วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ยืดหยุ่น-นิติธรรม-พัฒนา" คุณสมบัติ "ผู้นำ" ยุคโควิด

เหตุการณ์หญิงสาวกระโดดลงมาจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสพระโขนงเพื่อฆ่าตัวตาย เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพราะทนรับปัญหาชีวิตไม่ไหว โดยเฉพาะสภาพที่ต้องตกงานอย่างต่อเนื่องหลังจากติดโควิด แม้เธอหายป่วยแล้ว แต่ก็ยังถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าทำงาน คือ หนึ่งในตัวอย่างของผู้ได้รับผลกระทบร้ายแรงด้านเศรษฐกิจจากโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ตัวเองต้องกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ และสุดท้ายจบลงด้วยโศกนาฏกรรม

ไม่ต่างอะไรกับผู้คนอีกจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ เพียงเพราะไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและแม้ในมาตรการหลังๆ รัฐบาลได้เปิดช่องทางลงทะเบียนสำหรับผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน แต่ก็ยังมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังอยู่ดี เช่น ครอบครัวที่อาศัยอยู่ในชนบทห่างไกล คนชายชอบ หรือแม้แต่ผู้ป่วยติดเตียง

ขณะที่ "กลุ่มเปราะบาง" เช่น เด็กและผู้หญิงก็ได้รับผลพวงไม่แพ้กัน โดยจากข้อมูล "สถิติความรุนแรงในครอบครัว" ประจำปีงบประมาณ 2564 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พบว่า ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวมีมากขึ้นในช่วงโควิดระบาดระลอก 2-3 โดยเหยื่อถึงร้อยละ 81 เป็นเพศหญิงและความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือการทำร้ายร่างกาย ร้อยละ 64.5 สาเหตุส่วนใหญ่เป็นเพราะความเครียดที่มาจากมาตรการปิดสถานที่ งดกิจกรรมรวมกลุ่ม ทำให้ต้องอยู่กับครอบครัวมากขึ้น และมีปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ขณะที่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ไม่มีการดำเนินคดีถึงร้อยละ 78 อันเป็นผลพวงมาจากการแพร่ระบาดของโควิด และมาตรการปิดเมืองเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ คือ ตัวอย่างของผลกระทบที่เกิดจากโควิด-19 นอกเหนือจากมิติด้านสุขภาพและสาธารณสุขซึ่งสอดคล้องกับทัศนะของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ที่ชี้ให้เห็นว่า โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหาการตีตราทางสังคม เป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงและเด็กถูกทำร้ายจากสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวที่มากขึ้น กลุ่มผู้อพยพ คนไร้รัฐ เข้าไม่ถึงบริการในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงกลุ่มคนที่อยู่ในสถานกักกันต่างๆ ซึ่งมีคุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กล่าวเรื่องนี้ในเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 9 ที่จัดโดย TIJ ซึ่งธีมหลัก คือ "The International Virtual Forum: Resilient Leadership in Practice" โดยเวทีนี้เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญ และผู้กำหนดนโยบายที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาคได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด นโยบาย ผ่านการบรรยายในหัวข้อต่างๆ เพื่อเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับความเป็นผู้นำที่พร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคโควิด ซึ่งมีแนวโน้มว่าโลกทั้งโลกจะต้องอยู่กับสถานการณ์นี้ไปอีกนาน

เวทีเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอบรมหลักสูตรหลักนิติธรรมและการพัฒนา หรือ TIJ Executive Program on the Rule of Law and Development (RoLD) ที่จัดขึ้นโดย TIJ โดยในปีนี้ใช้ชื่อหลักสูตรอบรมว่า RoLD 2020: The Resilient Leader

"ยืดหยุ่น-นิติธรรม-พัฒนา" คุณสมบัติ "ผู้นำ" ยุคโควิด

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อนำแนวคิดเกี่ยวกับ "หลักนิติธรรม" ให้เป็นแว่นส่องสังคม เพื่อสร้างกรอบความคิดใหม่ๆ โดยเฉพาะเมื่อเราต้องตกอยู่ในช่วงเวลาวิกฤติที่ไม่คาดคิดมาก่อนจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งในเวลาเช่นนี้เป็นโอกาสที่ผู้นำในองค์กรต่างๆ จะนำหลักนิติธรรมมาปรับใช้ได้

