คืน ‘ต้นไม้’ ให้เมือง

คืน ‘ต้นไม้’ ให้เมือง

เมื่อพื้นที่สีเขียวคือดัชนีคุณภาพชีวิต เราจะพลิกฟื้นชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์ของคนกรุงได้อย่างไร

ท่ามกลางความร้อนแล้งของสภาพอากาศ ปัญหาฝุ่นควันมลพิษ ดูเหมือนว่าเครื่องฟอกอากาศตามธรรมชาติที่ถูกมองข้ามก็คือ พื้นที่สีเขียวในเมือง

ทั้งนี้มีข้อมูลยืนยันว่า ต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 9-15 กิโลกรัมต่อปี และช่วยลดอุณหภูมิโดยรอบได้ 2-4 องศาเซลเซียส มากไปกว่านั้น พื้นที่เหล่านี้ยังเป็นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่สร้างความสมดุลของระบบนิเวศได้อีกด้วย

 

หลายชีวิตในป่าเมือง

หลายปีก่อน มีการจัดกิจกรรม ‘Bangkok wild watch’ สำรวจสิ่งมีชีวิต โดยมูลนิธิโลกสีเขียว และนักวิทยาศาสตร์, นักนิยมธรรมชาติ, องค์การเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม, สถาบันการศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ, เก็บสถิติโดยรวมของพืช สัตว์ สิ่งมีชีวิตในเมือง ตามสวนสาธารณะต่างๆ และเผยแพร่ในหนังสือชื่อ ‘คู่มือชีวิตป่าเมืองกรุง’ (Guide to Common Wildlife of Bangkok) บ่งบอกได้ว่า คุณภาพป่าในเมืองของเรามีความอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้ใคร

5_2

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับสิ่งมีชีวิตมีความสำคัญมาก หลายท่านคิดว่ากรุงเทพฯไม่ค่อยมีสัตว์อะไรเลย หนังสือเล่มนี้จะบอกว่า ในกรุงเทพฯมีสวนสาธารณะอยู่ที่ไหนบ้าง และในสวนเหล่านั้นเราจะได้พบเจอสิ่งมีชีวิตอะไรบ้าง เหมาะกับคนที่อยากจะไปพักผ่อนในสวนสาธารณะในเมืองกรุง แล้วใช้หนังสือเล่มนี้เป็นไกด์บุ้คส์ 

สิ่งที่จะแนะนำให้รู้จัก เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก่อน เห็ด รา ไลเคน จะบอกได้ถึงคุณภาพอากาศ ถ้าท่านมีเวลาลองไปดูต้นไม้ที่บ้านท่านว่ามีสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เมืองไทยมีไลเคน 1,293 ชนิด เป็นถิ่นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก หอยทากจะออกมาหากินตอนกลางคืน เพราะต้องรักษาความชื้นของร่างกาย ถ้าออกมาตอนกลางวัน ร้อนเกินไป น้ำในตัวจะหายไปหมด หอยทากเป็นสัตว์เก่าแก่หลายล้านปี ไส้เดือนเป็นวิศวกรธรรมชาติ เขาจะพรวนดิน ทำให้ดินสะอาด ดินละเอียด ปลูกอะไรได้ดี แมงมุมทั่วโลกมี 40,000 ชนิด ในเมืองไทยมี 600 ชนิด บางชนิดมีหลายตา บางตัวมีสามตา บางตัวมีหกตา มีแปดขา กินเนื้อ กินยุง ชักใยได้ นอกจากนี้ยังมีผีเสื้อเป็นสัตว์ที่หลากหลายและสวยงามมาก" ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ พูดถึงหนังสือเล่มนี้ใน ‘เทศกาลบางกอกแหวกแนว’ ครั้งที่ 3 จัดโดยบ้านจักรพงษ์, มิวเซียมสยาม และสำนักพิมพ์ริเวอร์บุ้คส์ ก่อนจะเล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำสายหลักของกรุงเทพฯ

