หลายคนเชื่อว่าความสำเร็จในอาชีพมาจากการทำงานหนัก ทำงานในชั่วโมงที่ยาวนานมากขึ้น แต่ เอริก ชมิดต์ (Eric Schmidt) อดีตซีอีโอของ Google ผู้ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินราว 45,000 ล้านดอลลาร์ กลับมองต่างออกไป เขาเชื่อว่า นิสัยอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เขาพัฒนาตัวเองและตัดสินใจได้ดีขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่การนั่งทำงานเพิ่มในวันหยุด แต่คือการปลีกเวลาไม่กี่ชั่วโมงทุกสุดสัปดาห์ เพื่อทบทวนงานที่ได้ทำลงไป และวางแผนอย่างมีสติสำหรับสัปดาห์ถัดไป
ชมิดต์ ย้ำว่า สิ่งที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานมากที่สุด เป็นการฝึกนิสัยที่เรียบง่าย นั่นคือการหาเวลาสงบๆ ไม่กี่ชั่วโมงในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อ "คิด" และ "เขียน" โดยไม่มีหน้าจอ ไม่มีโทรศัพท์ และไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ
บทเรียนจากโค้ชระดับตำนานแห่งซิลิคอนวัลเลย์
ชมิดต์ เปิดเผยแนวคิดนี้ระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ The Gstaad Guy Podcast ของ กุสตาฟ ลุนด์เบิร์ก โทเรสสัน (Gustaf Lundberg Toresson) เขาเล่าว่า วิธีคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจาก บิล แคมป์เบลล์ (Bill Campbell) โค้ชด้านภาวะผู้นำและการสร้างทีมเวิร์กผู้ล่วงลับ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาคนสำคัญของผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกจำนวนมาก
ชมิดต์กล่าวว่า ช่วงเวลาทำงานตลอดทั้งสัปดาห์ ขอให้ทำให้เต็มที่ จะวันละ 12 ชั่วโมง หรือ 14 ชั่วโมง หรือกี่ชั่วโมงก็ตาม แต่เมื่อถึงวันหยุด เขาเชื่อว่าคนทำงานควรหาเวลาส่วนตัวสำหรับการทบทวนงานต่างๆ ที่ผ่านมาในช่วงสัปดาห์ทำงาน
"ในช่วงสุดสัปดาห์ ตอนที่คุณอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว หรืออยู่กับตัวเอง ให้แบ่งเวลาออกมาสัก 2-3 ชั่วโมง เพื่อใช้สมองคิด ปิดโทรศัพท์ คุณไม่ต้องส่งข้อความ ไม่ต้องเล่น Instagram โซเชียลมีเดีย หรือทำอย่างอื่น" เขาย้ำถึงขั้นตอนสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
จากนั้นให้เริ่มเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา วิธีการคือให้เขียนประเมินสิ่งที่คุณทำในสัปดาห์ก่อน และเขียนต่อว่าคุณต้องทำอะไรในสัปดาห์หน้า เพื่อจัดการกับสิ่งที่คุณยังไม่ได้ตามอัปเดต งานค้าง หรืองานที่ยังไม่ได้ทำ
การเขียนช่วยบังคับให้เรารับผิดชอบตัวเอง
ชมิดต์เชื่อว่าวิธีนี้ได้ผลก็เพราะความเรียบง่ายของมัน การเขียนช่วยให้เราเห็นชัดขึ้นว่าอะไรที่ทำไปแล้ว อะไรที่ยังค้างอยู่ และอะไรที่ต้องกลับไปจัดการ เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า "นี่เป็นเทคนิคที่ดี เพราะมันบังคับให้คุณเป็นคนรับผิดชอบสัปดาห์ถัดไปของตัวเอง"
หลายครั้งระหว่างการทบทวน เขาจะพบเรื่องสำคัญที่หลุดรอดจากความสนใจไปในช่วงที่งานยุ่ง ยกตัวอย่างเช่น "อ๋อ ผมลืมไปว่าผมมีปัญหาเรื่องยอดขายตรงนั้น" หรือ "ผมลืมโทรหาคนนี้" และบางครั้งก็เป็นไอเดียใหม่ ๆ ที่เคยคิดไว้แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ
"บางครั้งผมมีข้อเสนอให้ทีมหรือมีไอเดียบางอย่าง แต่พองานด่วนมาแทรก ก็เลยลืมไปบ้าง และยังไม่ได้มีโอกาสกลับไปจัดการมัน แต่ถ้าเราได้กลับมาคิดทบทวนและเขียนบันทึกไว้ เราก็จะไม่พลาดมันอีก"
ชมิดต์บอกว่า วิธีนี้ช่วยให้เขากลับมาโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำงานหนักขึ้น ไม่ได้แปลว่าผลงานจะดีขึ้นเสมอไป
สิ่งที่น่าสนใจคือ ชมิดต์ไม่ได้ใช้เวลาวันหยุดเพื่อยัดงานเพิ่มเข้าไปในตารางชีวิต ตรงกันข้าม เขามองว่าช่วงเวลาทบทวนเหล่านี้คือโอกาสในการ "รีเซ็ต" ตัวเอง
เขายอมรับว่าเมื่ออายุน้อยกว่านี้ เขาเคยทำงานสัปดาห์ละมากกว่า 80 ชั่วโมง แต่เมื่ออายุมากขึ้น เขาก็พบว่าจำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมสำหรับตัวเองอยู่ที่ประมาณ 63 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพราะในช่วงวัยนี้ที่ไม่ใช่หนุ่มสาวแล้ว พอถึงจุดหนึ่งต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพการทำงานจะเริ่มลดลง
"พอเวลาผ่านไป การทำงานชั่วโมงยาวนานขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผลงานจะดีขึ้นเสมอไป เมื่อถึงจุดหนึ่ง ต่อให้คุณทุ่มเวลาเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม" เขาย้ำให้เห็นภาพ
เขายังเตือนด้วยว่า การโหมงานหนักติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะยิ่งเหนื่อยล้าเท่าไร ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจก็ยิ่งลดลงตามไปด้วย
ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่วัยทำงานทุกคนก็ฝึกทักษะ "คิดและเขียน" ได้
ชมิดต์ย้ำว่า วิธีนี้ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับซีอีโอหรือเจ้าของธุรกิจเท่านั้น แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นวิศวกร พนักงานออฟฟิศ หรือคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ก็สามารถนำวิธีนี้ไปปรับใช้ได้เช่นกัน
โดยเฉพาะในโลกการทำงานยุคนี้ที่ผู้คนต้องรับมือกับการแจ้งเตือนตลอดทั้งวัน ไม่เว้นแม้แต่เวลาหลังเลิกงาน ทั้งจากอีเมล ข้อความ และแอปติดตามงานต่างๆ จนหลายครั้งเราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการตอบสนองต่อสิ่งที่เข้ามา มากกว่าจะได้หยุดคิดว่าสิ่งไหนสำคัญจริงๆ
ชมิดต์มองว่า ทุกวันนี้ "ทักษะในการจดจ่อหรือโฟกัสกับงาน" กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งโลกเต็มไปด้วยสิ่งรบกวนมากเท่าไร การหาเวลาสงบๆ เพื่อทบทวนและจัดระเบียบความคิดก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับชมิดต์ ประโยชน์สำคัญที่สุดของนิสัยการคิดและจดบันทึก คือการช่วยให้มองเห็นสิ่งที่อาจกำลังตกหล่น ก่อนที่ปัญหาเล็กๆ จะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ รวมถึงช่วยให้เราไม่หลงไปกับเรื่องจุกจิก จนละเลยสิ่งที่สำคัญจริงๆ
เขาสรุปแนวคิดนี้ไว้สั้นๆ ว่า "การเขียนสิ่งต่างๆ ลงไปบนหน้ากระดาษ ช่วยให้คุณเห็นภาพชัดขึ้น" ในมุมมองของเขา คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพราะทำงานหนักกว่าคนอื่นเสมอไป แต่เป็นเพราะพวกเขารู้ว่าควรใช้เวลาและพลังงานไปกับเรื่องไหนมากกว่าต่างหาก
อ้างอิง: Fortune, The Gstaad Guy Podcast, EricSchmidt


