ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทั้งจาก Digital Disruption, ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ไปจนถึงวิกฤติสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) สิ่งที่องค์กรและสังคมต้องการมากที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่เพียงแค่แผนธุรกิจที่แยบยล แต่คือ “ภาวะผู้นำ” (Leadership) ที่กล้าหาญ เด็ดขาด และมีเข็มทิศทางคุณธรรมที่ถูกต้อง
หากพูดถึงผู้นำองค์กรไทยระดับแถวหน้า ที่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตในระดับสากลพร้อมๆ กับการรับมือวิกฤติได้อย่างโดดเด่น ชื่อของ ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ย่อมถูกนึกถึงเป็นลำดับต้นๆ ในบรรดาผู้บริหารฝีมือดีในเมืองไทย การันตีผลงานด้วยรางวัลใหญ่อย่าง CEO of the Year 2025 จากสื่อชั้นนำอย่างกรุงเทพธุรกิจ รวมถึงรางวัล CEO People's Choice Award และ Digital Transformation จากเวที THE LEADERSHIP AWARDS 2025
ศุภชัย ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำคนสำคัญในการขับเคลื่อนเครือซีพีสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล (Tech-Driven Company) อย่างเต็มตัว ผ่านการนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI, Big Data และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจระดับโลก เบื้องหลังความสำเร็จและการนำพาเครือซีพีเติบโตก้าวหน้า คือหลักคิดการทำงานและภาวะผู้นำที่น่าสนใจ ที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่สามารถนำไปปรับใช้กับการบริหารองค์กรได้ทุกยุคทุกสมัย
กระบอกเสียงบนเวทีโลก สู่การสร้างรากฐานเศรษฐกิจอนาคต
นอกจากบทบาทการเป็นผู้บริหารระดับสูงแล้ว ศุภชัย ยังเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนในระดับสากล ภาพความสำเร็จและผลงานที่ปรากฏสู่สายตาคนไทยอย่างเด่นชัดเมื่อเร็วๆ นี้ คือการเดินทางไปร่วมเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แห่งใหม่ ที่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยได้รับเกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษถึงบทบาทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในประเทศจีน ตลอดจนแนวทางการยกระดับความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไทยและจีน โดยศุภชัยมองว่า มณฑลเสฉวนถือเป็นพื้นที่ที่มีความหมายเป็นพิเศษ ไม่เพียงเป็นบ้านเกิดของชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากที่อพยพมายังประเทศไทย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่แน่นแฟ้นและยาวนาน
โดยเล่าย้อนไปว่า ในปี พ.ศ. 2522 ภายหลังจีนเริ่มเปิดประเทศ เครือซีพีได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนให้เข้าร่วมพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร ได้รับใบอนุญาตการลงทุนและเป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกที่เข้าไปลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ได้จัดตั้งบริษัทในนครเฉิงตู ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกของมณฑลเสฉวน
ในปัจจุบันเครือซีพีมีบริษัทในจีนมากกว่า 670 แห่ง เฉพาะในมณฑลเสฉวนมีบริษัทในเครือกว่า 20 แห่ง และสร้างมูลค่าผลผลิตด้านการเกษตรและปศุสัตว์ในเสฉวนมากกว่า 10,000 ล้านหยวนในปี 2568
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เครือซีพีเติบโตอย่างมั่นคงตลอดเกือบ 50 ปีในจีน คือการยึดมั่นในปรัชญา “สามประโยชน์” ที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ผู้เป็นบิดาคอยย้ำเสมอว่า ทุกประเทศที่ซีพีเข้าไปลงทุน ประเทศเจ้าบ้านต้องได้รับประโยชน์ก่อน ประชาชนในพื้นที่ต้องได้รับประโยชน์เป็นลำดับถัดมา และบริษัทจึงจะได้รับประโยชน์เป็นลำดับสุดท้าย นี่คือหนึ่งในหลักการบริหารงานในระดับสากล อันส่งผลให้องค์กรเติบโตและประสบความสำเร็จ
ไม่ใช่แค่อุตสาหะ มีสติ แต่สำคัญที่สุดผู้นำต้องมี “ความกล้าหาญ”
ไม่เพียงเท่านั้น หากพูดถึงหลักการบริหารงานหรือแนวคิดการทำงานที่น่าสนใจของศุภชัยแล้ว ในเวทีการมอบรางวัล CEO of the Year 2025 โดยกรุงเทพธุรกิจ ซึ่งมอบให้แก่ผู้นำองค์กรขนาดใหญ่ที่มีวิสัยทัศน์ มีความกล้าหาญ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ศุภชัยได้แชร์หลักการทำงานในฐานะผู้นำองค์กรผ่านเวทีนี้ไว้ด้วยว่า
นอกจากวิสัยทัศน์ ความอุตสาหะ และสติในยามเจอวิกฤติแล้ว ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผู้นำต้องมี คือ “ความกล้าหาญ” ทั้งนี้จุดเริ่มต้นการเป็น CEO ของเขาเกิดขึ้นหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง และได้เรียนรู้ต่อเนื่องจากวิกฤติฟองสบู่อินเทอร์เน็ต แต่ในที่สุดก็สามารถนำพาองค์กรกลับมาฟื้นตัวและเข้มแข็งขึ้นได้
ทั้งนี้ ศุภชัยได้แสดงวิสัยทัศน์ในการพาประเทศไทยก้าวข้ามความท้าทายของโลกยุคใหม่ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ การเป็นศูนย์กลางภูมิภาค (Regional Hub), การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation), การเป็นศูนย์รวมบุคลากรทักษะสูง (Talent Hub) และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation & Startup Ecosystem)
ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ เขามีข้อเสนอแนะในประเด็นการสนับสนุนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกว่า 2 ล้านคน ให้มีโอกาสตั้งทีมทำ Startup หากประสบความสำเร็จเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นได้ แม้มีจำนวนไม่มาก แต่จะสามารถขับเคลื่อน GDP ประเทศได้อย่างมหาศาล และเปลี่ยนวิธีคิดของเยาวชนไทยให้เป็นผู้ประกอบการที่พร้อมเข้าสู่ทุกอุตสาหกรรม
“ส่วนรวมต้องมาก่อน” นิยามผู้นำที่ดี เมื่อต้องตัดสินใจยามวิกฤติ
ล่าสุด.. ศุภชัย ได้ถ่ายทอดแนวคิดการเป็นผู้นำที่สามารถพาองค์กรฝ่าวิกฤติได้สำเร็จ ผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว "Suphachai Chearavanont Official" ไว้ว่า ในการบริหารงานมักจะมีวิกฤติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ผ่านเข้ามาเสมอ การจะตัดสินใจแก้ปัญหาในช่วงวิกฤติผู้นำที่ดีจะต้องนึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมมาก่อน
เขาเล่าย้อนถึงคำสอนของบิดาอย่าง ธนินท์ เจียรวนนท์ ว่า "คุณพ่อมักจะพูดเสมอว่า วิกฤติคือโอกาส ซึ่งเป็นเรื่องจริงสำหรับคนที่เห็นโอกาสและปรับตัวได้เร็ว หากปรับตัวได้จะกลายเป็นโอกาสมหาศาล แต่หากปรับตัวไม่ได้ก็ต้องล้มไปตามวิกฤติ โดยการปรับตัวที่ว่านั้นก็คือ "การเรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วลงมือแก้ไขให้ถูกต้อง"
ทั้งนี้ในช่วงยามที่บริษัทเผชิญวิกฤติ ศุภชัยยอมรับว่า ในวิกฤติทุกๆ ครั้งมักจะนอนไม่ค่อยหลับจนถึงเช้า และมักจะคิดแก้ไขเรื่องราวต่างๆ ออกประมาณช่วงตี 3 ถึงตี 4 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นเหตุหลักในการตัดสินใจ คือ การถามตัวเองเสมอว่า "ถ้าคุณเดินต่อ จะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมไหม? ถ้าคุณถอยหลังกลับ จะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมไหม?"
ศุภชัยบอกว่า คำถามนี้คือจุดที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ถูกต้องทุกครั้ง เพราะหากเกิดประโยชน์มากต่อส่วนรวม แม้จะเกิดประโยชน์ต่อตนเองน้อยก็เป็นทางที่ต้องเสี่ยงและเดินหน้าต่อ นี่คือหลักคุณธรรมและเป็นแก่นแท้ของภาวะผู้นำ
"ถ้าถามว่าผู้นำคืออะไร จริงๆ ผู้นำก็คือผู้ที่คำนึงถึงส่วนรวมเสมอ โดยดูว่าความต้องการของตัวเองและส่วนรวมนั้นมันมีขนาดใหญ่แค่ไหน เป็นระดับครอบครัว องค์กร หรือระดับสังคม ถ้าเราตัดสินใจบนพื้นฐานว่า ความสำเร็จ ประโยชน์ และมูลค่าต่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง การตัดสินใจนั้นไม่ค่อยพลาดครับ" ศุภชัย อธิบาย
คงพูดได้ว่า..การบริหารองค์กรในโลกยุคใหม่ให้ประสบความสำเร็จ อาจไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด หรือกลยุทธ์ที่ซับซ้อนที่สุด แต่มันคือ “มนุษยธรรมและวิสัยทัศน์” ของคนเป็นผู้นำ
เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าเทคโนโลยี AI จะฉลาดล้ำเพียงใด หรือวิกฤติโลกจะถาโถมซับซ้อนหนักหนาแค่ไหน องค์กรที่จะก้าวผ่านความท้าทายได้อย่างยั่งยืน และชนะใจคนทั้งในและนอกองค์กรได้จริง ย่อมไม่ใช่ผู้นำที่มองหาแต่ผลกำไรในบรรทัดสุดท้าย หากแต่เป็นผู้นำที่มี “ความกล้าหาญที่จะทำเพื่อคนอื่น” และใช้ประโยชน์ของส่วนรวมเป็นเข็มทิศในการนำทางเสมอ
อ้างอิง: Suphachai Chearavanont Official, กรุงเทพธุรกิจ, แนวหน้า, we are CP, CPgroupGlobal