2_2

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์

“ในอดีตเราเรียกแม่น้ำเจ้าพระยาว่า แม่น้ำสยาม ใหญ่มาก ไหลลงสู่ทะเล มีทั้งน้ำเค็ม น้ำกร่อย น้ำจืด เป็นบ้านของปลาหลากหลายมากกว่า 1,000 ชนิด เดี๋ยวนี้เหลือ 200 ชนิด นอกจากปลาแล้วก็ยังมี เต่าน้ำ เขียด ตัวเงินตัวทอง ในเล่มยังมีอีกหลายอย่างที่เด่นและเป็นเอกลักษณ์ของระบบนิเวศกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ทากบก หนู ค้างคาว งู ตะขาบ กิ้่งกือ นก ดิฉันอาศัยอยู่ที่บ้านจักรพงษ์มากว่า 60 ปี ตอนนี้สัตว์น้อยลง ตอนวัยเด็กมี นกหัวขวาน มีบ่างบินลงมาอาศัยอยู่ในบ้าน 3-4 เดือน เดี๋ยวนี้ก็ยังมีสัตว์ มีนกอุดมสมบูรณ์ ถ้าคุณมีลูกหรือมีญาติ ดูหนังสือเล่มนี้จะได้ความรู้ ได้ความเพลิดเพลิน สนุกสนาน พ่อแม่สามารถใช้หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือพาเด็กไปเที่ยวในสวน แทนที่จะไปเดินในห้าง”

 

พื้่นที่สีเขียวในกรุง

แม้ว่าป่าในเมืองของเราจะมีสิ่งมีชีวิตค่อนข้างหลากหลาย เป็นทั้งปอดและแหล่งสันทนาการ แต่น่าเสียดายที่พื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯกำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ สวนทางกับเมืองใหญ่ทั่วโลกที่กำลังเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น 

ทั้งนี้มีผลวิจัยมากมายที่บอกว่า การได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีพื้นที่สีเขียว อยู่กับธรรมชาติ มีผลต่อสภาพจิตใจ ช่วยลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ลดความรุนแรง ลดการเกิดอาชญากรรม เป็นแหล่งพักผ่อน ส่งเสริมการรวมกลุ่มนันทนาการ ออกกำลังกาย พัฒนาคุณภาพชีวิต ลดมลพิษ สร้างความชุ่มชื้น กักเก็บน้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์มากมาย 

“องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ว่า เมืองทุกเมืองจะต้องมีพื้นที่สีเขียว 9 ตารางเมตรต่อคน สำนักสิ่งแวดล้อมกทม.ได้ประกาศไว้ในเว็บไซต์ จากสวนสาธารณะ 7 ประเภทในเมือง 50 เขตของกทม. ได้แก่ สวนหมู่บ้าน สวนชุมชน สวนระดับย่าน สวนระดับเมือง (เช่น สวนลุมพินี) สวนถนน สวนเฉพาะทาง รวมเป็น 38 ล้านตารางเมตรที่เรามี เมื่อมาคำนวนกับจำนวนประชากรทะเบียนราษฎร์ในกรุงเทพฯปี 60 มีอยู่ 57 ล้านคน แต่เราไม่ได้มีแค่นี้ มีประชากรแฝงอีก 30 เปอร์เซ็นต์ คิดออกมาแล้วพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมีอยู่ 5.23 ตารางเมตรต่อคน รวมสวนทางแยก สวนชุมชน แต่ถ้าเอาแค่สวนสาธารณะที่เข้าไปวิ่งได้จะไม่ถึงหนึ่งตารางเมตรต่อคน เป็นตัวเลขที่น่าสะพรึง สังเกตได้จากสวนลุมตอนเช้าๆ จะแออัดมาก การเข้าถึงสวนสาธารณะก็ยากมาก มากกว่า 5 กิโลเมตร นี่คือความเหลื่อมล้่ำในการเข้าถึงพื้นที่ที่เป็นสาธารณะจริงๆ เฉลี่ยแล้วคนกทม.ใช้ระยะทางในการเข้าถึงสวนสาธารณะ 4.5 กิโลเมตร

กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีถนนน้อย เมืองที่ดีต้องมีสัดส่วนของถนนไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ของกรุงเทพฯมี 7 เปอร์เซ็นต์ ถนนต่อพื้นที่เมือง 50 เขต ไม่ถึง 1500 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ถนนมีแค่ 100 กว่าตารางกิโลเมตร แต่ที่น้อยกว่าถนนคือทางเท้า มีแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ของถนนทุกเส้นในกรุงเทพฯ กรุงเทพฯเป็นเมืองที่ขยายตัวออกแผ่ไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีการลงทุนระบบขนส่งมวลชน คนไม่มีรถ เดินทางไม่ได้ รอรถเมล์ทีหนึ่งสองชั่วโมง คนก็ซื้อรถ เป็นเมืองที่พึ่งพารถยนต์ นำไปสู่การบริโภคน้ำมัน สิ่งที่ตามมาคือมลภาวะ" ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CESU) พูดถึงกายภาพของกรุงเทพฯ ระหว่างการเสวนา ‘2020 : ศักราชแห่งพื้นที่สาธารณะ(ทำมือ)ในกรุงเทพฯ’ 

