วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2569

Login
Login

ระวังนับแคลอรีพลาด! สมาร์ตวอตช์อาจเบิร์นทิพย์สูงเกินจริง 25%

ออกกำลังกายแล้วอย่าเพิ่งเชื่อตัวเลขแคลอรีบนสมาร์ตวอตช์ งานวิจัยพบอาจประเมินสูงเกินจริง และยิ่งมีเปอร์เซ็นต์ไขมันสูง ตัวเลขยิ่งมีแนวโน้มคลาดเคลื่อน

KEY POINTS

  • งานวิจัยพบว่าสมาร์ตวอตช์ยอดนิยมหลายรุ่นประเมินการเผาผลาญแคลอรีระหว่างออกกำลังกายสูงกว่าความเป็นจริงประมาณ 15-25%
  • ความคลาดเคลื่อนของตัวเลขมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในผู้ใช้งานที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายมาก
  • ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ตัวเลขแคลอรีเป็นเพียงค่าประมาณเพื่อดูแนวโน้ม ไม่ควรยึดติดเพื่อคำนวณปริมาณอาหารที่กินได้แบบตรงตัว

ใครที่ออกกำลังกายเสร็จแล้วต้องยกข้อมือขึ้นมาดูสมาร์ตวอตช์ว่า “วันนี้เบิร์นไปกี่แคลอรี” อาจต้องมองตัวเลขบนหน้าจอใหม่ เพราะการที่นาฬิกาบอกว่าเราเผาผลาญไป 500 กิโลแคลอรี ไม่ได้หมายความว่าร่างกายใช้พลังงานไปเท่านั้นจริง ๆ

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยฟลอริดาอินเตอร์เนชันแนล (Florida International University: FIU) พบว่า

สมาร์ตวอตช์ยอดนิยมหลายรุ่นมีแนวโน้มประเมินพลังงานที่ใช้ระหว่างออกกำลังกายสูงกว่าความเป็นจริง โดยทั่วไปมีความคลาดเคลื่อนประมาณ 15 - 25% และยิ่งผู้ใช้มีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายสูง ตัวเลขก็ยิ่งมีแนวโน้มคลาดเคลื่อนมากขึ้น

เรื่องนี้อาจไม่ได้สำคัญมากนักสำหรับคนที่ดูตัวเลขแคลอรีเพื่อสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย แต่สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก และใช้ตัวเลขบนสมาร์ตวอตช์คำนวณว่าตัวเอง “กินได้อีกเท่าไร” ความคลาดเคลื่อนที่สะสมในแต่ละวันอาจทำให้การควบคุมพลังงานไม่เป็นไปอย่างที่คิด

กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า ตัวเลขแคลอรีที่เราเห็นบนสมาร์ตวอตช์เชื่อถือได้มากแค่ไหน ทำไมเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายจึงอาจทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อน และเราควรใช้ข้อมูลจากสมาร์ตวอตช์อย่างไรให้ได้ประโยชน์ โดยไม่ยึดติดกับตัวเลขจนเกินไป

สมาร์ตวอตช์ยอดนิยม เบิร์นจริงแค่ไหน

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ศึกษาผู้ใหญ่ 58 คน โดยให้ปั่นจักรยานแบบเอน (Recumbent Bike) ตามโปรแกรมที่สลับระหว่างการออกกำลังกายระดับปานกลางและระดับหนัก

ระหว่างการทดลอง ผู้เข้าร่วมสวมสมาร์ตวอตช์ 4 รุ่น ได้แก่ Apple Watch Series 8, Fitbit Sense 2, Samsung Galaxy Watch 5 และ Garmin Forerunner 955 ขณะเดียวกันนักวิจัยใช้เครื่องวิเคราะห์การเผาผลาญ COSMED K5 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ วัดการใช้พลังงานจริงของร่างกายเพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

ผลที่ได้พบว่า ตัวเลขแคลอรีจากสมาร์ตวอตช์มีความคลาดเคลื่อนโดยทั่วไปประมาณ 15 - 25% ขณะที่อุปกรณ์บางรุ่นมีค่าเฉลี่ยความผิดพลาดสูงกว่านั้น

ในบรรดาอุปกรณ์ที่นำมาทดสอบ Apple Watch ให้ค่าการใช้พลังงานใกล้เคียงกับเครื่องมืออ้างอิงมากที่สุด ส่วน Garmin และ Samsung มีแนวโน้มประเมินการเผาผลาญสูงเกินจริงมากกว่า

สำหรับ Fitbit นักวิจัยพบความผิดปกติของข้อมูลหลายครั้ง เช่น บางการทดลองแสดงผลว่าเผาผลาญเพียง 1 กิโลแคลอรีตลอดการออกกำลังกาย หรือบางครั้งไม่สามารถแสดงผลได้ ทำให้ข้อมูลส่วนหนึ่งต้องถูกตัดออกจากการวิเคราะห์

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ทดสอบเฉพาะอุปกรณ์บางรุ่นและการปั่นจักรยานภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสมาร์ตวอตช์ทุกรุ่นจะคลาดเคลื่อนในระดับเดียวกัน หรือผลจะเหมือนกันเมื่อใช้กับการวิ่ง เดิน หรือเวทเทรนนิง

