วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เฝ้าระวังลุ่มน้ำแม่กลอง สทนช. ลุยเช็กจุดเสี่ยง วิเคราะห์มวลน้ำหลาก

สทนช. ลงพื้นที่เขื่อนแม่กลอง จับมือกรมชลฯ เร่งยกระดับแบบจำลองคาดการณ์มวลน้ำหลาก แก้จุดอ่อนข้อมูล เพิ่มความแม่นยำเตือนภัยท้ายน้ำ

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดบริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง เร่งบูรณาการร่วมกับกรมชลประทาน ยกระดับประสิทธิภาพแบบจำลองการเคลื่อนตัวของมวลน้ำ (Routing) และปรับปรุงข้อมูลเส้นความสัมพันธ์ระดับน้ำกับปริมาณน้ำ (Rating Curve) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเตือนภัยน้ำท่วม และลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยงท้ายน้ำ

สทนช. ร่วม กรมชลประทาน ลงพื้นที่เขื่อนแม่กลอง ประเมินมวลน้ำหลาก

วันนี้ (18 ต.ค. 69) นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เดินทางลงพื้นที่บริเวณ เขื่อนแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อประชุมและหารือร่วมกับผู้แทนกรมชลประทาน ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กลอง การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อติดตาม วิเคราะห์ และประเมินแนวโน้มสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองอย่างเป็นระบบ

การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่กลองถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภาคตะวันตกและภาคกลางตอนล่าง เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากทั้งลำน้ำสายหลักและลำน้ำสาขา การประเมินสถานการณ์อย่างแม่นยำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะน้ำหลาก

วิเคราะห์เชิงลึก มวลน้ำต้นน้ำสู่ท้ายน้ำ และระยะเวลาการเดินทางของน้ำ

ในการหารือร่วมกัน รองเลขาธิการ สทนช. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของการติดตามสถานการณ์ปริมาณฝนตกสะสมในพื้นที่ และปริมาณน้ำไหลเข้า (Inflow) ที่ไหลลงสู่ลำน้ำสายหลักและลำน้ำสาขาลุ่มน้ำแม่กลอง โดยให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์โครงสร้างการเคลื่อนตัวของมวลน้ำใน 3 มิติหลัก ได้แก่

  • ปริมาณมวลน้ำสะสม การประเมินมวลน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำที่กำลังไหลสมทบลงสู่ลำน้ำในแต่ละช่วงเวลา
  • ระยะเวลาการเดินทางของน้ำ (Flow Travel Time) การคำนวณความเร็วและระยะเวลาที่มวลน้ำจะเคลื่อนตัวจากเขื่อนและลำน้ำสาขาไปถึงพื้นที่ท้ายน้ำ
  • ระดับน้ำในจุดเฝ้าระวังสำคัญ (Monitoring Points) การเฝ้าระวังระดับน้ำริมฝั่งในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ล้นตลิ่ง

การคำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้อย่างแม่นยำ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนระบายน้ำและการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่เสี่ยงท้ายน้ำมีเวลาเตรียมการขนย้ายสิ่งของและอพยพได้อย่างทันท่วงที

ถอดรหัสข้อจำกัดอุทกวิทยา เร่งแก้โจทย์ Rating Curve และข้อมูลสถานีตรวจวัด

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดที่ถูกยกขึ้นมาหารือในการประชุมครั้งนี้ คือ ข้อจำกัดด้านข้อมูลอุทกวิทยา เนื่องจากรูปแบบสถานการณ์น้ำหลากในปัจจุบันมีความซับซ้อนและแตกต่างจากสถิติในอดีตอย่างมาก บทเรียนจากพฤติกรรมน้ำหลากที่เปลี่ยนไปทำให้ระบบการประเมินน้ำแบบเดิมเริ่มมีข้อจำกัด โดยเฉพาะใน 2 ประเด็นหลัก

  1. ปัญหาข้อมูล Rating Curve ไม่เป็นปัจจุบัน สถานีตรวจวัดน้ำบางแห่งยังขาดข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำและปริมาณน้ำ (Rating Curve) ที่สมบูรณ์ หรือเป็นข้อมูลเก่าที่ไม่สอดคล้องกับสภาพลำน้ำที่เปลี่ยนรูปไปจากการกัดเซาะและการตกตะกอน ส่งผลให้การคำนวณปริมาณน้ำไหลผ่าน (Discharge) คลาดเคลื่อน
  2. สถานีตรวจวัดน้ำไม่ครอบคลุม ข้อมูลจากบางจุดเฝ้าระวังยังไม่ครบถ้วน ทำให้การประเมินการเคลื่อนตัวของมวลน้ำแบบ Real-time ทำได้ยาก

สทนช. จึงได้สั่งการให้เร่งปรับปรุงและพัฒนาระบบฐานข้อมูลอุทกวิทยาใหม่ทั้งหมด โดยเน้นการสำรวจหน้าตัดลำน้ำ (Cross-section) และการปรับปรุงค่า Rating Curve ให้ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อให้การคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลผ่านในทุกจุดตรวจวัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สั่งยกระดับแบบจำลองการเคลื่อนตัวของมวลน้ำ (Routing Model) เพิ่มความแม่นยำ

เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดดังกล่าว รองเลขาธิการ สทนช. ได้มอบแนวทางปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำให้ยกระดับประสิทธิภาพเทคโนโลยีการประเมินสถานการณ์น้ำอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

1. การพัฒนาแบบจำลอง Routing ให้สอดคล้องกับสภาพจริง

เร่งพัฒนาและปรับปรุงแบบจำลองการเคลื่อนตัวของมวลน้ำ (Flood Routing Model) ให้สอดคล้องกับกายภาพลำน้ำในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้วิศวกรและนักอุทกวิทยาสามารถคำนวณช่วงเวลาที่มวลน้ำจะเดินทางไปถึงพื้นที่ท้ายน้ำ รวมถึงระดับน้ำสูงสุด (Peak Water Level) ได้อย่างแม่นยำ

2. การบูรณาการข้อมูลข้ามสายงานอย่างรวดเร็ว

เน้นย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่าง ฝ่ายอุทกวิทยา, ฝ่ายบริหารจัดการน้ำ และ หน่วยงานปฏิบัติการในพื้นที่ โดยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับน้ำ ปริมาณน้ำไหลผ่าน และผลการจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

3. การสื่อสารภัยพิบัติเชิงรุกร่วมกับจังหวัด

ประสานงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำผลการวิเคราะห์คาดการณ์ไปสู่การแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนอย่างชัดเจน ตรงเป้าหมาย และไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก

สรุปแนวทาง สทนช. มุ่งบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ลดผลกระทบประชาชน

การลงพื้นที่เขื่อนแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี ของรองเลขาธิการ สทนช. ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลและ สทนช. ในการเปลี่ยนผ่านจากการบริหารจัดการน้ำแบบตั้งรับ ไปสู่ การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก (Proactive Water Management)

ด้วยการนำเทคโนโลยีและแบบจำลองอุทกวิทยาที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ ควบคู่กับการแก้ไขข้อจำกัดด้านฐานข้อมูลในอดีต สทนช. เชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานท้องถิ่นในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเตือนภัย สภาพน้ำหลากได้อย่างทันท่วงที และสามารถปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนในลุ่มน้ำแม่กลองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

อ้างอิง : สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