IMG_8856

ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล

เมื่อสัดส่วนของถนนไม่สมดุลกับปริมาณรถยนต์ คนกรุงเทพฯจึงมีระยะเวลาเฉลี่ยในการอยู่บนรถประมาณ 300 ชั่วโมงต่อปี ผศ.ดร.นิรมล ชี้ให้เห็นถึงปริมาณรถยนต์บนท้องถนนของประเทศต่างๆ ว่ามีผลต่อความแออัดและคุณภาพชีวิต 

"อัตราการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ในกรุงเทพฯ เฉลี่ย 300,000 คันต่อปี คิดเป็น 500 เท่าของเยอรมัน ถนนเรามี 7 เปอร์เซ็นต์ ฝุ่นพิษมีปริมาณเพิ่มขึ้น รถยนต์ที่จดทะเบียนในกรุงเทพฯมี 11 ล้านคัน เฉลี่ยคนหนึ่งมีมากกว่าหนึ่งคัน ถ้ารถยนต์ทั้งหมดลงมาพร้อมกัน จะจอดตั้งแต่สี่แยกพระรามสี่ไปถึงบางนา มีคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเท่ากับ 23,000 ตึกของมหานคร กรุงเทพฯเป็นเมืองหนาแน่นต่ำ ประชากรต่อพื้นที่น้อย ฝรั่งเศส 20,000 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร ของเรา 3,800 น้อยกว่าเขา 7 เท่า แต่รู้สึกอึดอัด อยู่ปารีสไม่รู้สึกแออัด เพราะพื้นที่กว้าง รถน้อย คนใช้ระบบขนส่งสาธารณะ”  

4_2

 

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลที่บ่งบอกว่ากรุงเทพฯ ไม่เพียงมีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนคนต่ำกว่ามาตรฐาน ยังมีปริมาณรถยนต์ล้นเกิน นั่นหมายถึงคุณภาพชีวิตและความสุขของคนเมืองที่ลดน้อยถอยลงไปด้วย

6_2  

พื้นที่สีเขียวในโลก

ทำอย่างไรจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองกรุงให้ได้มากขึ้น เป็นโจทย์ใหญ่ที่ชวนให้ขบคิดและเหลียวมองตัวอย่างจากต่างประเทศ สำหรับประเทศที่เป็นต้นแบบของเมืองสีเขียวอย่าง ‘สิงคโปร์’ ความน่าสนใจก็คือ การเป็นเมืองแรกๆ ที่ใช้สีเขียวในการสร้างแบรนด์ จุดเริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ลีกวนยู ที่เห็นว่าหลังประกาศอิสรภาพ สภาพบ้านเมืองขณะนั้นถูกอังกฤษตัดต้นไม้ทิ้งไปหมดเหลือแต่โกดัง กลายเป็นเมืองท่าสกปรก จึงประกาศ ‘The Garden City’ เป็นวิสัยทัศน์ขึ้นในปี ค.ศ.1967 เป็นการเชื่อมสิ่งแวดล้อมเข้ากับเศรษฐกิจของเมือง

“เขาเริ่มปลูกต้นไม้ที่สนามบินก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้นักลงทุนที่เดินทางมาถึง เมื่อเดินออกมาจะรู้สึกว่าเมืองนี้ศิวิไลซ์ สามปีต่อมา ค.ศ. 1970 ปลูกได้ 50,000 ต้น เฉลี่ยวันละ 50 ต้น ปีค.ศ.1975 สิงคโปร์บอกว่าพื้นที่สีเขียวและการปลูกต้นไม้คือวาระแห่งชาติ ปลูกทุกสเกล ตั้งแต่เมือง ย่าน ชุมชน เอกชน หน่วยงานอุตสาหกรรมทุกแห่งต้องปลูกต้นไม้ไว้ในโครงการ ค.ศ.1991 ต้องมีพื้นที่ 0.8 เฮกตาร์ต่อพันคนเป็นสวนสาธารณะ และสามารถเข้าถึงได้ในระยะไม่เกินครึ่งกิโลเมตร 

