วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

สิงคโปร์ผุดโครงการ ‘อ่านแลกเงิน’ หวังหยุด ‘ภาวะสมองเน่า’

ไม่ว่าจะในระหว่างรอรถไฟหรือนั่งชิลคนเดียวที่ร้านกาแฟ “สิงคโปร์” ประเทศเล็กๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสร้างนิสัยที่นับวันจะหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือการอ่านหนังสือ

เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นรายงาน เมื่อเดือน ก.ย. สิงคโปร์ เปิดตัวโครงการรณรงค์ระดับชาติระยะเวลาห้าปีบ่มเพาะนิสัยรักการอ่าน โดยให้แรงจูงใจ เช่น จ่ายเงินก้อนเล็ก ๆ ให้กับพลเมืองผู้รายงานนาทีของการอ่านหนังสือบนเว็บไซต์ของรัฐบาล

บรรดาเจ้าหน้าที่ต่างคาดหวังว่า กลยุทธ์แบบเกม ซึ่งใช้ระบบสะสมคะแนนเพื่อติดตามพฤติกรรมแลกกับรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ผสานกับความรู้สึกมีส่วนร่วมของสาธารณชน จะช่วยฟื้นฟูนิสัยดี ๆ ที่กำลังถูกแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยพฤติกรรมไถหน้าจออ่านข่าวร้ายวนไปเรื่อยๆ จนสมองฝ่อ

“แม้คอนเทนต์สั้นจะช่วยให้เราได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่การอ่านเนื้อหาที่มีความยาวช่วยเสริมสร้างสมาธิ การคิดเชิงวิพากษ์ และจินตนาการ” เมลิซซา ทัม ผู้บริหารระดับสูงของคณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติแถลง

“สุดท้ายแล้วเราอยากเห็นชาติแห่งนักอ่าน ผู้มีความกระหายใคร่รู้ ช่างคิด รู้จักไตร่ตรอง และมีความพร้อมรับมือกับโลกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ”

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้คงไม่ทำให้หนอนหนังสือร่ำรวยขึ้นมาได้ เพราะต้องใช้เวลาอ่านหนังสือถึง 50 วันกว่าจะได้รับเงิน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 26.4 บาท)  การอ่านแต่ละครั้งที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไปจะได้รับเหรียญเสมือนจริงจำนวน 20 เหรียญผู้ร่วมโครงการต้องสะสมให้ครบ 1,000 เหรียญจึงจะได้รับเงินดังกล่าว โดยที่ระบบจะนับบันทึกการอ่านเพียงวันละหนึ่งครั้งเท่านั้น

โครงการพิเศษนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสนใจของผู้คนสั้นลงและพฤติกรรมการอ่านลดลงทั่วโลก นักการศึกษากำลังดิ้นรนต่อสู้กับ “ภาวะสมองเน่า” ซึ่งเป็นความเสื่อมถอยของความสามารถทางสติปัญญาที่ถูกกล่าวโทษว่าเป็นผลมาจากการบริโภคเนื้อหาฉาบฉวยทางออนไลน์มากเกินไป และการเสพข่าวร้ายอย่างต่อเนื่อง

ผลการจัดอันดับโลกเมื่อเดือนก่อนชี้ว่า คะแนนการอ่านของคนอายุ 15 ปีในสหรัฐลดลงอย่างมาก ขณะที่ชาติเอเชียอย่างสิงคโปร์และจีน กำลังทำได้ดีอย่างเห็นได้ชัด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความท้าทายประการหนึ่ง คือการที่นักเรียนถูกรบกวนสมาธิจากสื่อดิจิทัลในห้องเรียนเพิ่มมากขึ้น

โล ชินอี จากสถาบันการศึกษาแห่งชาติกล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการริเริ่มนี้คือการนำองค์ประกอบของเกมมาใช้กับการอ่านแล้วเปลี่ยนการอ่านให้กลายเป็นนิสัย

“สำหรับคนที่อ่านหนังสือเยอะ 15 นาทีนั้นสั้นมาก ๆ แต่ผมคิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมดี” โล ผู้ทำวิจัยเรื่องนิสัยการอ่านกล่าวกับซีเอ็นเอ็น

"สิ่งที่เกิดขึ้นคือหลายคนยังคงอ่านผ่านหน้าจอ แต่การอ่านเชิงลึกที่ต้องใช้เวลาและความมุ่งมั่นตั้งใจนั้น อาจเกิดขึ้นน้อยลง”

อ่านนอกโรงเรียน

แม้ชาวสิงคโปร์ยังคงมีคะแนนการอ่านโดดเด่นในระดับโลก มีความกังวลว่านักเรียนจะหมดความกระตือรือร้นในการอ่านหนังสือ เมื่อต้องเริ่มเตรียมตัวสอบใหญ่ตามระดับชั้นที่สูงขึ้น

ไอแสค นีโอ นักวิเคราะห์ความเสี่ยง วัย 32 ปี ผู้อ่านรายงานเชิงเทคนิคและข่าวจำนวนมากเพื่อนำมาใช้ในงานเชื่อว่า นักเรียนสนุกกับการอ่านน้อยลงเมื่อเข้าโรงเรียนมัธยม

