไม่มีการสร้างรั้วกั้นไว้อย่างปลอดภัยดีพอ ถ้าเกิดดินทรุดพังลง เราก็อาจตกลงไปในบ่อโคลนเดือดได้!
เมื่อเดินเข้าไปในบริเวณที่มีบ่อโคลนเดือดและปล่องพวยก๊าซจากใต้พื้นโลกพ่นควันขาวคละคลุ้งอยู่รอบๆ ตัว เราจะรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่ระเหยมาต้องผิวกาย เสียงไอน้ำและโคลนเดือดดังปุดๆ ออกจากรูที่ผิวดิน ได้กลิ่นก๊าซกำมะถันจางๆ บ้าง เหม็นรุนแรงบ้าง สลับกันไป เข้ามาระคายจมูก ทำให้การเก็บภาพเหล่านี้เป็นไปด้วยความท้าทาย เพราะต้องได้ภาพกลับไปฝากเพื่อนๆ ในขณะที่ร่างกายก็ต้องแข็งแรงปลอดภัยเหมือนเดิม ดินแดนแห่งภูเขาไฟเดียงพลาโตจึงสอนให้เราเข้าใจและปรับตัวตามธรรมชาติ ซึ่งในบางบริเวณเราเห็นว่ามีการต่อท่อเหล็กนำความร้อนจากใต้พิภพนี้ ไปหมุนกังหันผลิตกระแสไฟฟ้าในลักษณะของ Geo-Thermal ด้วย นับเป็นการใช้พลังงานฟรีๆ จากใต้โลกไม่ให้สูญเปล่าครับ
ไฮไลท์และความน่าประทับใจอีกอย่างของการมาเที่ยวเดียงพลาโต นอกจากจะได้นอนค้างแรมในบ้านพักท่ามกลางโอบกอดขุนเขาหนาวเย็นแล้ว อีกสิ่งคือการได้ไปเที่ยวทะเลสาบหลายแห่ง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว จึงมีน้ำลงไปขังอยู่ จนก่อตัวเป็นทะเลสาบน้อยใหญ่ ทั้งหมดเป็นทะเลสาบกรดที่ทำให้น้ำกลายเป็นสีฟ้าอมเขียวอย่างสวยงามเจิดจ้า ยิ่งเมื่อต้องแสงอาทิตย์ในวันฟ้าใส ทะเลสาบเหล่านี้ก็จะยิ่งเผยความงามออกมาอย่างเต็มที่ รับรองว่าเหล่าช่างภาพสาย Landscape ต้องมีความสุขแน่นอน กับการได้เห็นทะเลสาบเหล่านี้ด้วยตาตนเอง
หนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียง และมีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดของเดียงพลาโต คือ ทะเลสาบเทลากา วาร์นา (Telaga Warna) ซึ่งมีฉายาว่า ‘ทะเลสาบเปลี่ยนสีได้’ เพราะน้ำที่มีความเป็นกรดสูงในทะเลสาบ มีแร่ธาตุหลายชนิดเจือปนอยู่ ประกอบกับช่วงแสงในแต่ละเวลาของวัน ก็ทำให้เกิดการสะท้อนหักเหสีในน้ำต่างออกไป ทั้งสีเขียวอ่อน สีเขียวแก่ สีฟ้า สีเขียวอมฟ้าแบบเทอร์ควอยต์ และบางจุดยังเป็นน้ำสีเหลือง สีส้ม และสีชมพูอย่างไม่น่าเชื่อ
รอบทะเลสาบเทลากา วาร์นา เป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้รกชัฏ แนวไม้เขียวชอุ่มเหล่านั้นได้สะท้อนลงเป็นภาพเสมือนจริงในทะเลสาบ ก่อให้เกิดความงามน่าหลงใหล มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ เขามีการสร้างเส้นทางเดินชมธรรมชาติไปรอบๆ ทะเลสาบด้วย เราจึงมีจุดแวะพักถ่ายภาพกันได้ตามชอบใจ หรือถ้าใครขยันตื่นเช้า ตามทางนี้ก็เหมาะจะทำกิจกรรมดูนก (Bird Watching) เพราะมีนกเฉพาะถิ่นบนพื้นที่สูงของเกาะชวาให้พบเห็นหลายชนิดเลย นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบเทลากา เพนกิลอน (Telaga Pengilon) และทะเลสาบเทลากา เซบอง (Telaga Cebong) ฯลฯ ให้ชมด้วย
โลกนี้กว้างใหญ่นัก การได้ออกไปเดินทางเรียนรู้โลกช่างคุ้มค่า ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เราได้ดีเยี่ยม หากจะมีที่ใดเผยให้เราเห็นภาพโลกในยุคเริ่มต้น ภูมิประเทศของเดียงพลาโตก็คือหนึ่งในนั้น มันประหลาด ลึกลับ น่าหลงใหล จริงๆ ครับ
การเดินทาง
สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ระหว่างคาบสมุทรอินโดจีนกับทวีปออสเตรเลีย และระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซียบนเกาะบอร์เนียวหรือกาลีมันตัน (Kalimantan), ประเทศปาปัวนิวกินีบนเกาะนิวกินีหรืออีรียัน (Irian) และประเทศติมอร์-เลสเตบนเกาะติมอร์ (Timor)
จากประเทศไทย สะดวกที่สุดคือบินไปลงที่เมืองยอกยาการ์ตา (ตรวจเช็ครายละเอียดและมาตรการรับมือสถานการณ์ COVID-19 ได้จากสายการบิน และสถานทูตอินโดนีเซีย) เมื่อไปถึงเมืองยอกยาการ์ตาแล้ว แนะนำให้เช่ารถหรือซื้อแพ็กเกจทัวร์ท้องถิ่น เดินทางไปเมืองโวโนโซโบ ปากทางเข้าสู่ดินแดนแห่งภูเขาไฟเดียงพลาโต แล้วสามารถเที่ยวต่อไปยังบูโรพุโธและปราสาทปรามบานัน ได้เลย (ข้อมูลเพิ่มเติม www.indonesia-tourism.com)
สภาพอากาศ: ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวภูเขาไฟเดียงพลาโต อยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ซึ่งอากาศค่อนข้างดี ฝนตกน้อย
สถานการณ์ COVID-19 (11 มี.ค.63) : อินโดนีเซียพบผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 จำนวน 2 คนแรกของประเทศ เป็นหญิงวัย 64 ปี และ 31 ปี ซึ่งทั้งคู่ได้รับเชื้อมาจากชาวญี่ปุ่น ขณะนี้ถูกกักตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งสถานพยาบาลในประเทศมีอุปกรณ์พร้อมรับมือกับผู้ป่วยจำนวนมาก หากการแพร่ระบาดลุกลามเป็นวงกว้างมากกว่านี้
โดยเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ประกาศว่า ผู้ที่มีประวัติการเดินทางในบางภูมิภาคของอิหร่าน เกาหลีใต้และอิตาลี ในช่วง 14 วันที่ผ่านมา จะถูกห้ามมิให้เดินทางเข้าหรือแวะผ่านอินโดนีเซีย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม
สำหรับภูมิภาคดังกล่าว ประกอบด้วย กรุงเตหะราน เมืองกอมและเมืองกีลาน ในอิหร่าน, แคว้นลอมบาเดียร์ แคลนเวเนโต แคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา แคว้นมาร์เค และแคว้นปีเยมอนเต ในอิตาลี รวมถึงเมืองแทกูและจังหวัดคยอนซังเหนือ ในเกาหลีใต้