นาฬิกาบอก 500 แคลอรี อาจไม่ได้เบิร์นจริง 500

ลองนึกภาพว่า หลังออกกำลังกายสมาร์ตวอตช์ขึ้นตัวเลขว่าเราเผาผลาญไป 500 กิโลแคลอรี ตัวเลขนี้อาจทำให้รู้สึกว่า วันนี้ออกกำลังกายหนักพอแล้ว หรืออาจเผลอคิดว่า “งั้นกินเพิ่มได้อีกหน่อย”

แต่ถ้าตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าความเป็นจริง 20% ร่างกายอาจใช้พลังงานจริงประมาณ 400 กิโลแคลอรีเท่านั้น

ถ้าเกิดขึ้นเพียงวันเดียว ความต่าง 100 กิโลแคลอรีอาจไม่ได้ดูมากนัก แต่ถ้าเราออกกำลังกายหลายครั้งต่อสัปดาห์ และนำตัวเลขจากนาฬิกามาคำนวณอาหารแบบตรงตัว ความคลาดเคลื่อนก็สามารถสะสมเป็นหลายร้อยกิโลแคลอรีได้

 

เจสัน คอสตรนา (Jason Kostrna) ผู้เขียนหลักของงานวิจัยและรองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายของ FIU อธิบายว่า ตัวเลขแคลอรีที่สมาร์ตวอตช์แสดงไม่ควรถูกมองว่าเป็นค่าที่แม่นยำ เพราะในหนึ่งสัปดาห์เราอาจคำนวณพลาดไปหลายร้อยกิโลแคลอรี จนคิดว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะขาดดุลพลังงาน (Calorie Deficit) ทั้งที่จริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ยิ่งเปอร์เซ็นต์ไขมันสูง ตัวเลขยิ่งคลาดเคลื่อน

อีกประเด็นที่นักวิจัยพบคือ ความคลาดเคลื่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ซึ่งน่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับคนที่ใช้สมาร์ตวอตช์เป็นตัวช่วยควบคุมน้ำหนัก

ปัจจุบันนักวิจัยยังตอบไม่ได้แน่ชัดว่าทำไมจึงเกิดความสัมพันธ์นี้ แต่หนึ่งในความเป็นไปได้อาจเกี่ยวข้องกับอัลกอริทึม (Algorithm) ที่สมาร์ตวอตช์ใช้คำนวณพลังงาน

เพราะสิ่งที่อยู่บนข้อมือเราไม่ได้วัด “แคลอรี” โดยตรง แต่เป็นการนำข้อมูลต่าง ๆ เช่น อายุ น้ำหนัก เพศ การเคลื่อนไหว และอัตราการเต้นของหัวใจ มาคำนวณผ่านอัลกอริทึมของแต่ละบริษัท ก่อนแปลงออกมาเป็นตัวเลขที่เราเห็นบนหน้าจอ

ถ้าข้อมูลที่ใช้สร้างอัลกอริทึมไม่ได้ครอบคลุมผู้ใช้ที่มีองค์ประกอบร่างกายหลากหลายมากพอ ก็อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ความแม่นยำแตกต่างกันในแต่ละคน ซึ่งยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจน

แล้วแบบนี้ยังควรเชื่อสมาร์ตวอตช์อยู่ไหม

คำตอบอาจไม่ใช่การเลิกใส่ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีอ่านข้อมูล

แทนที่จะให้ความสำคัญกับคำถามว่า “วันนี้เผาผลาญไปกี่แคลอรี” นักวิจัยแนะนำให้ใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงค่าประมาณ และหันไปดูข้อมูลอื่นร่วมด้วย เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ระยะเวลาที่ออกกำลังกาย และเวลาที่อยู่ในแต่ละโซนอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Zone)

สิ่งที่มีประโยชน์ไม่แพ้กันคือ การดูแนวโน้มของตัวเองในระยะยาว เช่น เดือนนี้ออกกำลังกายสม่ำเสมอกว่าเดิมหรือไม่ วิ่งได้นานขึ้นไหม หรือเมื่อออกกำลังกายด้วยความหนักเท่าเดิม หัวใจทำงานแตกต่างจากเมื่อสองเดือนก่อนอย่างไร

ส่วนใครที่กำลังลดน้ำหนัก ไม่ควรเห็นตัวเลขว่า “เบิร์น 500 แคลอรี” แล้วคิดว่าสามารถกินคืนได้อีก 500 แคลอรีแบบตรงตัว เพราะตัวเลขนั้นมีโอกาสสูงกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้จริง

ในขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยการกินให้น้อยลงมากเกินไป เพราะร่างกายยังต้องการพลังงานและสารอาหารสำหรับการฟื้นตัว รักษามวลกล้ามเนื้อ และรองรับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สมาร์ตวอตช์จึงยังมีประโยชน์ ทั้งช่วยเตือนให้ลุกเดิน กระตุ้นให้ออกกำลังกาย และทำให้เราเห็นพฤติกรรมสุขภาพของตัวเองได้ชัดขึ้น แต่ไม่ควรเชื่อตัวเลขแคลอรีที่เผาผลาญแบบ 100% หรือยึดเป็นตัวเลขเป๊ะ ๆ แต่ควรมองเป็นค่าประมาณ และใช้ร่วมกับข้อมูลด้านอื่น ๆ เพื่อดูแนวโน้มสุขภาพและการออกกำลังกายของตัวเองในระยะยาว

 

 

อ้างอิง news.fiu.edu , journals , eurekalert