ค.ศ. 2017 สิงคโปร์เป็นประเทศที่เขียวที่สุดในโลก 30 เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่สีเขียว ต้นไม้ล้านกว่าต้น พื้่นที่สีเขียวนับหมื่นไร่ สวนทางกับกรุงเทพฯที่มีเยอะแล้วลดลงเรื่อยๆ สวนสาธารณะเหลือ 13 แห่งจาก 300 แห่ง นโยบายป่าในเมือง คุณสร้างอะไรหนึ่งไร่ ต้องสร้างสีเขียวกลับมาหนึ่งไร่ แทรกๆ อยู่ตามอะไรก็ได้ ต้องรวมให้ได้ ผลลัพธ์นี้ทำให้มีสัตว์กลับมา มีสิ่งมีชีวิต 23,000 ชนิด มีนากกลับมา ปัจจุบัน พื้นที่สีเขียวที่สิงคโปร์มีคือ 56 ตารางเมตรต่อคน ถ้านับสวนทางแยกด้วยก็ 68 ตารางเมตรต่อคน พื้นที่สีเขียวนับเป็นหนึ่ง Facility (สิ่งอำนวยความสะดวก) ที่เมืองทั่วโลกจะต้องมีให้กับประชาชน" ผศ.ดร.นิรมล ย้ำถึงความสำคัญของพื้นที่สีเขียวในเมือง

ที่ฮ่องกง, มอสโก, โตเกียว เป็นเมืองที่ทุกสิ่งทุกอย่างกระจายตัวในระยะที่สามารถเดินถึง ขี่จักรยานถึง และใช้ระบบขนส่งมวลชนได้เต็มประสิทธิภาพ การไปทำงาน ไปจับจ่ายใช้สอย ไปทำธุรกรรม อยู่ในระยะที่เดินถึงทั้งหมด ตำแหน่งของบ้านมีผลต่อรูปแบบการใช้ชีวิต พลังงาน สุขภาพ และเงินในกระเป๋า การจะทำให้เมืองมีสภาพที่น่าอยู่จึงต้องเริ่มต้นมาจากการวางผังเมืองเป็นหลัก

"การพัฒนาใหม่ของเมืองครั้งแรกในโลกเริ่มต้นที่ปารีส เมื่อศตวรรษที่ 19 มีการเวนคืนพื้นที่ 300,000 ครอบครัว เพื่อไปทำถนน ไปทำชองเซลีเซ่ ด้วยการกำหนดว่า ขอให้การเข้าถึงสวนสาธารณะของคนในเมืองที่เป็นสาธารณูปการภายใน 10 นาทีเดิน เข้าถึงได้ด้วยการเดินเท้า ปรับปรุงพื้นที่ให้เมืองน่าเดิน ร่มรื่น พื้นที่ใต้ทางด่วนก็เอามาใช้ประโยชน์ มีการทวงคืนพื้นที่ริมแม่น้่ำเซน มาเป็นพื้นที่สาธารณะ ส่วนที่ลียง มีการเก็บภาษีมาพัฒนาเมือง พัฒนาระบบขนส่งมวลขน เอาพื้่นที่ค่ายทหารมาทำถนน ทำมิวเซียม กำหนดพื้นที่สีเขียว ทางเท้า ทางเดินชัดเจน มีปลูกต้นไม้ ในเมืองเดินได้หมด ทวงคืนถนนจาก 6 เลนลดเหลือ 2 เลน เพิ่มพื้นที่ให้จักรยานและทางเดินเท้า กิจกรรมและเศรษฐกิจต่างๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น อากาศดีขึ้น”

นั่นคือตัวอย่างในต่างประเทศ ส่วนกรุงเทพฯ จะสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวมากกว่านี้ได้หรือไม่ อยู่ที่วิสัยทัศน์และการจัดการพื้นที่ว่างเปล่า

“ถ้าเราอยากเป็นตามมาตรฐาน WHO เราจะต้องมีสวน 7 ประเภท ซึ่งเรามีอยู่แล้ว เอาพื้นที่ใต้ทางด่วน เฉพาะในเขตเมืองชั้นในมี 600 ไร่ เท่ากับสวนลุมฯสองสวน บวกสนามกอล์ฟ 40 กว่าแห่ง พื้่นที่ทหาร, พื้่นที่ศาสนสถาน 700 กว่าแห่ง สถานที่ราชการหลายร้อยแห่ง สร้างสวนอาคารไว้บนหลังคาที่มีขนาด 200 ตารางเมตรขึ้นไป ถ้าทำได้หมดนี้เราจะได้พื้นที่สีเขียวเท่ากับอัมสเตอร์ดัม แต่ถ้าอยากได้เท่าเบอร์ลิน เราต้องเอาริมถนนสายหลักทำเป็นพื้นที่สีเขียวให้หมด ความเหลื่อมล้ำจะน้อยลง” ผศ.ดร.นิรมล กล่าวทิ้งท้าย

ความหวังของการทำให้กรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ๆ ในประเทศไทยเป็นพื้นที่สีเขียว จึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน และการตระหนักร่วมกันของทุกคนว่า ต้นไม้มีความหมายเท่ากับคุณภาพชีวิต