วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนภัย วิกฤติ 2 องศา กระทบเศรษฐกิจ และสังคม

นอกจากนี้ยังกลายเป็นภัยใกล้ตัวที่ทุกภาคส่วนจะต้องหันมาร่วมมือและช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

 

ปัจจุบันวิกฤติโลกร้อนกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังกลายเป็นภัยใกล้ตัวที่ทุกภาคส่วนจะต้องหันมาร่วมมือและช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้จัดเสวนาด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นปีที่ 7 และยังคงตอกย้ำในประเด็น “วิกฤติ 2 องศา วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสังคม” โดยระดมกูรูแต่ละสาขามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อช่วยกันหาทางออกจากปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง ณ ห้องประชุมใบไม้ ชั้น 8 อาคาร M Tower สำนักงานใหญ่ บริษัท บางจากฯ ถนนสุขุมวิท

โดย นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทางเลือก ทางรอด วิกฤติ 2 องศา” ว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานั้น การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงต่อเนื่องมาถึงการดำรงชีวิตในสังคมของมนุษย์ ซึ่งหากไม่หาทางป้องกันหรือหาทางแก้ปัญหา ในอีก 10 ปีข้างหน้า อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 3-5 องศา ดังนั้น การทำธุรกิจอุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องมุ่งไปที่ธุรกิจสีเขียวเป็นสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจด้านพลังงาน เพราะถ้าเรามุ่งพัฒนาเฉพาะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้เติบโตเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ก็อาจส่งผลต่อระบบนิเวศน์ เศรษฐกิจ และสังคมในที่สุดได้

 

สำหรับบริษัท บางจากฯ นั้น สิ่งสำคัญคือ เรามุ่งเน้นธุรกิจสีเขียวทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจโรงกลั่น ธุรกิจตลาด ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ และธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการของเสีย ให้เป็นศูนย์หรือซีโร่เวสท์ โดยเห็นได้จากปั๊มน้ำมันบางจากที่ให้อะไรมากกว่าน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้หลอดประหยัดไฟแอลอีดี การติดแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้า หรือการช่วยเกษตรกรในเครือข่ายนำสินค้าเกษตรมาจำหน่ายในปั๊มน้ำมัน เป็นต้น

 

ด้าน นางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้ข้อมูลว่า “ปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศมากเกินไปนั้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อนาคตน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ยิ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศติดอันดับที่ 23 ของโลก และอยู่ในอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ถ้าหากเราไม่ควบคุมเลยอีก 80 ปีข้างหน้าอุณหภูมิในประเทศไทยจะอยู่ที่ 28-30 องศาเซลเซียส ซึ่งจะอันตรายมาก”

ในขณะที่ นายโจน จันใด ผู้ก่อตั้ง พันพรรณ ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์พื้นฐาน มองว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนไม่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด มีแต่ทำลายล้างทรัพยากร แต่ไม่เคยคิดที่จะสร้างทรัพยากรขึ้นมาใหม่ มนุษย์เราอยู่ได้เพราะความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ แต่ทุกวันนี้เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากได้รับประทานสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นวิกฤติทางความคิดของมนุษย์ที่เชื่อมโยงไปถึงวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในภาวะวิกฤติอย่างรุนแรง แต่เรากลับไม่สำนึกว่าเกิดอะไรขึ้น ยังคงสนุกอยู่กับการบริโภคแบบขาดสติ  สังเกตได้จากสภาพภูมิอากาศที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลให้แมลงศัตรูพืชยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดโรคภัยในพืชผักสูงกว่าปกติ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เกษตรกรต้องหันไปพึ่งสารเคมี ยาปราบศัตรูพืช ผลที่ตามมาก็คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น”

ด้าน นางสาวเขมนิจ จามิกรณ์ หรือ แพนเค้ก ดารานักแสดง พิธีกร ในฐานะเกษตรกรรุ่นใหม่ เล่าว่า “แพนมีพื้นที่ที่ จ.สุรินทร์ อยู่ 3 ไร่เศษที่ซื้อไว้เมื่อ 3 ปีก่อน และได้นำที่ดินผืนนั้นมาพัฒนาทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 30:30:30:10 สำหรับการปลูกข้าว ไม้ผล และพืชผักสมุนไพร บ่อน้ำ และกระท่อมเล็กใช้เป็นที่อยู่อาศัย จนวันนี้กลายเป็นพื้นที่เกษตรครบวงจร มีแปลงนาข้าวอินทรีย์ โรงเห็ดอารมณ์ดี พืชผักสวนครัว ผลไม้ตามฤดูกาล ถ้าถามว่าความมั่นคงในพื้นที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร หลักการง่ายๆ ของแพนคือ ฝนตกเท่าไหร่เก็บไว้ให้หมด น้ำสำคัญที่สุด ในที่ของแพนน้ำจะเยอะมาก เหมือนมีซูเปอร์มาร์เก็ตไว้ในบ้าน มีเงินเข้ามาทุกวัน แพนว่าใครมีที่กลับไปพัฒนาที่ของตัวเองนี่แหละคือการช่วยลดโลกร้อน”

ในส่วนของภาคการเกษตรนั้น นายยุทธนา นรภูมิพิภัชน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ภาวะโลกร้อนนั้นมีผลกระทบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องของการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ คุณภาพ และปริมาณ โดยสิ่งที่ทางกระทรวงเกษตรได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้วคือ เรื่องที่จะทำให้เกษตรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรยั่งยืน ซึ่งจะเกี่ยวข้องในเรื่องของพันธกิจที่เราเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรที่แข็งแรง รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิต ซึ่งจะเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน โดยเราต้องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเกษตรกรอย่างยั่งยืน นอกจากนี้เรายังโฟกัสไปที่ การสร้างความตระหนักให้แก่บุคลากรทางการเกษตรทุกส่วน โดยเราเน้นให้เกษตรกรทำการเกษตรที่ปลอดภัย ส่งเสริมให้มีการปรับตัว เพื่อรองรับให้มีการเปลี่ยนแปลง และปรับปรุงกลไกการขับเคลื่อน และสร้างองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับเทคโนโลยี เพื่อทำให้โลกร้อนได้น้อยที่สุด”

ส่วนผลกระทบทางด้านสาธารณสุขนั้น นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นถึง 2 องศาจริง จะมีปัญหาโรคร้ายตามมามากมาย โดยเฉพาะพาหะนำโรคร้ายอย่างยุง ที่เจริญเติบโตได้ดีในภูมิอากาศร้อนชื้น ก็จะทำให้มีการแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว  ขณะที่มนุษย์เราก็จะมีอาการเจ็บป่วยมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่อาจจะเสี่ยงเกิดอาการชักได้ง่าย ส่งผลต่อการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 ดังนั้นภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาร่วมมือกันสร้างความตระหนัก สร้างจิตสำนึก สร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนในอนาคต