สำหรับคนวัยยี่สิบกว่าปีที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ช่วงเวลาตี 4 ครึ่งอาจเป็นค่ำคืนที่กำลังจะจบลงหลังจากออกไปสังสรรค์กับเพื่อน หรืออาจเป็นเวลาที่ใครหลายคนกำลังนอนหลับสนิทบนเตียง แต่สำหรับ โคซีมา ชิปแชนด์เลอร์ (Khozema Shipchandler) ซีอีโอของ Twilio บริษัทเทคโนโลยีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วงเวลานั้นคือการเริ่มต้นของวันทำงาน
ผู้บริหารรุ่น Gen X คนนี้บอกว่า เขาเป็นคนตื่นเช้ามาตลอดชีวิต และเชื่อว่าการเริ่มต้นวันก่อนคนอื่น คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาก้าวหน้าในอาชีพเร็วกว่าคนส่วนใหญ่ และเขาไม่เชื่อว่าการมี Work-Life Balance จะเหมาะกับเส้นทางสู่ตำแหน่งซีอีโอ
"ผมคิดว่าผมเป็นคนแบบนั้นตั้งแต่เด็กจนโต" เขาบอกกับ Fortune พร้อมอธิบายต่ออีกว่า แต่ละคนล้วนสร้างมาตรฐานการใช้ชีวิตขึ้นมาจากประสบการณ์ที่ตัวเองเติบโตมา สำหรับเขา จุดเริ่มต้นสำคัญมาจากครอบครัวผู้อพยพจากเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ที่ย้ายมาตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกา
"พ่อแม่ของผมเป็นตัวอย่างของความสำเร็จแบบครอบครัวผู้อพยพ และเหมือนกับพ่อแม่ผู้อพยพอีกหลายคน พวกเขาอยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่าตัวเอง และมีโอกาสมากกว่าที่พวกเขาเคยมี"
เขาเล่าว่า พ่อแม่ปลูกฝังเรื่องความขยันและความมุ่งมั่นมาตั้งแต่เด็ก พวกเขาสอนให้ลูกๆ ทำงานหนักและใช้ชีวิตให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเรื่องทำงานหรือใช้ชีวิต นั่นคือเป้าหมายที่พวกเขาวางเอาไว้
ทุกวันนี้ ชิปแชนด์เลอร์มองว่า วินัยเหล่านั้นคือสิ่งที่พาเขาเดินทางจากพนักงานระดับเริ่มต้น สู่ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่การเงินของธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่อายุเพียง 31 ปี ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ซึ่งตอนนี้เขามีอายุ 52 ปี
เขายังเชื่อด้วยว่า สิ่งที่คัดกรองคนที่ได้เป็น "ผู้นำ" ออกจาก "พนักงานทั่วไป" ไม่ใช่พรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่คือระดับของความทุ่มเททำงานที่มากกว่าคนอื่น และการยอมเสียสละบางอย่างในชีวิต ที่แต่ละคนพร้อมจะจ่ายเพื่อความสำเร็จระดับสูง
จากเด็กจบใหม่ สู่ CFO ตอนอายุ 31 ปี ซึ่งถือเป็นผู้บริหารอายุน้อย
ชิปแชนด์เลอร์ สำเร็จการศึกษาจาก Indiana University Bloomington ในปี 1996 และเริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับ General Electric (GE) ทันทีหลังเรียนจบ เขาบอกว่า สิ่งที่ทำให้ GE แตกต่างในยุคนั้นคือ หากคุณแสดงให้เห็นว่าพร้อมทำงานหนัก องค์กรก็พร้อมเปิดประตูให้คุณเติบโต
"ถ้าคุณเต็มใจที่จะทุ่มเท องค์กรก็เต็มใจที่จะมอบโอกาสให้คุณ และผมได้รับโอกาสมากมายจากที่นั่น" ผลลัพธ์คือ เขาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนได้รับตำแหน่ง CFO ของหนึ่งในธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของ GE ตั้งแต่อายุเพียง 31 ปี
ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมมุมมองเรื่องความสำเร็จของเขามาจนถึงทุกวันนี้มันสอนเขาว่า ทุกคนต้องเลือกว่าชีวิตแบบไหนสำคัญกับตัวเอง ซึ่งอาจจะสวนทางกับแนวคิดการทำงานของคุณรุ่นใหม่ยุคนี้ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนรุ่น Gen Z และ Gen Y จำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับวัฒนธรรมการทำงานหนักแบบดั้งเดิม เช่น ชั่วโมงการทำงานยาวนาน และทำงานในวันหยุด
