"เอกนิติ" เผยไทยเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เปลี่ยนภาพลักษณ์บนเวทีโลกผ่านนวัตกรรมอย่าง พร้อมเพย์ และ AI นกกระซิบ มองเป็น Second Take-off เศรษฐกิจไทย เสนอขับเคลื่อนปฏิรูปผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ คว้าโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน
ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้สัมภาษณ์ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ถึงความสำเร็จครั้งใหญ่ของไทยในการรีแบรนด์ภาพลักษณ์ของประเทศบนเวทีเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่บทบาทในเวทีระหว่างประเทศลดน้อยลงไป
ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ของไทยในรอบ 35 ปี ซึ่งเป็นการประชุมที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะเปรียบได้กับโอลิมปิกทางการเงินของโลก ซึ่งครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน สูงที่สุดในประวัติศาสตร์
สิ่งนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พิสูจน์ศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นมาเป็นทั้งผู้นำและผู้กำหนดวาระโลก ผ่านการถ่ายทอดซอฟต์พาวเวอร์ และวัฒนธรรมไทย เช่น มวยไทยที่สอดแทรกค่านิยมการเคารพกติกาสากล
ตลอดจนเสน่ห์ความอบอุ่นของคนไทยที่ทำให้ประธานธนาคารโลกเอ่ยปากยกย่องว่าเปรียบเสมือน "บ้านหลังที่สอง" ของผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน
"ประธานธนาคารโลกบอกผมว่า เขาไม่เข้าใจว่าคนไทยมีวัฒนธรรมอะไร ที่ทำให้คนทุกคนที่มาอยู่ที่นี้ ซึ่งมีความแตกต่างกัน มีความเห็นต่างกัน เข้ามาลงเรือลำเดียวกัน และทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนกับอยู่บ้านหลังที่ 2 ของตัวเอง"
การรีแบรนด์ดังกล่าว ยังได้รับการต่อยอดให้เห็นเด่นชัดผ่านนิทรรศการ Royal Pavilion ที่นำเสนอหลักการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และการสืบสาน ต่อยอดของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
สะท้อนผ่านนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF ได้เชิญพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปใช้อ้างอิงกล่าวปิดการประชุมใหญ่ มีใจความว่า ประโยชน์ต่าง ๆ ที่เราทำ ต้องใช้เวลาสะสมไปเรื่อย ๆ และทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมกันทำ แล้วผลที่ดีจะเกิดขึ้นกับประชาชนและเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (DPI) ทั้งระบบพร้อมเพย์ แอปพลิเคชันเป๋าตัง และนวัตกรรม AI "นกกระซิบ" ซึ่งประธานธนาคารโลกได้นำไปยกตัวอย่างบนเวทีโลก ในฐานะนวัตกรรม AI ต้นแบบสำหรับช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยกว่า 1 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน วิเคราะห์ยอดขาย และบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ไทยยังได้เสนอกรอบทิศทางเศรษฐกิจใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การมุ่งสู่ขอบฟ้าใหม่ที่พร้อมรับทั้งโอกาสและความเสี่ยง (Entering New Horizon), การยกระดับศักยภาพของประชาชน (Empowering People)
, และการสร้างความยืดหยุ่นในการปรับตัว (Building Resilience) ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลสำเร็จของการจัดประชุมในครั้งนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการทะยานขึ้นครั้งที่สอง หรือ Second Take-off ของเศรษฐกิจไทย หลังการบินขึ้นครั้งแรกในการเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2534
โดยหลังจากนี้ ประเทศไทยจะเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจให้มั่นคงในปัจจุบัน (Stabilize Today) การเร่งเปลี่ยนผ่านมุ่งสู่พลังงานสะอาด (Transition Now) และการเร่งลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต (Invest for Tomorrow) เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป
“การเป็นเจ้าภาพ World Bank - IMF ครั้งนั้น เมื่อปี 2534 ผมเรียกว่าเป็นการ First Take-off หรือการบินขึ้นครั้งแรกของเครื่องบินที่ชื่อว่าประเทศไทย แต่เราอาจจะบินขึ้นเร็วไปจนเจอวิกฤตปี 2540 แต่วันนี้เป็น ‘Second Take-off’ ของเรา ซึ่งเราต้องทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีและต่อเนื่อง”





