วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชีวิต‘ใส’คนริมคลอง กับฝันไกลสู่เวนิสตะวันออก

 

“นํ้าท่วมขัง หรือ “นํ้ารอการ ระบาย” ไม่ว่าจะเรียก อย่างไร นี่ก็คือปัญหา ซํ้าซากของกรุงเทพมหานครที่เกิดขึ้นทุกครั้ง เมื่อฝนตก กรุงเทพฯ เกือบกลายเป็นเมืองบาดาล เมื่อปี 2554 คือภาพเหตุการณ์ยังคงแจ่มชัด ในใจคนไทย  วันนี้เพื่อแก้ปัญหาข้างต้น รัฐจึงเลือก 9 คลองในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ คลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร คลองบางเขน คลองสามวา คลองลาดบวัขาว คลองบางซื่อ คลองประเวศบุรีรมย์ คลองพระโขนง และคลองพระยาราชมนตรี พัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลอง ขยายคลอง ระบายนํ้าให้กว้างขึ้น ขุดให้ลึกมากขึ้น และสร้างเขื่อนริมคลอง  ควบคู่กันก็คือการแก้ปัญหาให้กับ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ที่อาศัยอยู่ริมคลองซึ่งปลูกสร้างบ้านรุกลํ้าลําคลอง มากขึ้นทุกที จนเป็นอีกต้นเหตุของปัญหา การระบายนํ้า  วันนี้จึงเริ่มมาตรการนําร่อง “ขยับ” พื้นที่และสร้างบ้านใหม่ให้ถูกต้อง แก้ไข สภาพเสื้อมโทรม สามารถเข้ถึงบริการของรัฐ พัฒนาคุณภาพชีวิและเศรษฐกจิรอบชมุชน จัดระเบียบภายใต้แผนยุทธศาสตร์การ พัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559-2568) ในคลองลาดพร้าว ที่ประเดิมด้วย 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ 54 ชุมชน เพิ่มสินร่วมใจ ชุมชนหลังกรมวิทยาศาสตร์ และชุมชนวังหิน ภายในงาน เวทีสานพลังชุมชนท้องถิ่น เข้มแข็ง สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2 ประจําปี 2561 จากสาระสําคัญ ในการเสวนาเรื่อง “การพัฒนาที่อยู่อาศัย ชุมชนริมคลอง” เผยให้เห็นภาพบ้านเรือน หลากสีสันริมคลองจากฝีมือการเลือก ออกแบบและตกแต่งของเจ้าของบ้านที่ เข้าร่วมโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลอง ที่แล้วเสร็จ มีภาพกิจกรรมภายในชุมชน ที่แสนเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น อีกทั้ง ยังนําโมเดลบ้านที่ออกแบบโดยชาวบ้าน มาเผยให้เห็นเป็นตัวอย่าง ธนัช นฤพรพงษ์ ผู้ช่วยผู้อํานวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) กล่าวว่า เป็าหมายในระยะต้น เริ่มที่การพัฒนาชุมชน ริมคลองลาดพร้าว พัฒนาที่อยู่อาศัยและ สร้างแนวเขื่อนริมคลองลาดพร้าว-คลอง บางซื่อ ครอบคลุม 52 ชมุชน 7,081 ครัวเรือน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ประชาชน และแก้ปัญหาการระบายนํ้า “เพราะอะไรจึงเลือกคลองลาดพร้าวพื้นที่ นําร่อง เพราะที่นี่เป็นคลองเก่าแก่ที่ขุดสมัย รัชกาลที่5 เมื่อก่อนเป็นคลองน้ำใส อาบน้ำได้ ตกปลาได้ แต่ปัจจุบันพบว่าคลองเน่า โดย สภาพของคนที่อยู่ที่นี่เป็นผ็บุกรุกนานกว่า 60-70 ปี ปลูกบ้านไม่ถูกสุขลักษณะมานาน”  ผู้ช่วยผู้อํานวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวอีกว่า วิธีการแก้ไขคือ ต้องรื้อย้ายบ้านที่สร้างอยู่ในคลอง หรืออยู่ใน แนวเขื่อนออกมา เพื่อปรับ ผังชุมชนใหม่ ในที่ดินเดิม และเนื่องจากพื้นที่แต่ละชุมชน มีจํากัด ดังนั้น จึงต้องรื้อบ้านเพื่อสร้างใหม่ ทั้งชุมชน โดยแต่ละครอบครัว จะได้รับการ จัดสรรที่ดินเท่ากัน เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกัน ในชุมชนเดิมได้  “การจะเข้าไปแก้ปัญหาที่นี่ จะต้องคุยกัน ให้ชาวบ้านทั้งหมดมาดูโครงการเอง ให้เขาคิด ให้คุ้มค่าที่สุด ในด้านการสร้างสุขภาพยั่งยืน ของพี่น้องชาวไทยทุกคน “ในอดีตโรคภัยไข้เจ็บคนไทยยังเป็น โรคติดเชื้อ แต่ปัจจุบันหลายสิบปีที่ผ่านมา 3 ใน 4 การเสียชีวิตของคนไทยเกิดจาก โรคพฤติกรรมที่ไม่ถูกสุขภาวะ ซึ่งหากพึ่งพา กําลังของหน่วยบริการสาธารณสุขอย่าง เดียวคงไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาด้าน นี้ แม้ที่มา สสส.เป็นการเรียนรู้จากหลาย ประเทศมาก่อน แต่ไทยถือเป็นประเทศที่มี การนํามาปรับใช้และปฏิบัติได้จริงจนสร้าง ผลลัพธ์ความสําเร็จหลายด้าน ผ่านการสร้างกลไกใหม่ โดยนําวิธีการ ทํางานเกี่ยวกับการเปลี่ยนพฤติกรรมและ วิถีชีวิตคนไทยด้านสุขภาพใหม่ ที่เรียกว่า ง่ายๆ ว่า “สร้างนําซ่อม” ด้วยการให้ความรู้ ที่ถูกต้อง (health education) สร้างและร่วมตัดสินใจเองว่าจะอยู่บ้านแบบไหน สิ่งที่แตกต่างจากโครงการอื่นๆ คือรัฐบาล เห็นว่าชาวบ้านสามารถดําเนินการเองได้” อัญชิสา หัดจุมพล ปฏิบัติการชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ให้ข้อมูลว่า ภาพเดิมที่บ้านยื่นเข้ามาในคลอง พอช. ได้ออกแบบให้บ้านขยับขึ้นมาด้านบน โดยชาวบ้านต้องเช่าที่จากกรมธนารักษ์ ในส่วนของบ้านและงบประมาณในการสร้าง สาธารณูปโภคต่างๆ รัฐบาลอุดหนุนส่วนหนึ่ง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นภาระการผ่อนจ่าย ของเจ้าของบ้าน ในงบประมาณนี้เราจะ สร้างที่อยู่อาศัยสําหรับผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น “การออกแบบบ้านจะออกแบบตาม บริบทพื้นที่ว่าสามารถจัดสรรพื้นที่ให้คนใน ชุมชนทั้งหมด ว่าสามารถอยู่อาศัยได้ครบ ทุกครัวเรือนหรือเปล่า บางชุมชนมีพื้นที่มาก พอที่จะสร้างเป็นบ้านเดี่ยวได้ก็สร้างเป็น บ้านเดี่ยว ถ้าครอบครัวไหนที่เป็นครอบครัว ใหญ่ก็จะมีบ้านขนาดใหญ่ขึ้น แต่ต้อง คํานึงถึงภาระการผ่อนจ่าย”  โดยยังกล่าวต่อว่าสถาบันฯ ส่งเสริม ให้ชุมชนลุกขึ้นมาทําด้วยตัวเอง โดยมี การลงไปทําความเข้าใจในกระบวนการแรก

กรรมการ หรือผู้สนใจที่อยากลุกขึ้นมาทำงาน ร่วมกัน ทั้งทําความเข้าใจให้คณะใหญ่และ ลูกบ้านฟัง กลายเป็นเกิดคนทํางานที่ เกิดจากชุมชนแท้จริง  “สําหรับในการบริหารจัดการเงินและ งบประมาณที่ลงไปในชุมชน จะต้องเรียนรู้ และบรหิารจดัการกนัเอง แต่เราราจะมีการสอน และประเมินระบบการจัดการบัญชีจากกรม ส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจสอบบัญชี พอเขาเก่งแล้ว สามารถไปสอนชมุชนอื่นได้ด้วย ในการออกแบบวางผังบ้านก็จะเกิดจาก ความคิดของคนในชุมชน แต่ต้องตกลงกัน ลงมติกันว่าอยากได้บ้านแบบไหน คุยกับ สถาปนิกเราโดยเราไมคิดค่าใช้จ่าย ราคาบ้าน ก็เลยประหยัดลงไปเยอะ สิ่งสําคัญการที่ ชาวบ้านได้ทําเอง ก็คือบ้านและโครงการ ของเขาเลย เราก็แค่เป็นพี่เลี้ยงในการ สนับสนุนพัฒนา” อัญชิสา กล่าว ด้านผู้แทนชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ 54 เขตสายไหม อวยชัย สุดประเสริฐ กล่าวว่า จากเดิมศาลเจ้าพ่อสมบุญ 54 เป็นชุมชนอิสระไร้สังกัดและอยู่ในสถานะ ผู้รุกลํ้าริมคลอง ปัจจุบันเป็นหนึ่งในชุมชนที่ ถอดบทเรียนจากโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ประสบความสําเร็จ เขาเล่าว่าชุมชนเดิมทีอยู่ในคูคลอง พอเข้าโครงการ สมาชิกทุกคนต้องเข้า โครงการด้วยการโยกย้ายขึ้นไปอยู่บนบก ตามแนวนโยบาย ทั้งนี้เพื่อบ้านที่มั่นคงขึ้น ลูกหลานก็จะอยู่มั่นคงขึ้น อยู่อาศัยแบบ ถูกสุขลักษณะ ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่ ผู้บุกรุกอย่างเดิมที่เคยเป็นมา และจะเป็น ที่อยู่ในอนาคตข้างหน้า เรื่องสาธารณสุข ก็จะดีขึ้น ถ้าพี่น้องได้เข้าร่วมโครงการทง้ัหมด ก็จะปรับปรุงให้ดีขึ้น มีการเดินทางที่ดีขึ้น คมนาคมทางเรือ รถไม่ติด หลังจากเขื่อน เสร็จการสัญจรทางนํ้าก็จะสะดวก สองฝั่ง คลองก็สวยงาม ในอนาคตข้างหน้าบ้านเมือง ริมคลองจะเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด “ผมมองภาพในอนาคตถึงความสมบรูณ์ ของคนริมคลองว่า จะมีทั้งอาชีพ สุขภาพ อย่างโครงการของ สสส.ที่เข้ามาช่วย สนับสนุนหลังทําบ้านเสร็จ ก็มีทั้งส่งเสริม ด้านอาชีพ ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และ เด็กๆ ที่จะเติบโตในอนาคต ต่อไปชุมชนจะ มีสุขภาวะที่ดี ลูกหลานปราศจากยาเสพติด ขยะไม่มี เป็นเรื่องที่ชุมชนต้องตระหนักและหันมาดูแลตัวเอง โดยการสนับสนุนของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” แน่นอนว่าในแง่ความแตกต่างของ คุณภาพชีวิตผู้อยู่อาศัยย่อมแตกต่างกัน ระหว่างชุมชนที่พัฒนาแล้วกับชุมชนที่อยู่ ระหว่างการพัฒนาหรือมีแผนที่จะพัฒนา โดยในด้านกายภาพ สงิ่ทมี่องเหน็ทนัทคีอืสภาพ บ้านเรือนที่สวยและเป็นระเบียบมากขึ้น “เดิมทีคนในชุมชนก็จะมีรถเข็น ค้าขาย ถนนในชุมชนก็จะสัญจรได้แค่จักรยานยนต์ ที่วิ่งสวนกันในทางเล็กๆ ซึ่งไม่สามารถทํา อะไรได้มาก เมื่อบ้านเสร็จแล้วเราสามารถ ดําเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิต อย่างเด็ก เราลงไปตรวจสอบเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือมีการจัดสอนพิเศษบ้างในชุมชน มีกิจกรรมจิตอาสาเข้าไปในชุมชนมากขึ้น เช่น สอนหนังสือ ตัดผมฟรี หรือสอนอาชีพ ” ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตก็จะร่วมกับ กระทรวง พม. มีราชภัฏพระนครฯ มาพัฒนา ด้านวิชาการ เด็กๆ ก็จะมีจัดกิจกรรมเดิมที เสาร์ อาทิตย์เด็กก็จะเล่นเกม ติดโทรศัพท์ ไม่ทําอะไร พอกิจกรรมเข้ามาเขาก็มีโอกาส ด้านอื่นๆ มากขึ้น ออกกําลังกาย ผ็สูงอายุ ก็มีกิจกรรมทํา เดิมชุมชนแบบเดิมก็แก้ไข ปัญหารวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมได้ยากเพราะ เป็นชุมชนแออัด พอเป็นชุมชนเปิดมากขึ้น ก็เข้าถึงบริการของรัฐได้ง่ายขึ้น สสส. มีส่วน เข้ามาในด้านของการพัฒนาคุณภาพชีวิต จะเน้นเรื่องการบริหารจัดการนํ้า เรื่องความ ปลอดภัยในชุมชน สนับสนุนงบประมาณ ในการดําเนินการและสร้างภาคีเครือข่าย ที่เรียกว่าเครือข่ายชุมชนริมคลอง น่ามอง น่าอยู่ เพื่อที่จะดําเนินการต่อยอดเรื่องการ พัฒนาที่อยู่อาศัย” นักปฏิบัติการชุมชน พอช. ให้ข้อมูล ขณะนี้บ้านที่ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ ดําเนินการพัฒนาไปแล้ว 2,500 ครัวเรือน จากทั้งหมด 7,081 ครัวเรือน ถ้าคิดเป็น เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ 36% สิ่งเหล่านี้ จะสําเร็จได้ก็ต่อเมื่อตัวชาวบ้านเอง เห็นประโยชน์ แต่สุดท้ายหากจะยั่งยืนได้ ก็ต้องเกิดจากชาวบ้านเช่นเดียวกัน  “ผมคิดว่าการสร้างบ้านไม่ยากเท่า การรักษาบ้าน จุดสําคัญที่จะทําให้โครงการ ประสบความสําเร็จก็คือตัวชาวบ้านเอง ที่เห็นประโยชน์ของเรื่องนี้ ที่มองว่าหาก ร่วมโครงการนี้แล้ว ประโยชน์ก็จะเกิดกับ ส่วนตนด้วย มีบ้านที่ถูกสุขลักษณะ และ ทําให้ลําคลองใสสะอาด เป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติโดยรวม” อย่างไรก็ตาม ธนัช กล่าวเสริมว่า รูปแบบ การพัฒนาแบบนี้ทุกพื้นที่สามารถทําได้ ทั่วประเทศไทย อาจแตกต่างกันแค่บริบท  “บางที่เป็นพื้นที่ริมคลอง บางพื้นที่ เป็นชุมชนอยู่กับการเกษตร หรือบางพื้นที่ เป็นชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว บริบท แตกต่างกัน แต่เมื่อใดที่ชาวบ้านเห็น ความสําคัญก็จะจัดการตัวเองได้หมดและ ทําให้เกิดประโยชน์ได้หมด  ปัจจุบันสิ่งที่เรามองเห็นร่วมกันใน อนาคตก็คือ คลองลาดพร้าวเป็นคลองที่ ใสสะอาด มีท่าเรือ บ้านสองฝั่งสวยงาม เป็นระเบียบ ถ้าโครงการสําเร็จภายใน ปีสองปีนี้ เราจะสามารถปั่นจักรยานจาก สายไหมไปพระราม 9 ในระยะ 24 กม. แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชาวบ้าน 7 พันครัวเรือนเห็นประโยชน์และลุกขึ้นมา ทําด้วยตัวเอง” ผู้ช่วยผู้อํานวยการ พอช. กล่าวทิ้งท้าย