วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

อาเซียนตั้งการ์ดสูงรับมือพลังงานโลกปั่นป่วน ลุยต่อเฟส4โครงข่ายไฟฟ้าแห่งภูมิภาค

การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 44 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง (The 44th ASEAN Ministers on Energy Meeting and Its Associated Meetings/ Events: The 44th AMEM) ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ร้อนระอุของสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลก

แถลงการณ์ร่วม  JOINT MEDIA STATEMENT OF THE FORTY-FOURTH ASEAN MINISTERS ON ENERGY MEETING (44th AMEM) 7 October 2026 ระบุว่า  ที่ประชุมเปิดตัว AEO9 หรือ  ASEAN Energy Outlook9  ซึ่งเป็นเอกสารฉบับปรับปรุงของอาเซียนสำหรับการวางแผนพลังงานระยะกลางและระยะยาว  ทั้งนี้ความต้องการพลังงานของอาเซียนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่าของระดับปัจจุบันภายในปี 2603  หรือ อีก 30 กว่าปีจากนี้ ตามการขับเคลื่อนของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมือง การพัฒนาอุตสาหกรรม และแหล่งความต้องการที่เกิดขึ้นใหม่ รวมถึงศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซนเตอร์ 

โดยที่ประชุมรับทราบว่าสถานการณ์ปัจจุบัน รวมกับแผนการเปลี่ยนผ่านของอาเซียน หรือ ASEAN Coordinated Transition (ACT) โดยเน้นไปที่ความร่วมมือภายในภูมิภาค ที่คาดว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 400 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ผลจากโมเมนตัมอย่างต่อเนื่องในการลงทุนด้านพลังงานสะอาดแม้จะมีแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคและการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันทั่วโลก

อาเซียนตั้งการ์ดสูงรับมือพลังงานโลกปั่นป่วน     ลุยต่อเฟส4โครงข่ายไฟฟ้าแห่งภูมิภาค

ไทยร่วมผลักดันความร่วมมือพลังงาน 7 สาขา

        นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยเข้าร่วมการประชุมฯ ระบุว่า อาเซียนได้ร่วมกันผลักดันความสำเร็จของกรอบความร่วมมือด้านพลังงาน 7 สาขา ได้แก่ ไฟฟ้า ปิโตรเลียม ถ่านหินสะอาด ประสิทธิภาพและอนุรักษ์พลังงาน พลังงานหมุนเวียน นโยบายและแผนพลังงานภูมิภาค และพลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้ง ได้มีการประชุมหารือร่วมกับประเทศคู่เจรจาและองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ กลุ่มประเทศสมาชิกเอเชียตะวันออก อาเซียนบวกสาม ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ และทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานและผลักดันการดำเนินความร่วมมือให้บรรลุผลตามเป้าหมาย รวมถึงการหาแสวงหาความร่วมมือเพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงานของภูมิภาคอาเซียนและส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการขับเคลื่อนการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนภายใต้โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ควบคู่ไปกับการพัฒนาการสำรองน้ำมันและการจัดตั้งการสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมกับการผลักดันการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ อาทิ เอทานอล ไบโอดีเซล เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเชื่อมั่นว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยยกระดับความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับวิกฤตด้านพลังงาน รวมถึงการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งสร้างความยืดหยุ่นและมั่นคงในระยะยาวให้กับทั้งประเทศไทยและภูมิภาคในอนาคต

LTMS-PIP ต้นแบบค้าไฟฟ้าพหุภาคี

นอกจากนี้ แถลงการณ์ร่วมยังระบุถึงความคืบหน้าโครงการบูรณาการพลังงานสปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ (LTMS-PIP)

ที่ประสบความสำเร็จของการค้าพลังงานข้ามพรมแดนแบบพหุภาคีและหลายทิศทางที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ภายใต้ LTMS-PIP 

ส่วนแผนการทำงานต่อไปที่ประชุมกำหนดกรอบการศึกษาร่วม (JSF) ระหว่างกัมพูชาและสปป.ลาวเพื่อพัฒนาการเชื่อมต่อพลังงานข้ามพรมแดนของทั้งสองประเทศ และการเชื่อมต่อระหว่างกัมพูชาและเวียดนาม รวมถึงระหว่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย 

“ที่ประชุมตระหนักว่าความคิดริเริ่มเหล่านี้สามารถเสริมสร้างความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้าและ เป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการค้าไฟฟ้าในระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้นภายใต้ APG”

      สำหรับการผลักดันโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) ให้เป็นโครงการริเริ่มระดับภูมิภาคที่สำคัญยิ่ง (Flagship Initiative) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ความสามารถในการรองรับและฟื้นตัวของระบบไฟฟ้า (Resilience) และการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้

APG โครงการเรือธง มุ่งสู่วิสัยทัศน์ปี 2588

 สำหรับความคืบหน้าของความร่วมมือภายใต้ APG ซึ่งรวมถึงการจัดทำแผนงานเชิงกลยุทธ์ของคณะทำงาน APG ให้แล้วเสร็จ โดยอ้างอิงข้อเสนอแนะจากการศึกษาแผนแม่บทการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (AIMS) ระยะที่ 3 และการพัฒนากรอบการวางแผนระดับภูมิภาคเพื่อสนับสนุนการวางแผนระบบไฟฟ้าร่วมกันทั่วทั้งภูมิภาค และการเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษา AIMS ระยะที่ 4 ที่กำลังจะมาถึง เพื่อสนับสนุนการบรรลุวิสัยทัศน์ APG ปี 2588

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบว่าผลการประชุมผู้บริหารสูงสุดการไฟฟ้าของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ  Heads of ASEAN Power Utilities/Authorities (HAPUA) ได้ปรับกิจกรรมในช่วงปี 2569-70 ให้สอดคล้องกับวาระการดำเนินงานของ APG ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการวางแผนระดับภูมิภาค โครงการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าที่สำคัญ และการซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุภาคี

       ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญของแนวทางด้านกฎระเบียบของอาเซียนเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานเกี่ยวกับสายเคเบิลไฟฟ้าใต้ทะเล (ASEAN Regulatory Guidelines for Facilitating Submarine Power Cable Activities) ซึ่งกำหนดหลักการด้านกฎระเบียบและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถนำไปปรับใช้เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสายเคเบิลไฟฟ้าใต้ทะเลทั่วทั้งภูมิภาค ครอบคลุมการอำนวยความสะดวกต่อการพัฒนา การติดตั้ง การบำรุงรักษา การซ่อมแซม และการคุ้มครองระบบเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าใต้ทะเลในอนาคตซึ่งบางประเทศจะดำเนินการหารือและกระบวนการภายในประเทศของตนต่อไปและจะมีการผลักดันเรื่องต่อในการประชุม ที่สิงคโปร์ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี2570

อาเซียนตั้งการ์ดสูงรับมือพลังงานโลกปั่นป่วน     ลุยต่อเฟส4โครงข่ายไฟฟ้าแห่งภูมิภาค