พวกเขาเรียกร้องความยืดหยุ่นมากขึ้น ต้องการเวลาส่วนตัวมากขึ้น และให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance อย่างจริงจัง แต่ชิปแชนด์เลอร์กลับมองว่า เส้นทางสู่ตำแหน่งสูงสุดในองค์กร มักมาพร้อมกับการตัดสินใจบางอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
"พวกเราทุกคนต้องเลือก วัยทำงานทุกคนต้องตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของตัวเอง ซึ่งการเลือกแบบนี้ก็มีผลตามมาเหมือนกัน บางครั้งผมก็ไม่ได้อยู่ดูการแข่งขันเทนนิสของลูกชายทุกนัด"
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้บอกว่าทุกคนควรใช้ชีวิตเหมือนเขา ตรงกันข้าม เขากลับพูดอย่างชัดเจนว่า
"ถ้าคุณอยากทำงาน 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น อยากเป็นโค้ชทีมกีฬาของลูก อยากมีเวลาให้ตัวเองในช่วงเย็น หรืออยากมีงานอดิเรกหรือความสนใจอื่นๆ นั่นเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก แต่จากประสบการณ์ของผม ผมยังไม่เคยเจอผู้บริหารคนไหน ที่ไม่ได้ทุ่มเทเวลาและพลังงานให้กับงาน (ทำงานหนัก) ในระดับใกล้เคียงกับผม" เขาย้ำ
เปิดตารางเวลาชีวิตจริง CEO บริษัทเทคฯ ระดับหมื่นล้านดอลลาร์
เมื่อพูดถึงการทำงานหนักและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ชิปแชนด์เลอร์ ได้เผยถึงตารางเวลาทำงานและการใช้ชีวิตของเขาในฐานะซีอีโอบริษัทหมื่นล้าน ของเขาไว้ว่า ทุกวันนี้ การตื่นเช้าของชิปแชนด์เลอร์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเอาชนะคู่แข่งเหมือนในอดีต แต่เป็นการเอาชนะตารางงานของตัวเอง
"เวลา 04.30 คนส่วนใหญ่ยังไม่ตื่น แต่ผมตื่นนอนเวลานี้เกือบทุกวัน และนั่นทำให้ผมมีเวลาจัดการงานได้เยอะมาก"
เวลา 04.30 น. เขาจะตื่นขึ้นมาและเริ่มเช็กข้อความใน Slack เช็กอีเมล และการแจ้งเตือนต่างๆ ทันที เพื่อดูว่ามีเรื่องเร่งด่วนระดับ "วิกฤติ" ที่ต้องจัดการหรือไม่ จากนั้นจึงเข้าสู่กิจวัตรเดิมทุกวัน ได้แก่
- ดื่มกาแฟหนึ่งแก้ว
- รับประทานอาหารเช้า ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นสมูทตี้
- อ่านข่าวรายวัน
- ออกกำลังกาย
โดยเขาจะทำทุกอย่างตามลำดับนี้เสมอ "ผมตั้งใจจัดลำดับแบบนี้ เพราะระหว่างออกกำลังกาย ผมจะได้มีโอกาสคิดทบทวนเรื่องต่างๆ ที่ทำไปไปลำดับแรกๆ ก่อนหน้า ทั้งข่าวที่เพิ่งอ่าน สิ่งที่เห็นในอีเมล ข้อความใน Slack รวมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม"
เวลา 07.30 น. เขาเริ่มทำงานอย่างจริงจังตามลูปเวลางาน ซึ่งเร็วกว่าวิศวกรส่วนใหญ่ของบริษัท (ที่มักเริ่มงานราว 09.00 น.) จากนั้นก็ทำงานไปตลอดทั้งวัน
เวลา 18.30 น. เขาหยุดพักเพื่อรับประทานอาหารเย็น ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าวกับครอบครัวที่บ้าน หรือกับลูกค้าและผู้บริหารระหว่างเดินทาง เขาบอกว่า ตัวเองใช้เวลาเดินทางราว 75% ของทั้งปี แต่กิจวัตรโดยรวมยังเหมือนเดิม
เวลา 20.00 น. เขากลับมาทำงานต่ออีกประมาณหนึ่งชั่วโมง
เวลา 21.00 น. ก่อนนอน เขาจะปิดท้ายวันด้วยการดูรายการ SportsCenter ประมาณ 20-30 นาที หากอยู่ระหว่างเดินทาง หรือหากอยู่บ้าน เขาก็พูดติดตลกว่า "ผมก็ดูรายการที่ภรรยาผมหลับได้เร็วที่สุด" จกานั้นก็เข้านอนในเวลาประมาณ 21.30 น.
วันเสาร์คือวันหยุดวันเดียว เขาอนุญาตให้ตัวเองหยุดคิดเรื่องงาน
แม้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาจะตื่นสายขึ้นเล็กน้อยเป็น 06.30 น. แต่เขายังคงทำงานแทบทุกวันอาทิตย์ เพราะในมุมมองของเขา นั่นคือธรรมชาติของการทำงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงแบบนี้
"ลักษณะของงานที่ผมรับผิดชอบอยู่นี้ ทำให้ผมต้องคิดเรื่องงานอยู่ตลอด ช่วงเวลาที่ผมอนุญาตให้ตัวเองไม่คิดเรื่องงานเลย มีอยู่ประมาณ 6-8 ชั่วโมงในวันเสาร์วันเดียวเท่านั้น" ประโยคนี้อาจใกล้เคียงกับแนวคิด Work-Life Balance สำหรับผู้บริหารอย่างเขามากที่สุด เมื่อเทียบกับเวลาการทำงานหนักตลอดทั้งสัปดาห์
แต่เมื่อถามตรงๆ ว่า เขาคิดว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดขององค์กรสามารถมี Work-Life Balance ได้หรือไม่ เขาตอบชัดว่า "ผมไม่คิดว่า Work-Life Balance จะมีอยู่จริง ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้" ชิปแชนด์เลอร์ตอบทันที
แต่เขาก็ย้ำว่า การทำงานหนักไม่ได้หมายความว่าต้องทำงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ "ผมสนับสนุนการทำงานอย่างชาญฉลาดเต็มที่" ยกตัวอย่างเช่น การประชุมงาน เขามีข้อกำหนดเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพื่อรักษาสมาธิและพลังงานของตนไว้เพื่อให้ทำงานได้ต่อเนื่องแบบไม่หนื่อยเกินไป
เขาสร้างระบบการทำงานที่เข้มงวด กล่าวคือ เขาจะไม่เข้าประชุมที่รู้สึกว่าไม่ช่วยให้องค์กรเดินหน้า หรือเป็นการใช้เวลาที่ไม่คุ้มค่า "ผมจะไม่เข้าวงประชุมที่ผมคิดว่าไม่ได้ช่วยให้บริษัทเดินหน้า หรือเป็นการประชุมที่ไม่ได้สร้างพลังงานให้กับผม"
เขายังกำหนดให้การประชุม 30 นาที ใช้จริงเพียง 25 นาที และหากเป็นการประชุม 1 ชั่วโมง จะต้องใช้เวลาจริงเพียง 50 นาทีเท่านั้น เพื่อเว้นระยะให้มีเวลาพักระหว่างการประชุมแต่ละครั้ง "ช่วงเวลาระหว่างนั้น ผมอาจเดินรอบอาคาร/รอบบ้าน สักรอบ เพื่อให้เลือดสูบฉีด หรือออกไปรับอากาศข้างนอกตึกบ้าง"
นอกจากนี้ หลังมื้ออาหารกลางวัน เขาจะขึ้นลู่วิ่งเดินทันที 10 นาที เพื่อป้องกันอาการง่วงในช่วงบ่าย อีกสิ่งหนึ่งที่เขาตัดออกจากชีวิตโดยสิ้นเชิง คือโซเชียลมีเดีย เขาบอกว่าไม่ใช้งานโซเชียลมีเดียเลย เพราะต้องการรักษาสมาธิเอาไว้กับเรื่องที่สำคัญกว่า
ความสำเร็จอาจไม่ได้มาจากแรงบันดาลใจ แต่มาจาก "การสร้างนิสัยที่ดี"
เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่ช่วยให้เขารักษาประสิทธิภาพการทำงานได้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ชิปแชนด์เลอร์ตอบสั้นๆ ว่า
"ผมคิดว่าการสร้างนิสัยการทำงานที่ดีเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อคุณมีชุดนิสัยที่ดี มีวินัยที่ชัดเจน มันจะช่วยให้คุณทำงานอย่างมีเป้าหมาย และไม่ปล่อยให้สิ่งรบกวนต่างๆ แทรกเข้ามาได้"
สำหรับชิปแชนด์เลอร์ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการฮึดสู้เป็นครั้งคราว หรือแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นเป็นบางวัน แต่มาจากกิจวัตร วินัย และการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาหลายสิบปี
และนั่นคือเหตุผลที่เขายังคงเชื่อว่า สิ่งที่แยกผู้นำออกจากคนทั่วไป อาจไม่ใช่ความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าแต่ละคนพร้อมจะทุ่มเท และยอมเสียสละเพื่อเป้าหมายของตัวเองมากแค่ไหนต่างหาก
อ้างอิง: Fortune, Fortune Video, Bitget


