“ดนุชา” ฉายภาพความสำเร็จไทยเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank นำประเทศกลับสู่สปอตไลต์ ชี้การบ้านต้องเดินต่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 โจทย์ใหญ่
KEY POINTS
- เลขาฯ สภาพัฒน์ฉายภาพความสำเร็จไทยเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank นำประเทศกลับสู่สปอตไลต์โลก
- ชี้การบ้านต้องเดินต่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 โจทย์ใหญ่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงลงทุนไฮเทคเข้าห่วงโซ่อุปทานใหม่ จัดระบบโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ยกกระดับการศึกษา และแรงงาน รักษาวินัยการเงินการคลัง
- ย้ำต้องเตรียมรับความเสี่ยง ทั้งภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤติพลังงาน นำประเทศก้าวสู่ New Horizon
ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) MF-World Bank วันที่ 12-18 ต.ค.2569 เป็นเจ้าภาพในรอบ 35 ปี
การประชุมครั้งนี้ไทยได้รับเสียงชื่นชมมากในการเป็นเจ้าภาพ ขณะที่ภาครัฐ และเอกชนมองเป็นโอกาสทำให้ไทยกลับสู่ “จอเรดาร์โลก” แต่ยังมีการบ้านหลายข้อที่ไทยต้องทำหลังจากนี้
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ มีเสียงตอบรับจากผู้ร่วมประชุม และผู้นำระดับโลกจากหลายประเทศชื่นชมศักยภาพ และการบริหารจัดการงานของไทยว่าทำได้ดีมาก
เวที IMF-World Bank ครั้งนี้จึงช่วยปักหมุดให้ไทยกลับมาอยู่ภายใต้สปอตไลต์ประชาคมโลกอีกครั้ง ประเทศไทยได้ใช้โอกาสนี้สื่อสารชัดเจนถึงความพร้อม และทิศทางการพัฒนาในอนาคต
ประเทศไทยได้ประกาศจุดยืนของไทยบนความท้าทายระดับโลก 5 ด้านหลักที่ทั่วโลกเผชิญ ได้แก่ ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเข้ามาของเทคโนโลยี AI ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และปัญหาเงินเฟ้อที่เป็นความท้าทาย
"ไทยได้สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และพันธมิตรต่างชาติว่าหากมาลงทุนหรือร่วมมือกับไทยทั้ง 2 ฝ่ายจะเติบโต และได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งในมิติเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน" นายดนุชา กล่าว
นอกจากนี้ไทยได้แสดงให้เห็นแนวคิดสำคัญในแผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ “Bangkok Blueprint” ที่เป็นพิมพ์เขียวปราบปรามภัยทางการเงิน และสแกมเมอร์ข้ามชาติ และโชว์เคสการประยุกต์ใช้ AI ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ในส่วนของนกกระซิบ ที่ตอบโจทย์เรื่อง Small AI ที่ธนาคารโลกสนับสนุนให้ประชาชน และเอสเอ็มอีเข้าถึงได้ง่าย
ซึ่งในมุมมองนี้แตกต่างไปจากเดิม ปกติเวลาพูดถึง AI มักมองที่เทคโนโลยีขั้นสูงหรือแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ แต่ไทยทำโครงการ “Small AI” ผ่านโครงการนกกระซิบ ซึ่งประธานธนาคารโลกนำเคสนี้ไปกล่าวชื่นชมบนเวทีโลกด้วย
“ประธานธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า Small AI ของไทยเป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ในการนำ AI ขนาดเล็กที่ตรงความต้องการจริงมาช่วยคนตัวเล็ก และผู้ค้าทั่วไปเพิ่มรายได้ และโอกาสทางธุรกิจ โดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีราคาสูงหรือซับซ้อนเกินไป และเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จบนเวทีโลก” นายดนุชา กล่าว
4 โจทย์สำคัญเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย
สำหรับประเด็นที่เป็นสถานการณ์ที่ส่งผลท้าทายต่อเศรษฐกิจโลกที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งเป็น โจทย์ใหญ่ในการขับเคลื่อนและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเดินหน้าต่ออย่างมั่นคง 4 เรื่องหลัก ได้แก่
1.) การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน และการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยภาครัฐทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒน์ และภาคเอกชน เห็นความสำคัญต้องบูรณาการทำงาน
รวมทั้งมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหัวหอกดึงการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมกับเชื่อมธุรกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ใหม่ ขณะเดียวกันต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และขีดความสามารถการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรมเดิม เช่น เกษตรกรรม และภาคบริการ
ทั้งนี้แม้ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ปริมาณหนี้สาธารณะของสหรัฐอยู่ระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สูงขึ้น ประกอบกับแรงกดดันเงินเฟ้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหา Geopolitical Fragmentation และภัยพิบัติจาก Climate Change ที่ยังคงอยู่ แต่โอกาสเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นวัฏจักรขยายตัวดี
