วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

“สมาคมนักข่าวฯ” จัดโครงการอบรมมองจีนยุคใหม่ฯ รุ่นที่ 8

“สมาคมนักข่าวฯ” จัดโครงการอบรมมองจีนยุคใหม่ฯ รุ่นที่ 8 เปิดเวทีสาธารณะ “จีนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก” กูรูมองจีนพัฒนาก้าวกระโดดแซงหน้าสหรัฐ สงครามเย็นยุคใหม่เริ่มแล้ว จีน-สหรัฐ ทำสงครามตัวแทน 7 สมรภูมิ

 เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้” รุ่นที่ 8 โดย น.ส.น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า โครงการอบรมเชิงปฏิบัติครั้งนี้ เป็นความร่วมมืออันดีระหว่างสมาคมฯ กับ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2561 ประเทศจีนมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของโลกรวมถึงประเทศไทย 

โครงการนี้จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนไทยเรียนรู้และทำความเข้าใจประเทศจีนในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เทคโนโลยี และวัฒนธรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญ และการเดินทางไปศึกษาดูงานในประเทศจีน ซึ่งการอบรมครั้งที่ 8 นี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–22 ต.ค. ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ประเด็นสำคัญ ทั้งเศรษฐกิจจีนในมิติใหม่ บทบาทของจีนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก ความร่วมมือไทย–จีนด้านเศรษฐกิจอวกาศ ตลอดจนได้ศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น มุมมองและวิถีชีวิตของคนจีนรุ่นใหม่ จากการได้ไปศึกษาดูงาน ณ มณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของจีน หวังว่าการอบรมครั้งนี้ จะช่วยให้สื่อมวลชนไทยเข้าใจประเทศจีนได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้านยิ่งขึ้น ประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดในการทำงานสื่อสารมวลชนให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างเต็มที่

จากนั้นเป็นการเสวนาเวทีสาธารณะในหัวข้อ “จีนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ นายกวี จงกิจถาวร อดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ และคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผอ.มูลนิธิอาเซียน

รศ.ดร.สมภพ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของจีนที่เป็นรูปธรรมสูงสุดก็คือเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีจีนมีพัฒนาการอย่างมาก ตามที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกล่าวมาหลายปี หัวใจสำคัญของหลักเศรษฐศาสตร์การเมืองคือวิถีการผลิต 2 เรื่องคือ 1.ความสัมพันธ์ทางการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องคนกับคน 2.พลังการผลิต เป็นเรื่องคนกับเทคโนโลยี  “สมาคมนักข่าวฯ” จัดโครงการอบรมมองจีนยุคใหม่ฯ รุ่นที่ 8

การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่เป็นรูปธรรมสำคัญของจีนคือ เทคโนโลยีที่จีนนำหน้าระดับโลก เช่น รถไฟความเร็วสูง เอไอ ซึ่งมีบทบาทมากในขณะนี้ รวมทั้งพลังงานทดแทนต่างๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น

“การที่จีนให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบต่อโลก คือเราได้ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ฟรี ที่เป็น Open Source ขณะที่สหรัฐอเมริกาจะเน้นเทคโนโลยีแบบมีค่าใช้จ่าย ต้องจ่ายเงินถึงใช้ได้ แต่ของจีนให้ใช้ฟรีเยอะหรือเสียเงินน้อยมาก จีนมีโอกาสนำเอาเทคโนโลยีราคาถูกออกสู่โลกแม้คุณภาพอาจจะไม่เท่าของสหรัฐฯ แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น” รศ.ดร.สมภพกล่าวและว่า แม้จะมีข้อระมัดระวังคือเรื่องความปลอดภัย แต่ก็ง่ายต่อการนำมาพัฒนาต่อยอด เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 

"ตัวอย่างเช่น โอเพ่นเอไอ ของสหรัฐฯ ที่ออกมาระบุว่าเริ่มควบคุมไม่ได้ และจะแฮ็กคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ทำมนุษย์เสี่ยงสูญพันธุ์ในไม่ช้า ดังนั้นเทคโนโลยีเอไอที่เป็นแบบโค้ดปิดถ้าควบคุมไม่ดีอันตรายมากกว่าแบบโค้ดเปิดของจีน ซึ่งอเมริกาไม่กล้าคุมเอไอเหล่านี้"  