“ผมคิดว่าช่วงเป็นวัยรุ่น มันคงเครียดมากทีเดียว มีการสอบใหญ่มากมาย แล้วคุณก็เริ่มอ่านเฉพาะที่เอาไปสอบ จากนั้นคุณก็ค่อย ๆ สูญเสียนิสัยอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน”

เมื่อนีโอตระหนักว่าเขาไม่ได้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเลยเป็นเวลาหลายปีมาแล้วนับตั้งแต่เริ่มทำงาน เขาจึงได้ร่วมก่อตั้ง Modern Men’s Book Club ขึ้นในปี 2025

“ผมได้คุยกับสองสามคนถึงแรงจูงใจของพวกเขา ถึงการกลับมาอ่านให้เป็นนิสัยอีกครั้งเพราะไม่ได้ทำมานานแล้ว” นีโอกล่าวและว่า สมาชิกบุ๊กคลับบอกกับเขาว่าไม่ได้อ่านหนังสือมาหลายปีแล้ว ตอนนี้พวกเขาเริ่มอ่านหนังสือแนวที่ไม่เคยอ่านมาก่อนด้วย

โครงการ “อ่านแลกเงิน” กำลังอยู่ในช่วงนำร่องไปจนถึงสิ้นปี โดยคณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติระบุว่าจะมีการเพิ่มฟีเจอร์และปรับปรุงระบบติดตามความคิดเห็นของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ นักอ่านยังสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมการกุศลที่ตั้งเป้าจะรวบรวมยอดเวลาการอ่านให้ได้ 7.5 ล้านนาที เพื่อระดมทุนสูงสุดถึง 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (3.96 ล้านบาท)  ในปีนี้

คุณค่าของการอ่าน

โครงการนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในประเทศที่มั่งคั่งอย่างสิงคโปร์ว่า เงินจะสามารถปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงและยั่งยืนหรือไม่ โดยนักวิจารณ์บางส่วนมองว่าผู้คนควรหันมาอ่านหนังสือด้วยใจรักมากกว่า ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าและสิ่งดึงดูดความสนใจมากมายเช่นทุกวันนี้ อะไรก็ตามที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้คนหันมาอ่านหนังสือได้ ก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย

“ฉันอยากเห็นคนนั่งอ่านหนังสือจนเลยป้ายรถไฟหรือป้ายรถเมล์ ดีกว่าต้องมาทนฟังเสียงจากติ๊กต็อก และซีรีส์เอไอจีนที่เปิดเสียงดังลั่นตลอดเวลาบนรถไฟ” ชาร์เมน ลิม คอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านหนังสือและไลฟ์สไตล์ในสิงคโปร์ วัย 28 ปี กล่าวกับซีเอ็นเอ็น

ด้านแอชลีย์ เจีย ผู้ทำบุ๊กคลับอีกแห่ง เชื่อว่านิยามของความสำเร็จจะต้องสะท้อนถึงบทบาทหรือช่วงชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

“ฉันชอบแนวคิดเรื่องการสร้างนิสัยรักการอ่านและการช่วยกระตุ้นให้ผู้คนเริ่มต้นลงมือทำด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ค่ะ” เธอกล่าว

“ถ้าสิงคโปร์อยากสร้างวัฒนธรรมการอ่าน บางทีความสำเร็จอาจไม่ใช่แค่ประชาชนอ่านหนังสือวันละ 15 นาที แต่เราต้องเป็นนักอ่านที่ช่างสงสัยมากกว่าเดิมด้วย เราอ่านสิ่งอื่นที่ไม่ได้มีอยู่ตอนนี้หรือไม่ได้มีประโยชน์กับเราในตอนนี้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนหนึ่งชี้ว่า สิ่งจูงใจที่เป็นตัวเงินอาจลดทอนความต้องการตามธรรมชาติของบุคคลที่จะทำพฤติกรรมนั้นต่อไป เมื่อรางวัลดังกล่าวหมดไป

“รางวัลที่เป็นตัวเงินได้ผลดีกับผู้ที่มีความสนใจในการอ่านอยู่บ้างแล้ว แต่สำหรับผู้ที่ไม่สนใจเลยตั้งแต่ต้น การใช้เงินอาจสร้างแรงจูงใจภายในต่อการอ่านอย่างยั่งยืนไม่ได้ง่ายนัก" ชาริสสา อึ้ง นักจิตวิทยาคลินิกอาวุโสประจำปุตราสตาร์แคร์แสดงความเห็น

คงต้องรอดูกันต่อไปว่ารางวัลที่เป็นตัวเงินเพียงเล็กน้อยจะสามารถเอาชนะอิทธิพลของสารโดพามีนที่ถูกกระตุ้นด้วยอัลกอริทึมได้หรือไม่ ทว่าในประเทศที่เคยประสบความสำเร็จกับแคมเปญระดับชาติมาแล้วมากมาย ตั้งแต่เรื่องบ้านเมืองสะอาดไปจนถึงการส่งเสริมมารยาททางสังคม การกระตุ้นเตือนเพียงเบา ๆ ควบคู่ไปกับรางวัลเล็กน้อย อาจเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้