รวมถึงประเด็นสำคัญเมื่ออุตสาหกรรมอาหารที่เป็นจุดแข็งของไทย ท่ามกลางภาวะภัยพิบัติโลกที่ส่งผลให้ปริมาณการผลิตอาหารทั่วโลกลดลง ซึ่งไทยมีโอกาสสูงมากในการทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตอาหารป้อนสู่ตลาดโลก
วางกรอบโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้ชัด
2.) การวางโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ซึ่งที่ผ่านมาการพัฒนา Data Center ยังกระจัดกระจาย และขาดกฎระเบียบชัดเจนจึงต้องจัดระบบโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ให้มีความเฉพาะเจาะจงขึ้น เพื่อสร้างกำลังการคำนวณ (Computing Power) ที่เพียงพอ และเหมาะสมสำหรับภาคธุรกิจไทยในการนำไปต่อยอด
3.) การรับมือสังคมสูงวัย การปรับระบบการศึกษา และตลาดแรงงาน โดยไทย และหลายประเทศในเอเชียกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) รวดเร็ว
ขณะที่เทคโนโลยี AI กำลังมาแทนที่ตำแหน่งงานที่มีลักษณะทำซ้ำ (Repeated Jobs) ในอีก 10 ปีข้างหน้า จึงต้องเร่งปรับระบบการศึกษาไปสู่การเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ และร่วมมือภาคเอกชนออกแบบหลักสูตรให้ตรงความต้องการตลาดแรงงาน เพื่อให้ผู้จบการศึกษาเข้าสู่งานได้ทันที โดยไม่เสียเวลาฝึกใหม่ พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
“สภาพัฒน์” ต้องย้ำรักษาวินัยการคลัง
4.) การรักษาวินัยการเงินการคลัง และการบริหารความเสี่ยง แม้ภาคการเงิน และสถาบันการเงินไทยแข็งแกร่งสูงมาก แต่ภาคการคลังมีพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) แคบลงเหลือ 4% เศษเท่านั้น
ทั้งนี้เป็นผลกระทบสะสมมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และการต้องเตรียมงบประมาณรับมือภัยพิบัติจาก Climate Change แต่ไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 280,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นมากแก่นักลงทุนต่างชาติ
“ไทยจำเป็นต้องรักษาวินัยกา
รคลังเคร่งครัด รัฐบาลตั้งเป้าจัดทำงบประมาณขาดดุลลดลงอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3% ของ GDP เพื่อขยายพื้นที่การคลังระยะยาว โดยปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายให้คุ้มค่าสูงสุด และไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะตามเกณฑ์วินัยการคลังหากไม่เกิดวิกฤติรุนแรง” นายดนุชา กล่าว ![]()
เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ขณะที่ประเด็นการรับมือความผันผวนราคาพลังงานโลกที่กระทบเงินเฟ้อ และค่าครองชีพมาก ซึ่งสภาพัฒน์มองว่า ราคาก๊าซธรรมชาติ (Spot Rate) ยังทรงตัวระดับสูงเกือบ 30 ดอลลาร์ รวมถึงราคาน้ำมันโลกยังสูงมากเป็นปัจจัยเร่งภาวะเงินเฟ้อ
สำหรับทางออกระยะยาวต้องเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) เพื่อลดพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเร็วที่สุด ขณะที่มาตรการระยะสั้นได้มีรัฐวิสาหกิจ คือ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) รวมถึงบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ทำสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติระยะยาวราคาต่ำ ซึ่งช่วยชะลอการขึ้นค่าไฟฟ้า และบรรเทาค่าครองชีพประชาชนระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ การส่งเสริมลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสิ่งสำคัญ โดยปัจจุบันอัตราการเปิดรับใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV Adoption Rate) ในไทยเติบโตเร็วเกิน 30%
นอกจากนี้ภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายส่วนเกินเข้าสู่ระบบ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนได้เห็นผล
แนะไทยก้าวข้ามความเชื่อเดิม
นายดนุชา กล่าวว่า จากการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World bank ครั้งนี้นานาชาติแสดงความสนใจ และมองเห็นพัฒนาการเชิงบวกของไทยชัดเจน จึงอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนให้ช่วยเปิดใจมองเห็นการปรับตัว และพัฒนาการที่ดีขึ้นของประเทศ โดยต้องการให้ไทยก้าวออกจากเสียงสะท้อนที่เป็นความเชื่อเดิม ที่เปรียบเหมือนห้องที่อยู่ในเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ที่เป็นลบกับประเทศ
รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยเพราะเมื่อมีความเชื่อมั่น และร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจะขับเคลื่อน และนำพาประเทศสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็น "ขอบฟ้าใหม่" (New Horizon) ได้มั่นคง และยั่งยืนร่วมกัน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