รศ.ดร.สมภพให้เหตุผลว่า  เพราะเศรษฐกิจอเมริกาหากินกับภาคการเงิน ค้าขายหุ้น พันธบัตร ถ้าไปคุมเอไอจะกระทบต่อราคาหุ้นไฮเทคที่มีมูลค่าสูงมาก จะทำให้ฟองสบู่แตก แต่เศรษฐกิจจีนเศรษฐกิจที่อิงภาคการผลิต เห็นภาพชัดจับต้องได้ จึงได้รับฉายาว่าโรงงานของโลก 

  ส่วนถ้าจะให้มองจีนยุคใหม่อย่างไรนั้น ตนคิดว่าจีนมีสิ่งเหล่านี้ คือ 1.นวัตกรรม 2.ร่ำรวยรุ่งเรืองร่วมกัน จะต้องไม่สร้างปัญหากระจุกรายได้ในจีน แต่ต้องสร้างผลรวมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ไม่เฉพาะจีนแต่ประชาคมโลกด้วย เป็นความร่วมมือแบบพหุภาคี ไม่ใช่ทวิภาคีแบบที่ชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกทำอยู่ในขณะนี้ 3. การตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำ ซึ่งต้องได้รับการแก้ไข ต้องไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ตามอำเภอใจเหมือนที่ชาติใหญ่ทำกัน อยากบุกที่ไหนก็บุก 4. ต้องการให้โลกนี้พัฒนาร่วมกัน และมีธรรมาภิบาลโลก เป็นต้น

 รศ.ดร.ปิติ มองว่า สงครามเย็นครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือจีนกับสหรัฐฯ จะไม่รบกันโดยตรง จะไปมาหาสู่กัน แต่ไปปะทะกันในสมรภูมิอื่นๆ แทน สงครามเย็นวันนี้มีสามขั้ว  “สมาคมนักข่าวฯ” จัดโครงการอบรมมองจีนยุคใหม่ฯ รุ่นที่ 8

 ขั้วแรกกลุ่มประเทศโลกเหนือ (Global North)คือสหรัฐฯ โลกตะวันตก ยุโรป เกาหลี ญี่ปุ่น ขั้วที่สองกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) จีน รัสเซีย อินเดีย ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เป็นต้น และขั้วที่สามคือกลุ่มประเทศอิสลาม ซึ่งแตกตัวกันอยู่ แต่หากรวมตัวกันได้จะเป็นตลาดขนาดใหญ่และเป็นเจ้าของทรัพยากร 

“สิ่งที่เราเห็นคือกลุ่มประเทศโลกเหนือและกลุ่มประเทศโลกใต้พยายามดึงกลุ่มอิสลามมาเป็นพวก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานี้จึงเป็นหนึ่งมหาสงครามที่ช่วงชิงการจัดระเบียบ” รศ.ดร.ปิติกล่าว พร้อมเสนอ 7 สมรภูมิที่สหรัฐฯ และจีน อาจจะไม่รบกันโดยตรงแต่ทำผ่านสงครามตัวแทน  ได้แก่

1. สมรภูมิการค้า 2.สมรภูมิโลจิสติกส์  3. สมรภูมิสกุลเงิน หลายประเทศลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ  4 . สมรภูมิข่าวสารข้อมูล 5.สมรภูมิซอฟต์พาวเวอร์6. การเข้าไปแทรกแซงการเมืองผ่านเครือข่ายประชาชน การเข้าไปทำสงครามลับต่างๆ 7. ถ้าทั้ง 6 สมรภูมิข้างต้นสะสมมากๆ จะกลายเป็นการจุดระเบิดในบางพื้นที่ที่เป็นการยกแสนยานุภาพทางการทหารเข้าไปสู้รบกันจริง 

