หลายคนเชื่อว่า ตำแหน่งซีอีโอคือ อาชีพที่ไม่มีคำว่า "เลิกงาน" เพราะยิ่งองค์กรใหญ่ ความรับผิดชอบก็ยิ่งมาก การตอบอีเมลตอนดึก สั่งงานผ่านข้อความ การคุยงานกับทีมวันหยุด หรือการพร้อมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เหล่านี้ถูกมองเป็นเรื่องปกติด้านการทำงานของผู้นำระดับสูง
แต่สำหรับ เจ.ไมเคิล พรินซ์ (J. Michael Prince) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหรือ CEO ของ U.S. Polo Assn. เขากลับมองว่า แนวคิดเรื่อง Work-Life Balance นั้นสำคัญกับผู้บริหารมากกว่าที่คิด และมันไม่ได้หมายถึงการทำงานให้น้อยลง แต่หมายถึงการรู้ว่าเมื่อไรควรหยุดพักเบรก เพื่อให้ยังมีพลังทำงานได้ดีในระยะยาว
เขาดูแลแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่มีธุรกิจอยู่ในหลายร้อยประเทศ การตัดสินใจของเขาย่อมส่งผลต่อผู้คนจำนวนมากในแต่ละวัน แต่เมื่อถึงเวลาเลิกงาน เขาพยายามรักษากฎข้อหนึ่งอย่างเคร่งครัด นั่นคือ การไม่รบกวนเวลาส่วนตัวของทีม เว้นแต่จะเกิดเหตุการณ์สำคัญจริงๆ
พรินซ์อธิบายว่า ตลอดเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา เขาแทบไม่เคยได้รับการเคารพเวลาส่วนตัวจากผู้บังคับบัญชาในลักษณะนี้ เขาจึงตั้งใจจะไม่ส่งต่อวัฒนธรรมเดิมๆ ให้กับคนรุ่นหลัง เพราะเชื่อว่าหลังเลิกงาน ทุกคนควรได้กลับไปใช้เวลากับครอบครัว คนรัก เพื่อน หรือใช้เวลาพักฟื้นทั้งร่างกาย และจิตใจ ก่อนจะกลับมาทำงานอย่างเต็มศักยภาพในวันรุ่งขึ้น
"ผมพยายามไม่รบกวนคนอื่นหลังเลิกงาน ดังนั้นคุณแทบจะไม่ได้รับอีเมลหรือข้อความจากผมหลังออกจากออฟฟิศเลย" พรินซ์ย้ำถึงแนวคิดการบริหารงานของเขา
Work-Life Balance ไม่ใช่ทำงานน้อยลง แต่คือ การตั้ง "ขอบเขต" ให้ชีวิต
แม้จะดูแลแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่มีธุรกิจมูลค่ากว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ มีร้านค้ากว่า 1,200 แห่งใน 190 ประเทศ ซึ่งมีภารกิจที่จะต้องทำแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง แต่พรินซ์กลับพยายามจบวันทำงานให้ในได้เวลาราวๆ 17.30 น. เพื่อกลับไปรับประทานอาหารเย็นกับครอบครัว
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ปิดโทรศัพท์หรือหายตัวไปเลย หากเกิดเรื่องเร่งด่วน ทีมสามารถติดต่อเขาได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องที่รอไม่ได้ เขาเลือกปล่อยให้ทุกคนได้พักผ่อน ขณะที่หากเป็นวันหยุดยาว เขาจะปล่อยให้ทุกคนได้ใช้เวลาตั้งแต่วันศุกร์ไปจนถึงวันจันทร์อย่างเต็มที่
สำหรับเขา เวลาหลังเลิกงานไม่ใช่ช่วงเวลาที่สูญเปล่า แต่เป็นช่วงเวลาที่ทำให้คนทำงานได้กลับมาเติมพลัง ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ซึ่งล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในวันถัดไป สำหรับเขา การพักผ่อนไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงานระดับใดก็ตาม
"ผมพยายามเคารพวันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกคน เพราะผมเชื่อว่านั่นคือ เวลาของครอบครัว เวลาส่วนตัว เวลาของเพื่อน และเป็นช่วงเวลาที่ได้รีเซ็ตร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และเติมพลังให้ตัวเองอีกครั้ง"
แนวคิดนี้สะท้อนว่า Work-Life Balance ไม่ใช่การแบ่งเวลาให้เท่ากันระหว่างงานกับชีวิต แต่คือ การรู้ว่าช่วงเวลาไหนควรทุ่มเทกับงาน และช่วงเวลาไหนควรถอยออกมาเพื่อรักษาพลังของตัวเอง
คนที่เคยทำงานหนักที่สุด กลับเป็นคนที่รู้ว่าการพักสำคัญที่สุด
อย่างไรก็ตาม มุมมองเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ย้อนกลับไปในช่วงสร้างตัว เขาเคยใช้ชีวิตแบบที่คนทำงานจำนวนมากคุ้นเคย ทั้งการทำงานหนัก 90 ชั่วโมง/สัปดาห์ อดนอน และทุ่มเทแทบทุกอย่างให้กับหน้าที่ เพราะเชื่อว่านั่นคือหนทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับมองประสบการณ์เหล่านั้นด้วยสายตาอีกแบบ เขาเริ่มเห็นว่า ความสำเร็จที่ได้มาพร้อมการละเลยสุขภาพ การพักผ่อน และคนในครอบครัว อาจมีต้นทุนที่แฝงอยู่สูงกว่าที่คิด
