ใช้ความรู้นำการท่องเที่ยวไม่ใช่ความรู้สึก และต้องกินอิ่มแต่พอดี ตั้งธงทำงานที่มีประโยชน์ต่อชุมชนไทยเป็นสำคัญ
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัยมุ่งเป้า นำคณะนักวิจัยรายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยให้กับนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องภาคส่วนต่าง ๆ ได้รับทราบความก้าวหน้าพร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางการศึกษาวิจัย หลังจากที่มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการและการวิจัยระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กับ สกว. เมื่อปี 2560 รวม 10 แผนงาน และผลการศึกษาจากมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ
นายวีระศักดิ์กล่าวว่า การท่องเที่ยวเป็นประเด็นทางวัฒนธรรมที่โดยทั่วไปใช้ความรู้สึกมากกว่าความรู้ การเติมเข้ามาของนักวิจัยที่เฝ้าดูพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจึงเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการสั่งสมประสบการณ์ของข้าราชการหน่วยงานรัฐ งานวิจัยช่วยให้การดำเนินงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก้าวขยับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว การจัดการมวลชนจะต้องดูว่าเป็นกระเพาะของใคร ถ้าเป็นชาวบ้านต้องกินให้พอดีคำเพราะเคี้ยวนาน ๆ จะเมื่อยและเคี้ยวไม่ไหว ถ้าเป็นนักธุรกิจจะถือว่าทุกคำคือกำไรแต่ขณะนี้เริ่มเกินอิ่มแล้ว ถ้าเป็นภาครัฐก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่กับการทำนโยบาย นักวิจัยจึงต้องทำให้เคี้ยวง่าย บางเรื่องยังหย่อนยานจนเข็นไม่ขึ้น งานวิจัยที่ทำเป็นซีรีส์จึงเป็นความหวังมากและดีใจที่เห็น สกว. ทุ่มเททำงาน ซึ่งตนเชื่อว่าความรู้ด้านนี้ต้องส่งต่อให้ภาคธุรกิจ เอ็นจีโอ และสื่อมวลชน เพื่อจะได้ตอบคำถามถึงการจัดการและผลกระทบที่เกิดขึ้น
“วันนี้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนไป บุคลิกของนักท่องเที่ยวไม่เฉพาะแค่จีน แต่ยังมีความหลากหลายของนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทั้งจากอาเซียนที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นใกล้เคียงกับนักท่องเที่ยวจีน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย ที่ค่อย ๆ ขยับเข้ามาขณะที่กลุ่มตะวันตกดั้งเดิมและตะวันออกกลางแผ่วลง เราต้องมีการจัดการการเข้ามาของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ เช่น มีค่าเหยียบแผ่นดิน การประกันภัยนักท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยง การเก็บค่าธรรมเนียมในพื้นที่แออัดพิเศษ หรือใช้ระบบตั๋วหนังให้นักท่องเที่ยวหมุนเวียนเข้ามาเป็นรอบ ๆ ทั้งนี้อาจจะต้องเชิญ สกว. มาร่วมวิเคราะห์ข้อมูล เพราะท่องเที่ยวเป็นสัดส่วนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ เป็นแกนกลางที่สามารถคุยกับคนกลุ่มใดก็ได้และสะท้อนนโยบายสาธารณะของประเทศ จึงหวังว่างานวิจัยของ สกว. จะช่วยสร้างความรู้ในการจัดการท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงแค่ใช้ความรู้สึก และเชื่อว่าตอนนี้เราเดินกันมาถูกทิศทางและมีสาระที่เป็นประโยชน์ พร้อมฝากข้อคิดแก่นักวิจัยว่าเรือลำใหญ่การเข้าประโยชน์ของคนในประเทศยิ่งน้อย แต่เรือลำเล็กจะเข้าถึงชุมชนได้ง่าย ไทยไม่ควรผลีผลามตามประเทศอื่นในอาเซียนที่มีท่าเรือน้ำลึกจำนวนมาก เราจึงต้องตั้งธงที่มีประโยชน์ต่อชุมชนไทยเป็นสำคัญ” รมว.ท่องเที่ยวและกีฬากล่าว
สาระสำคัญของงานวิจัยที่นำเสนอในครั้งนี้ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 โครงการวิจัยกลุ่มการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน ได้แก่ แผนงาน “การพัฒนาและบริหารจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน” โดย ศ. ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ “แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชื่อมโยงประเทศไทยและ สปป.ลาว” โดย ผศ. ดร.ประกอบศิริ ภักดีพินิจ มหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถทางการท่องเที่ยวข้ามพรหมแดนซึ่งจะช่วยยกระดับการค้าการลงทุน การส่งเสริมและเชื่อมโยงการท่องเที่ยว การพัฒนาความร่วมมือของภาครัฐและชุมชน
กลุ่มที่ 2 โครงการวิจัยกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์/การท่องเที่ยวโดยชุมชน ได้แก่ แผนงาน “การสำรวจศักยภาพและพัฒนาฐานข้อมูลการท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทย” โดย ดร.ปรัชญากรณ์ ไชยคช มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และ “การประเมินความสุขจากการท่องเที่ยวโดยชุมชน” โดย ผศ. ดร.จิราพร ระโหฐาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม ชลบุรี ให้ได้พัฒนาฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวชุมชนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่การพัฒนา การส่งเสริมการตลาด การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ รวมถึงการกำหนดแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่สร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับชุมชนอย่างแท้จริง
กลุ่มที่ 3 โครงการวิจัยกลุ่มการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว รวม 6 แผนงาน ได้แก่ “ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเพื่อการกระจายรายได้ที่ดีและยกระดับประเทศออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง” โดย ศ. ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, “การส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดเล็กและมีรายได้ตํ่าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ: กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ (ยโสธร ร้อยเอ็ด อํานาจเจริญ) โดย รศ. ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “แนวทางการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวภาคใต้” โดย ดร.ภาสกร ธรรมโชติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี}, “การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวคุณค่าสูงของประเทศไทย” โดย รศ. ดร.กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, “การศึกษาประเด็นเร่งด่วนในการพัฒนาการท่องเที่ยวเรือสำราญของประเทศไทย” โดย ดร.ไพฑูรย์ มนต์พานทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, “การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านทุนมนุษย์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทย” โดย ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่คาดว่าจะได้รับจะนำไปสู่แนวทางการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว และมุ่งเน้นการพัฒนาแบบบูรณาการทั้งในส่วนของอุปทานการท่องเที่ยว ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว สาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ผู้ประกอบการและบุคลากร และด้านอุปสงค์การท่องเที่ยว กล่าวคือ ด้านความต้องการ และการส่งเสริมการตลาด การตลาดเชิงรุกที่นำมาซึ่งตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพและการสร้างความยั่งยืนทางการท่องเที่ยว
ด้าน ศ. ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ ได้นำเสนอผล “ดัชนีชี้วัดศักยภาพระดับจังหวัด และผลการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปสงค์ของตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีน” ซึ่งศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของนักท่องเที่ยวกลุ่มต่าง ๆ ความเชื่อมโยงของความสามารถในการแข่งขันประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทย และเสนอแนวทางในการจัดการการท่องเที่ยวระดับจังหวัด ขณะที่ ดร.อัครพงศ์ อั้นทอง นำเสนอโครงการ “การวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปสงค์ของตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีน” โดยผลการศึกษาได้สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของระบบอินเทอร์เน็ตและระบบชำระเงินของประเทศจีนที่มุ่งสู่ “สังคมไร้เงินสด” ที่สมบูรณ์แบบ รวมถึงสังคมดิจิทัล และเศรษฐกิจแบ่งปัน ที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ ซึ่งเป็นระบบนิเวศใหม่ที่ก่อให้เกิดธุรกิจใหม่จำนวนมากที่เข้ามาให้บริการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเผชิญกับปัญหาการแข่งขันกับสตาร์ทอัพจีนที่มีระบบธุรกิจนิเวศน์ออนไลน์ขนาดใหญ่ที่ครบวงจรและเกื้อหนุนกันซึ่งบริษัทไทยเข้าไม่ถึง และยังมีการลงทุนของกลุ่มธุรกิจจีนที่ดำเนินกิจการ โดยอาศัยช่องว่างของระบบเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบต่าง ๆ เช่น การทำธุรกรรมนอกระบบหรือการจ้างงานที่ผิดกฎหมาย เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้ต่ำกว่าผู้ประกอบการไทย และปัญหาการบังคับใช้กฎหมายของไทยที่บังคับใช้ได้เฉพาะกับผู้ประกอบการไทยเท่านั้น
การศึกษานี้ยังให้ข้อเสนอเชิงนโยบาย เชิงประชาสัมพันธ์ และข้อเสนอเพื่อการปรับตัวของผู้ประกอบการเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เช่น 1) การให้ความสนใจกับตลาด FIT มากกว่าตลาดทัวร์ และจัดกิจกรรมส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเที่ยวตลาดไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่แสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ 2) กำกับตลาดถนนคนเดิน ตลาดโต้รุ่ง ตลาดนัด ตลาดหัตถกรรมพื้นบ้าน ให้มีความสะอาดและปลอดภัย และ 3) จัดกิจกรรมส่งเสริมและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนซื้อสินค้าโอท็อปเช่น จัดนิทรรศการ ทัวร์เยี่ยมชม งานแสดง เป็นต้น
ศ. ดร.มิ่งสรรพ์ระบุว่า การปฏิรูปขีดความสามารถของการท่องเที่ยวไทยท่ามกลางปรากฏการณ์บูรพาภิวัตน์ คือ ไทยควรเปิดสนามบินนานาชาติในเมืองต่าง ๆ ให้มากขึ้นเพราะจีนเป็นประเทศที่จัดซื้ออากาศยานมากที่สุดในโลก แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมทั้งสถานที่และบุคลากร ทั้งนี้ปัญหาใหญ่ของการท่องเที่ยวไทยในอนาคต คือ การรับมือนักท่องเที่ยวจีนที่ทุกอย่างจะอยู่บนมือถือ และการเข้ามาของธุรกิจจีนในไทยตลอดห่วงโซ่ทุกระดับการลงทุน ดังนั้นนักวิจัยจึงขอเสนอประเด็นนโยบาย “บูรพาภิวัตน์” เพื่อจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมและการรองรับ รายได้/ภาษี/ค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม การกำกับดูแลทั้งด้านภาษี และการจัดการความเสี่ยง แต่ขณะนี้ไทยทำได้เพียงเก็บค่าบริการขยะ เพราะขยะเป็นปัญหาใหญ่ของทุกเมืองที่จะต้องมีการจัดการและรองรับให้มากขึ้น ขณะที่ปะการังเป็นเรื่องเปราะบางและน่าดำเนินการที่สุด แต่ยังติดปัญหาทางกฎหมายที่ยังไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ การล็อบบี้ทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรดำเนินการ นอกจากนี้จุดอ่อนสำคัญอีกประการของไทยขณะนื้คือ ยังมีการจัดการด้านสุขภาพอนามัยที่ไม่ดี อยู่ในอันดับที่ 90 ของโลก ทั้งที่มีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ อีกทั้งยังมีปัญหายาเสพติดสูงมากในจังหวัดใหญ่ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ซึ่งกระทบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว









