"อาคม" เปิดเบื้องหลังไทยได้กลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปี ชี้ต้องแข่งขันกับอีก 4 ประเทศทั้งกาตาร์ อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกรีซ โดยไทยสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ด้วยจุดแข็ง 4 ด้าน ได้แก่ สถานที่จัดงาน การเดินทาง ที่พัก และวาระนำเสนอ
การได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2569 ถือเป็นหมุดหมายทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของประเทศไทยในรอบ 35 ปี นับจากการเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 2534
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่ไทยได้กลับมาเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งมีเพียง 3 ประเทศในโลกที่ได้รับเกียรตินี้ เป็นผลมาจากจุดเริ่มต้นเชิงยุทธศาสตร์เมื่อปี 2565 ขณะที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ในขณะนั้น นางอรรชกา สีบุญเรือง ที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ได้นำปฏิทินการประชุมระดับโลกมาเสนอ พร้อมแจ้งวาระการจัดประชุมใหญ่ของธนาคารโลกและ IMF ในปี 2569
โดยในเบื้องต้น มีข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยลองยื่นสมัคร แต่ตนได้ตัดสินใจว่าไทยไม่ควรจะแค่ลองแต่ให้สมัครเลย เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ จัดครั้งหนึ่งแล้วที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในปี 2534
ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าว มีฐานคิดจากมุมมองที่ว่าตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2534–2569) ไทยมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นมาก ผ่านวิกฤติต่าง ๆ มาหลายครั้ง จึงเชื่อว่าเรามีความพร้อมในการนำเสนอ "โมเดลการพัฒนาประเทศ" ให้แก่ประเทศสมาชิกอื่นๆ
“ดร. อรรชกา เป็นผู้ที่นำปฏิทินการประชุมโลกมาให้ผมดู แล้วก็บอกว่าในปี 69 มันจะมีการประชุมธนาคารโลก ก็คิดว่า ไทยน่าจะลอง ผมเลยบอกว่าไม่ต้องลอง ให้สมัครเลย เพราะเรามีประสบการณ์ ในปี 2534 เราเคยจัดครั้งหนึ่งแล้วที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็คิดว่า 35 ปีนั้น ระดับการพัฒนาของเราก็เติบโตขึ้น จึงคิดว่าน่าจะเป็นโมเดลของการพัฒนาประเทศที่ดี”
นอกจากนี้ นายอาคมยังเน้นย้ำถึงประโยชน์แบบสองทาง (Two-way benefit) จากการเป็นเจ้าภาพ โดยชี้ว่านอกจากประชาคมโลกจะได้เรียนรู้บทเรียนการพัฒนาจากไทยแล้ว ไทยเองยังได้รับฟังมุมมองการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลก และการคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตจากสถาบันการเงินระดับโลกเพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศ
โดยภายหลังจากยื่นใบสมัครอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธ.ค. 2565 ประเทศไทยได้ผ่านการคัดเลือกรอบแรก (Shortlist) เข้าสู่กลุ่ม 5 ประเทศสุดท้าย ร่วมกับกาตาร์ อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกรีซ
ก่อนที่คณะผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศจะเดินทางลงพื้นที่สำรวจภาคสนาม ซึ่งประเทศไทยสามารถแสดงความพร้อมและจุดแข็งเหนือคู่แข่งใน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย
- สถานที่จัดการประชุม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์โฉมใหม่ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 5 เท่า มีห้องประชุมย่อย 22 ห้อง และมีห้องประชุมใหญ่ (Plenary Hall) รองรับได้ 2,500–3,000 คน
- โครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมที่มีความสะดวกสบายอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2534 เนื่องจากมีทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมถึงสายอื่นๆ เชื่อมต่อครอบคลุม
- มาตรฐานโรงแรมที่ดี และที่พักมีปริมาณเพียงพอ
- วาระการนำเสนอ (Agenda) เชิงรุกที่พร้อมเปิดประเด็นความคิดที่เป็นประโยชน์ให้แก่ประชาคมโลกนำไปต่อยอด
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการตัดสิน คณะกรรมการบริหารธนาคารโลกและ IMF ได้นำผลการสำรวจทั้ง 5 ประเทศมาวิเคราะห์และพิจารณาตามกลุ่มประเทศ โดยประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในช่วงเวลาดังกล่าว นายอาคม ได้เดินทางไปร่วมการประชุมฤดูใบไม้ผลิ (Spring Meeting) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่สหรัฐ เพื่อเข้าพบปะและหารือกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารโลกโดยตรง เพื่อยืนยันความพร้อมและขอเสียงสนับสนุนให้แก่ประเทศไทย
จนกระทั่งในการลงคะแนนรอบสุดท้าย ประเทศไทยสามารถคว้าชัยชนะด้วยคะแนนโหวตเหนือประเทศคู่แข่งทั้งหมด และได้รับการประกาศผลอย่างเป็นทางการในเดือนต.ค. 2566 รวมระยะเวลาในการดำเนินงานอย่างเข้มข้นเกือบ 1 ปีเต็ม
ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยเท่านั้น แต่นายอาคมยังได้แสดงความขอบคุณต่อทีมงานผู้อยู่เบื้องหลัง ทั้งสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ข้าราชการกระทรวงการคลัง และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนภารกิจจนลุล่วง
ท้ายที่สุด นายอาคม กล่าวว่า การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานในปี 2569 เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการเปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนและผู้เข้าร่วมประชุมจาก 191 ประเทศสมาชิกทั่วโลก ให้ได้มาสัมผัสความเปลี่ยนแปลงและโฉมใหม่ของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดตลอดช่วง 35 ปีที่ผ่านมา
“วันนี้เราก็จะได้เห็นภาพว่าทุกคนก็มีความสุข ผู้แทนของเราจากต่างประเทศ 191 ประเทศ ก็มีความสุขที่ได้มาเยี่ยมประเทศไทยหลังจากที่ไม่ได้มานานกว่า 35 ปี เขาก็สามารถบอกได้ถึงความแตกต่างของกรุงเทพฯ จากวันนั้นจนถึงวันนี้นะครับ”





