วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

กินน้ำตาลน้อยตั้งแต่เด็ก ลดเสี่ยงมะเร็ง พร้อมแก่ช้าลง

งานศึกษาคนกว่า 64,000 คน ชี้การได้รับน้ำตาลน้อยในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต เชื่อมโยงกับมะเร็งบางชนิดที่ลดลง และอายุทางชีวภาพที่น้อยกว่า

KEY POINTS

  • การจำกัดปริมาณน้ำตาลในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต (ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึง 2 ขวบ) สัมพันธ์กับอัตราการเกิดมะเร็งบางชนิดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในวัยผู้ใหญ่
  • ผู้ที่ได้รับน้ำตาลน้อยในช่วงวัยเด็กเล็ก มีแนวโน้มที่เทโลเมียร์ (ตัวชี้วัดความเสื่อมของเซลล์) จะยาวกว่า ซึ่งเทียบเท่ากับอายุทางชีวภาพที่น้อยลงหรือแก่ช้าลง
  • พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลน้อยในวัยเด็กอาจส่งผลต่อความชอบรสชาติและสร้างนิสัยการกินที่ดีต่อสุขภาพต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่

สิ่งที่เรากินในช่วงสองปีแรกของชีวิต อาจมีความหมายต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด เพราะนอกจากจะเป็นช่วงสำคัญของการเจริญเติบโตแล้ว อาหารที่ได้รับตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ไปจนถึงวัยเด็กเล็ก อาจเชื่อมโยงกับสุขภาพในอีกหลายสิบปีต่อมา

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) พบว่า ผู้ที่ได้รับน้ำตาลในปริมาณจำกัดในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงอายุประมาณ 2 ปี มีอัตราการเกิดมะเร็งบางชนิดต่ำกว่า มีสัญญาณของความแก่ในระดับเซลล์ที่ช้ากว่า และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ยังมีแนวโน้มรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า

งานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลจากประชาชน 64,761 คน ที่เกิดในอังกฤษระหว่างปี 1951-1956 ซึ่งครอบคลุมช่วงที่อังกฤษยังใช้มาตรการปันส่วนน้ำตาลหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวในปี 1953

ช่วงเวลาดังกล่าวทำให้นักวิจัยสามารถเปรียบเทียบคนที่เกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่ได้รับน้ำตาลในช่วงเริ่มต้นของชีวิตแตกต่างกัน และติดตามดูว่า เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี สุขภาพของคนทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างไร

กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า ทำไมการบริโภคในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตจึงสำคัญ และการได้รับน้ำตาลมากเกินไปตั้งแต่วัยเด็กอาจเชื่อมโยงกับสุขภาพในอีกหลายสิบปีต่อมาอย่างไร

ทำไม 1,000 วันแรกถึงสำคัญ

นักวิจัยให้ความสำคัญกับช่วงที่เรียกว่า “1,000 วันแรกของชีวิต” ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิไปจนถึงวันเกิดครบ 2 ขวบ

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ถือเป็นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งสมอง อวัยวะ ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบเผาผลาญ ขณะเดียวกัน ความชอบด้านรสชาติและพฤติกรรมการกินก็เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงนี้เช่นกัน

กินน้ำตาลน้อยตั้งแต่เด็ก ลดเสี่ยงมะเร็ง พร้อมแก่ช้าลง

นั่นหมายความว่า สภาพแวดล้อมด้านอาหารที่เด็กได้รับในช่วงแรกของชีวิต อาจมีผลยาวนานกว่าที่เห็นในระยะสั้น และอาจติดตามไปจนถึงวัยกลางคนหรือวัยสูงอายุ

ในการศึกษานี้ นักวิจัยใช้ข้อมูลจาก UK Biobank เปรียบเทียบสุขภาพของคนที่ใช้ช่วง 1,000 วันแรกภายใต้มาตรการจำกัดน้ำตาล กับผู้ที่เกิดหลังมาตรการดังกล่าวถูกยกเลิก

ได้รับน้ำตาลน้อยในวัยเด็ก เชื่อมโยงกับมะเร็ง 5 ชนิดที่ลดลง

ผลการศึกษาพบว่า คนที่อยู่ภายใต้มาตรการจำกัดน้ำตาลในช่วง 1,000 วันแรก มีอัตราการเกิดมะเร็งบางชนิดต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

ความแตกต่างมากที่สุดพบใน มะเร็งตับ ซึ่งมีอัตราการเกิดโรคต่ำกว่าประมาณ 69% ตามด้วยมะเร็งต่อมลูกหมากประมาณ 52% มะเร็งปอดประมาณ 41% มะเร็งลำไส้ประมาณ 40% และมะเร็งเต้านมประมาณ 36%

ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏทันทีหลังช่วงปันส่วนอาหารสิ้นสุดลง แต่ค่อย ๆ เห็นชัดเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรถูกตีความว่า การลดน้ำตาลในเด็กจะสามารถ “ป้องกันมะเร็งได้” โดยตรง เนื่องจากเป็นการศึกษาเชิงสังเกตและไม่สามารถยืนยันความเป็นเหตุเป็นผลได้

บริโภคน้ำตาลน้อยในวัยเด็ก อาจสัมพันธ์กับอายุทางชีวภาพที่น้อยลง

งานวิจัยยังพบความแตกต่างในตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับอายุของร่างกาย โดยเฉพาะ “เทโลเมียร์” (Telomere) โครงสร้างบริเวณปลายโครโมโซมที่ทำหน้าที่ช่วยปกป้องสารพันธุกรรม และมักค่อย ๆ สั้นลงเมื่อเราอายุมากขึ้น จึงถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเสื่อมตามวัยในระดับเซลล์

ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ได้รับน้ำตาลในปริมาณจำกัดตลอดช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต มีเทโลเมียร์ยาวกว่ากลุ่มที่ไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการจำกัดน้ำตาล โดยนักวิจัยประเมินว่า ความแตกต่างดังกล่าวเทียบได้กับอายุทางชีวภาพที่น้อยกว่าประมาณ 2 ปี

กินน้ำตาลน้อยตั้งแต่เด็ก ลดเสี่ยงมะเร็ง พร้อมแก่ช้าลง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า การได้รับน้ำตาลน้อยในวัยเด็กจะทำให้อายุยืนขึ้น 2 ปี แต่สะท้อนว่า คนกลุ่มนี้มีตัวชี้วัดบางอย่างของร่างกายที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงตามวัยที่ช้ากว่า

ความชอบรสหวานอาจติดตัวไปอีก 50 ปี

อีกหนึ่งผลการศึกษาที่น่าสนใจคือ อิทธิพลของอาหารในวัยเด็กอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ระบบเผาผลาญหรือระดับเซลล์ แต่ยังอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวัน

นักวิจัยพบว่า เมื่อผ่านไปมากกว่า 50 ปี คนที่เคยอยู่ภายใต้มาตรการปันส่วนน้ำตาลในวัยเด็กยังคงบริโภคน้ำตาลน้อยกว่า รับประทานอาหารในปริมาณน้อยกว่า และมีรูปแบบการกินที่หลากหลายและดีต่อสุขภาพมากกว่า

ผลลัพธ์นี้ทำให้เกิดสมมติฐานว่า ระดับความหวานที่เราได้รับตั้งแต่ยังเล็กอาจมีส่วนกำหนดว่า เมื่อโตขึ้นเราจะรู้สึกว่าอาหารต้อง “หวานแค่ไหน” ถึงจะอร่อย

ถ้าเด็กคุ้นเคยกับอาหารที่หวานจัดตั้งแต่ต้น ก็อาจพัฒนาความชอบรสหวานในระดับที่สูงขึ้น ขณะที่เด็กที่คุ้นเคยกับอาหารหวานน้อยกว่าอาจรักษาความชอบดังกล่าวต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่

แม้ยังไม่สามารถยืนยันกลไกนี้ได้ทั้งหมด แต่การที่พฤติกรรมการกินยังแตกต่างกันหลังผ่านไปหลายสิบปี ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดของงานวิจัย

ผลของน้ำตาลต่อสุขภาพ อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเสี่ยงมะเร็ง

การปันส่วนน้ำตาลของอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกนำมาใช้เป็น “การทดลองตามธรรมชาติ” ในงานวิจัยด้านสุขภาพหลายชิ้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนสองกลุ่มซึ่งเกิดใกล้เคียงกันได้รับน้ำตาลในวัยเด็กแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน

งานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ใช้ข้อมูลลักษณะเดียวกันพบว่า ผู้ที่ได้รับน้ำตาลจำกัดในช่วง 1,000 วันแรกมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังบางชนิดต่ำกว่า รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนโรคอัลไซเมอร์

นอกจากนี้ งานวิจัยอีกชิ้นยังรายงานว่า ผู้ที่ได้รับน้ำตาลตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของชีวิตมีแนวโน้มเกิดภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในวัยผู้ใหญ่น้อยกว่า

เมื่อมองงานวิจัยหลายชิ้นร่วมกัน จึงเกิดภาพที่น่าสนใจว่า โภชนาการในช่วงเริ่มต้นของชีวิตอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพหลายระบบ ตั้งแต่ระบบเผาผลาญ หัวใจ สมอง ไปจนถึงสุขภาพจิต

งานวิจัยนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กเล็กต้องงดน้ำตาล

นักวิจัยย้ำว่า งานนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกต จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า การได้รับน้ำตาลน้อยในวัยเด็กเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ความเสี่ยงโรคลดลง

ผู้ที่เติบโตในช่วงมาตรการปันส่วนอาหารไม่ได้แตกต่างจากคนรุ่นหลังเพียงเรื่องการบริโภคปริมาณน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง ทั้งอาหาร สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิต

แต่สิ่งที่งานวิจัยสะท้อนให้เห็นคือ ช่วงตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 2 ปี เป็นช่วงสำคัญของการวางรากฐานสุขภาพในระยะยาว และอาหารที่เด็กได้รับในช่วงนี้อาจมีความสำคัญมากกว่าที่คิด

การที่พ่อแม่ไม่ให้เด็กได้รับความหวานมากเกินความจำเป็นตั้งแต่เล็ก นอกจากจะช่วยดูแลสุขภาพแล้ว ยังอาจช่วยสร้างความคุ้นเคยกับอาหารที่หวานน้อย และส่งผลต่อพฤติกรรมการกินเมื่อโตขึ้นได้

 

อ้างอิง sciencenews , sciencedaily , thehill