ในมุมมองของ  รศ.ดร.ปิติ ทั้ง 7 สมรภูมิอาจเริ่มต้นจากพื้นดินใต้ทะเล ไหล่ทวีปที่จะปะทุออกมาในแง่ของการแย่งชิงทรัพยากรกัน ไม่ว่าจะเป็นแรร์เอิร์ธ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ เช่น ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนอ่าวไทย

จากนั้นขยับขึ้นมาบนพื้นดิน ท่อก๊าซหรือสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่เชื่อมโยงระบบโทรคมนาคมของโลก จากใต้ดินขึ้นมาที่ผิวน้ำ ทั้งช่องแคบมะละกาที่เชื่อม 2 มหาสมุทรหรือพื้นที่อื่นๆ ขึ้นไปเหนือผิวน้ำคือสายการบินพาณิชย์ต่างๆ ที่จะมีการแข่งขันกันมากขึ้น รวมทั้งโดรนต่างๆ ที่จีนมีความเชี่ยวชาญ 

สมรภูมิต่อไปคือขั้วโลกทั้งเหนือ-ใต้ แล้วออกไปนอกโลก  ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำ และวงโคจรค้างฟ้า ในการเชื่อมโยงและมอนิเตอร์เศรษฐกิจโลก ไปจนถึงอวกาศห้วงลึก โดยเฉพาะขั้วใต้ของดวงจันทร์ ที่จีนเตรียมส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ ให้ไปถึงก่อนสหรัฐฯ  

“ที่ผ่านมาไทยหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง แต่เราจะสามารถทำนโยบายต่างประเทศของเราให้เป็นแบบประคองตัวและรักษาดุลอำนาจของทั้ง 2 ขั้วได้หรือไม่” 

 ด้านนายกวี กล่าวว่า ในช่วงแรกสื่อไทยรับรู้ประเด็นเกี่ยวกับจีนจากโลกตะวันตก โดยการแปลจากข่าวของสื่อตะวันตก ระยะที่ 2  ในยุคสี่ทันสมัย จีนเข้ามามีบทบาทในการสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง โดยมีการลงทุนงบประมาณเป็นหมื่นล้านในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่โลกตะวันตกพยายามดิสเครดิตจีน เรียกว่าเป็นสมรภูมิที่ 8 คือสมรภูมิข่าวสาร ที่ต่อสู้กันอยู่และยังบอกไม่ได้ว่าใครชนะ ซึ่งจีนทุ่มสุดตัว ไทยเป็นสมรภูมิใหญ่มากของจีนในภูมิภาค  “สมาคมนักข่าวฯ” จัดโครงการอบรมมองจีนยุคใหม่ฯ รุ่นที่ 8

ส่วนระยะที่ 3 คือในปัจจุบันมีสื่อไทยที่เข้าใจวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจจีนแบบที่คนจีนเข้าใจมากขึ้น นำเสนอในสิ่งที่จีนกำลังพูดถึงหรือโปรโมตอยู่ ซึ่งโลกตะวันตกจะไม่มีการเขียนหรือให้ความรู้แบบนี้ 

 สาเหตุที่ไทยเป็นสมรภูมิข่าวสารของจีนนั้น  นายกวีให้เหตุผลว่า  ถ้าข่าวที่ดีออกมาจากไทยก็จะสร้างการรับรู้ที่ดีในภูมิภาคอื่นทั่วโลก 

“แต่ที่ผ่านมาสื่อไทยเขียนข่าวที่แอนตี้จีน สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับจีนมาก ภาพลักษณ์ของจีนและไทยติดกัน เหมือนปาท่องโก๋ ถ้าภาพลักษณ์จีนไม่ดีภาพลักษณ์ไทยก็ซวยไปด้วย ดังนั้นประเทศไทยรายงานเกี่ยวกับประเทศจีนจึงมีผลต่อภูมิภาคอื่นๆ ไทยเป็นสะพานเชื่อมจีนเข้าสู่อาเซียน ถ้าความสัมพันธ์ไทยจีนไม่ดีจีนก็ได้รับผลเสียไปด้วย จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องเข้าใจจีน โดยความสัมพันธ์ไทยจีนต้องเป็นไปในลักษณะของ หุ้นส่วน เท่าเทียม สันติภาพ”