"เพราะโรคระบาดทำให้เราได้เห็นถึงความไม่ยืดหยุ่นของกลไกด้านกฎหมาย ฉะนั้นผู้นำที่ดีต้องเป็นผู้นำที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง (resilient leader) และต้องคำนึงถึง 'หลักนิติธรรม' ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อฟื้นให้สังคมกลับมาเป็นปกติได้ เพราะหากไม่มีหลักนิติธรรม ผู้คนจำนวนมากจะถูกทอดทิ้ง สิทธิขั้นพื้นฐานจะถูกละเลย และถ้าหากใช้หลักนิติธรรมในทางที่ผิด ก็จะทำให้ความไว้วางใจต่อสถาบันต่างๆ ทางสังคมลดลง"ที่ปรึกษา TIJ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ปรึกษา TIJ ยังได้กล่าวว่า "ถึงเวลาที่ใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาส แสวงหาวิธีการใหม่ๆ ในการเอาชนะช่องว่างของความไม่เท่าเทียม สู้กับโรคระบาดร้ายแรง โดยมีหลักนิติธรรมเป็นธงนำ สร้างความสงบสุข สร้างชีวิตวิถีใหม่ไปด้วยกัน"

เพราะต้องไม่ลืมว่า "หลักนิติธรรม" คือ 1 ใน 17 เป้าหมายแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals ; SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

"ยืดหยุ่น-นิติธรรม-พัฒนา" คุณสมบัติ "ผู้นำ" ยุคโควิด

ณรงศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำการบริหารสถานการณ์วิกฤติจากปฏิบัติการช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่าที่ติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน สมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯเชียงราย ร่วมแชร์ประสบการณ์การรับมือโควิดที่ จ.ลำปาง ทำให้ได้ทราบว่าความสำเร็จของลำปางไม่ได้มีเฉพาะ "แอปฯ ลำปางพร้อม" ที่สามารถระดมประชาชนไปลงทะเบียนรอรับวัคซีนโควิดได้สูงที่สุดของประเทศในเวลาอันรวดเร็วจนโด่งดังเท่านั้น แต่ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ยังวางแนวทางการทำงานในแบบ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ด้วย

"เราใช้ข้อมูลทางสถิติมาออกแบบวิธีการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมจากการระบาดรอบแรก ลำปางมีประชากรกว่า 7 แสนคน มีผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการต่างๆ 4.2 หมื่นคน และในจำนวนนี้มี 6 พันคนที่อยู่ในกลุ่มที่ไม่เข้าข่ายจะได้รับความช่วยเหลือเลย เราจึงทำโครงการ 'ลำปางไม่ทิ้งกัน' โดยรวบรวมเงินของข้าราชการซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบมาได้ประมาณล้านกว่าบาท ช่วยทำอาหารแจกคนกลุ่มนี้ได้ 60 วัน โดยซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรที่ส่งของไปขายในตลาดไม่ได้ นั่นทำให้สามารถช่วยเหลือประชาชนกระทั่งพ้นวิกฤติในช่วงนั้น โดยใช้งบประมาณฉุกเฉินจากรัฐไปแค่แสนกว่าบาท จากที่ได้จังหวัดละ 5 ล้านบาท"

ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ บอกด้วยว่า การระบาดของโควิด-19 ทำให้เห็นว่า Resilient เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำในภาวะวิกฤติและในอนาคต ผู้นำจะต้องบอกความจริงกับประชาชนเพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงปัญหาในสถานการณ์ จะทำให้ช่วยกันอุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นได้เร็ว เมื่ออุดช่องโหว่ได้ก็สามารถกลับคืนมาจากภาวะวิกฤติได้เร็ว

จากบทเรียนของลำปาง ข้ามมาที่บทเรียนจาก "ชุมชนคลองเตย" ซึ่งเป็นชุมชนแออัดขนาดใหญ่ลำดับต้นๆของกรุงเทพฯ มีประชากรมากกว่า 1 แสนคน และมีชุมชนย่อยๆ อยู่ภายในถึง 43 ชุมชน เป็นแหล่งรวมของคนหาเช้ากินค่ำ รวมไปถึงผู้ด้อยโอกาส ชุมชนคลองเตยจึงเป็นตัวอย่างของความท้าทายต่อการจัดการปัญหาโควิดแบบ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

"ยืดหยุ่น-นิติธรรม-พัฒนา" คุณสมบัติ "ผู้นำ" ยุคโควิด

ศิริพร พรมวงศ์ หัวหน้าโครงการ "คลองเตยดีจัง" แชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ระบบฐานข้อมูล และให้ชุมชนมีบทบาทนำเพื่อช่วยจัดการวิกฤติโควิด-19 เพราะหากไม่ทำฐานข้อมูลจะไม่สามารถตรวจสอบผู้ติดเชื้อได้และจะไม่ทราบเลยว่ากลุ่มเปราะบางอยู่บริเวณใดบ้าง ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ "ระบบฐานข้อมูล" ที่ใช้เพียงแค่โปรแกรม excel หรือ google sheet เพื่ออัปเดตและติดตามให้ทราบว่ากลุ่มเสี่ยงอยู่บริเวณใด เพื่อประโยชน์ต่อการประสานงานร่วมกับประธานชุมชนและคนในชุมชน ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน คนในชุมชนส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และมีแรงงานต่างด้าวถูกกักตัวในชุมชนจำนวนมากจึงมีการทำข้าวกล่องแจกจากครัวกลางของชุมชน รวมถึงการแจกถุงยังชีพ ทำไปพร้อมๆ กับการควบคุมโรคระบาด เพื่อไม่ให้คลองเตยเป็น Super spreader

"ยืดหยุ่น-นิติธรรม-พัฒนา" คุณสมบัติ "ผู้นำ" ยุคโควิด

ขณะที่ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ บริษัท Sea Group แชร์ประสบการณ์การจัดการปัญหาโควิดของประเทศสิงคโปร์ โดยมองผ่านแนวคิด "3 อยู่" คือ อยู่รอด อยู่เป็น และอยู่ยืน

"อยู่รอด" หมายถึง Lockdown ปิดเมืองเป็นวงกว้าง  เพื่อหยุดการระบาดให้ได้, "อยู่เป็น" คือ New Abnormal เปิดเมืองบ้างแต่ยังไม่สมบูรณ์ กิจกรรมบางอย่างยังทำไม่ได้ และ "อยู่ยืน" คือ New Normal ที่มนุษย์เอาชนะไวรัสได้ แต่โลกอาจเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร

"Resilient Leader คือ ผู้นำที่พาคนในสังคมผ่านช่วง อยู่รอด อยู่เป็น และอยู่ยืน ได้อย่างสมบูรณ์ ประเทศสิงคโปร์ได้ดำเนินงานในช่วง 'อยู่เป็น' ค่อนข้างดี เพราะผู้นำตัดสินใจเร็ว เห็นได้จากการปิดประเทศ แม้ผู้ติดเชื้อยังมีไม่มาก เพราะพบว่าเชื้อโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ สามารถแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น หากปิดเมืองช้าไปเพียงนิดเดียวก็จะมีผู้ติดเชื้อในหลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่น หลักแสน ยากต่อการควบคุม"

"สิ่งสำคัญคือสิงคโปร์ยังคงตรวจหาเชื้อ แม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นแล้ว โดยเน้นการใช้ข้อมูลในการออกแบบระบบติดตามตัว เน้นการตรวจอย่างรวดเร็วให้กลุ่มอาชีพที่ต้องพบปะคนเยอะ เช่น คนขับแท็กซี่ และมีการแจกพวงกุญแจที่ติดตั้งบลูทูธให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้สามารถตรวจสอบและติดตามได้ทันทีหากเป็นผู้ติดเชื้อ และสามารถนำข้อมูลนั้นมาปรับแผนได้" ดร.สันติธาร ยกตัวอย่างความเป็น Resilient City ของสิงคโปร์

"คีย์เวิร์ด" ของ ดร.สันติธาร ที่สะท้อนคุณสมบัติสำคัญของ Resilient Leader คือ ไม่มีคนคนเดียวที่มีคำตอบทุกอย่าง ผู้นำต้องทำให้คนมาช่วยกันรับฟังและสื่อสารด้วยความเข้าใจให้มากที่สุด

"ยืดหยุ่น-นิติธรรม-พัฒนา" คุณสมบัติ "ผู้นำ" ยุคโควิด

สอดคล้องกับมุมมองของ ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ ที่ชี้ให้เห็นว่า "หลักนิติธรรม การพัฒนา และความเป็นผู้นำ" ล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน

"โรคระบาดโควิด-19 ไม่ได้เปลี่ยนแค่วิถีชีวิตของเราเท่านั้น แต่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันและความไม่ยุติธรรมในสังคมมากขึ้นด้วย ซึ่งเราสามารถนำหลักนิติธรรมมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้มากขึ้นได้ ฉะนั้น ผู้นำจะต้องมีความยืดหยุ่น พร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และใช้หลักนิติธรรมเป็นแนวทางชี้นำเพื่อสร้างสังคมที่มีสันติภาพและมีความเท่าเทียม ขณะที่ทัศนคติ ระบบ และทีมงานจะต้องมีความพร้อมต่อการบูรณาการ รวมถึงความสามารถในการออกแบบนโยบายใหม่ๆ ที่ตอบสนองปัญหาในอนาคต"

คุณลักษณะเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็จากความร่วมแรงร่วมใจของทุกคน ทุกฝ่าย ซึ่งบทบาทของ TIJ และหลักสูตร RoLD ก็พร้อมเป็นเวทีให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองระหว่างกัน เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แห่งการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังท่ามกลางวิกฤติโรคระบาด เพราะ "ความยุติธรรมเป็นเรื่องของทุกคน"