ทุกวันนี้ พรินซ์เริ่มต้นวันตั้งแต่เวลาประมาณ 05.15 น. ออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง ดื่มกาแฟ เช็กอีเมล และใช้เวลารับประทานอาหารเช้ากับครอบครัว ก่อนผลัดกันไปส่งลูกกับภรรยา จากนั้นจึงค่อยเดินทางเข้าออฟฟิศในช่วงที่การจราจรเริ่มคลี่คลาย
เขาอธิบายเหตุผลที่ไม่รีบเข้าที่ทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ว่า "ผมรู้ดีว่า ทันทีที่เดินเข้าออฟฟิศ วันทั้งวันของผมก็แทบไม่เป็นของตัวเองอีกแล้ว ไม่ว่าผมจะวางแผนมาดีแค่ไหนก็ตาม"
เมื่อย้อนกลับไปมองช่วงเวลานั้น วันนี้เขากลับยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า "ผมอาจสูญเสียอายุขัยไปหลายปี จากนิสัยบางอย่างที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าเป็น 'นิสัยที่ดี' แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันอาจเป็นนิสัยที่ไม่ดีก็ได้"
เขาบอกว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งที่อยากเปลี่ยนไม่ใช่ความขยัน แต่คือ วิธีการใช้ชีวิต "เมื่อมองย้อนกลับไป ผมน่าจะทำงานให้ฉลาดกว่านั้น" ทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การนอน การออกกำลังกาย รวมถึงการจัดสมดุลชีวิต และการทำงาน เพราะเมื่ออายุมากขึ้น เขาจึงตระหนักว่า ความสำเร็จไม่ควรแลกมาด้วยสุขภาพ
ผู้นำระดับโลกหลายคนกำลังส่งสาร "ขอบเขตงานกับชีวิต" ในทิศทางเดียวกัน
แนวคิดของ เจ.ไมเคิล พรินซ์ (J. Michael Prince) อาจฟังดูสวนทางกับภาพจำของซีอีโอยุคเก่าแบบเดิมๆ แต่ความจริงแล้ว เขาไม่ใช่ผู้นำระดับโลกเพียงคนเดียวที่เลือกวาง "ขอบเขต" ระหว่างงานกับชีวิตไว้อย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้ มาร์ก แรนดอล์ฟ (Marc Randolph) ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix เปิดเผยว่า ตลอดเวลากว่า 30 ปี เขากำหนดให้ช่วงเย็นของทุกวันอังคารเป็นเวลาส่วนตัวอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะมีประชุมด่วน โทรศัพท์สำคัญ หรือแม้แต่วิกฤติที่เกิดขึ้นในบริษัท เขาก็ยังยึดมั่นกับเวลาช่วงเวลาพักนี้ เพราะเชื่อว่าหากเราไม่ปกป้องเวลาชีวิตของตัวเอง สุดท้ายงานก็จะค่อยๆ แทรกเข้ามาจนครอบงำทั้งชีวิตจนไม่มีเพื่อสิ่งอื่นเลย
แนวคิดเดียวกันนี้ยังสะท้อนอยู่ในวิธีทำงานของ เจสัน บูเชล (Jason Buechel) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Whole Foods Market ที่จัดเวลาออกกำลังกายวันละสองครั้ง ใช้วันลาพักร้อนให้หมดทุกปี! และยังสนับสนุนให้พนักงานลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพราะเขาเชื่อว่า ผู้นำไม่ควรเพียงแค่พูดถึงความสำคัญของ Work-Life Balance แต่ต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วย
ขณะที่ เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase ก็ส่งสารในทิศทางเดียวกัน โดยย้ำว่า การทำงานอย่างชาญฉลาดสำคัญกว่าชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน พร้อมเตือนคนทำงานว่า อย่าปล่อยให้งานกลืนกินทุกด้านของชีวิต เพราะนอกจากหน้าที่การงานแล้ว ยังมีทั้งสุขภาพ ครอบครัว เพื่อน และการดูแลจิตใจที่คุณไม่ควรมองข้าม
แม้แนวคิดเรื่อง Work-Life Balance จะถูกพูดถึงมาหลายปี แต่ประสบการณ์ของ เจ. ไมเคิล พรินซ์ ทำให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การแบ่งเวลาระหว่างงานกับชีวิต หากคือการบริหารพลังงานของตัวเอง เพื่อให้ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
บทเรียนที่เขาอยากฝากถึงคนทำงานจึงเรียบง่าย แต่ทรงพลัง นั่นคือ "ทำงานหนักได้ แต่อย่าลืมดูแลตัวเอง เพราะอาชีพการทำงานคือ การวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น"
เส้นทางการทำงานไม่ได้จบลงภายในไม่กี่ปี แต่กินเวลายาวนานหลายทศวรรษ และคนที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน อาจไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุดในช่วงเริ่มต้น แต่เป็นคนที่รู้จักรักษาจังหวะของตัวเอง รู้ว่าเมื่อไรควรเร่ง และเมื่อไรควรหยุดพัก เพื่อให้ยังมีแรงก้าวต่อไปได้จนถึงปลายทาง
อ้างอิง: Fortune, Jamie Dimon work smart, Fortune us-polo-assn
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


