มูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AIDS Healthcare Foundation: AHF) เสนอ 3 ข้อ ปฏิรูประบบหนี้โลก ดันกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มงบดูแลสุขภาพและการศึกษาให้ประชาชน
KEY POINTS
- ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 26 ของโลกอยู่ที่ 366,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 12.6 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 66% ของ GDP
- รัฐบาลไทยอยู่ในภาวะที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการทางการคลัง คือ ทั้งระบบการจัดเก็บรายได้และการจัดสรรรายจ่ายที่ไม่เหมาะสม กลายเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมให้รุนแรงยิ่งขึ้น
- ข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการของแคมเปญ "อิสรภาพจากหนี้" ได้แก่ 1.การจัดตั้งแนวร่วมประเทศผู้กู้ 2.กลไกการพักชำระหนี้ชั่วคราวเมื่อเกิดวิกฤต และภาษีความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอไอ (1% AI Solidarity Levy)
รายงานฉบับใหม่ “การเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้สิน: 11 แนวทางเพื่อปลดล็อกแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืน”จากองค์การสหประชาชาติ (United Nations หรือ UN) ระบุว่าปัจจุบันมีประชากรราว 3,400 ล้านคนหรือเกือบครึ่งโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะสูงกว่างบประมาณด้านสุขภาพหรือการศึกษา โดยในปี 2024 ประเทศกำลังพัฒนาต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมกันสูงถึง 921 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 26 ของโลก (ราว 12.6 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 66% ของ GDP ปี 2025
วันนี้ (14 ตุลาคม 2569) มูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AIDS Healthcare Foundation: AHF) จัดเวทีเสวนาภายใต้แคมเปญ “Freedom from Debt” ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณด้านสุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะที่จำเป็น พร้อมเสนอ 3 แนวทางปฏิรูประบบหนี้โลก ได้แก่ ผลักดันการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมของกลุ่มประเทศผู้กู้ที่จัดตั้งขึ้นในการประชุมกลุ่ม G20 ,พักชำระหนี้ในภาวะวิกฤต และจัดเก็บเงินสมทบจากธุรกิจ AI ช่วยลดข้อจำกัดทางการคลัง เพิ่มงบดูแลสุขภาพและขีดความสามารถในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชน โดยข้อเสนอนี้มุ่งสร้างกลไกทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่การนำเทคโนโลยี AI มาใช้แก้ไขปัญหาหนี้โดยตรง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'ภาษีสุขภาพที่ดี' ต้องบาลานซ์ 'รายได้รัฐ-สุขภาพคน-การบังคับใช้'
‘เมดพาร์ค’-มูลนิธิ PPGG เปิดเวทีคู่ขนาน IMF ดันไทยผงาด ‘เมดิคัลฮับ’
ประเทศกำลังพัฒนาต้นทุนกู้ยืมสูงกว่า2-4 เท่า
“สารัช ชิม” ผู้อำนวยการ มูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AHF) สำนักงานภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่าขณะนี้วิกฤตหนี้โลกกำลังส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน หลายประเทศต้องเลือกระหว่างการชำระหนี้กับการลงทุนด้านสุขภาพหรือการศึกษา ผลกระทบที่ตามมานั้นวัดได้ด้วยชีวิตของมนุษย์
โดยหนี้สินทั่วโลกสูงกว่า GDP โลกถึง 235% ซึ่งเกิดจากระบบการเงินโลกที่ฉุดทรัพยากรออกไปมากกว่าการส่งเสริมการพัฒนา ไม่มีประเทศใดควรจะต้องเสียสละประชาชนของตนเอง เพื่อสนองตอบต่อระบบการเงินโลกที่ไม่ยุติธรรมนี้ จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ที่ทุกคนควรมีส่วนร่วม อย่าง การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมา และให้ความรู้แก่สาธารณชนว่าเหตุใดความไม่เท่าเทียมนี้จึงไม่ควรดำเนินต่อไป น
ข้อมูลจากรายงาน A World of Debt 2025: It is Time for Reform ขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ระบุว่าในปี 2024 ประเทศกำลังพัฒนามีภาระจ่ายดอกเบี้ยสุทธิของหนี้สาธารณะรวม 921,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า
ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา 61 ประเทศต้องจัดสรรรายได้รัฐบาลตั้งแต่ 10% ขึ้นไปเพื่อจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณที่อาจส่งผลต่อการลงทุนในบริการสาธารณะที่จำเป็น โดยเฉพาะระบบสุขภาพและการศึกษา
นอกจากนี้ รายงานฉบับเดียวกันยังระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยนับตั้งแต่ปี 2020 ประเทศกำลังพัฒนามีอัตราต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าสหรัฐอเมริกาประมาณ 2-4 เท่า ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสามารถในการนำงบประมาณไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
ไทยหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 26 ของโลก
สำหรับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชีย ภาระการชำระหนี้นับเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชน โดยข้อมูลจาก Country Debt Service Burdens 2024 ระบุว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 26 ของโลกอยู่ที่ 366,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 12.6 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 66% ของ GDP มีภาระการชำระหนี้สูงถึง 61.25% ของรายได้รัฐบาล หรือคิดเป็น 12.50% ของ GDP ซึ่งเงินที่เราต้องนำไปใช้หนี้นั้น สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 4.18 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 3.22 เท่า
ขณะที่ สปป.ลาว มีภาระการชำระหนี้คิดเป็น 99.75% ของรายได้รัฐบาล ซึ่งสูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 8.08 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 9.08 เท่า ส่วนอินโดนีเซียอยู่ที่ 33.04% ของรายได้รัฐบาล สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 2.02 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 2.3 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารภาระหนี้ควบคู่กับการรักษาความสามารถของภาครัฐในการลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะที่จำเป็น
มองงบสาธารณสุข-การศึกษาเป็น “รายจ่าย”
“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสวนาในหัวข้อ “การขยายพื้นที่ทางการคลังเพื่อการพัฒนาด้านสุขภาพผ่านความเป็นธรรมทางหนี้สิน การสนับสนุนจากภาคธุรกิจเอไอ และยกระดับการเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้” ว่าโครงสร้างการบริหารจัดการเงินงบประมาณแบบเดิมของไทยไม่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายในปัจจุบันได้ การเร่งแก้ปัญหาหนี้สินจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการรักษาวินัยทางการเงินในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการบริหารนโยบายสาธารณะของประเทศในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจการเงินกระแสหลัก รัฐบาลและสถาบันการเงินมักประเมินงบประมาณการสร้างโครงสร้างพื้นฐานว่าคือ "การลงทุน" แต่กลับตีตรางบประมาณที่ใช้ไปกับระบบสาธารณสุขและการศึกษาว่าเป็นเพียง "รายจ่าย" ทั้งที่ในความเป็นจริง การพัฒนาศักยภาพและความเป็นอยู่ของมนุษย์คือรากฐานที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด
“ปัจจัยกดดันหลักเริ่มจากการที่ภาครัฐต้องเผชิญกับความจริงเรื่องข้อจำกัดงบประมาณ ซึ่งบีบบังคับให้ต้องทบทวนแนวคิดเชิงโครงสร้าง ทั้งระบบการหาและการบริหารจัดการรายได้ เนื่องจากในปัจจุบัน โครงสร้างการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไทยอยู่ในภาวะที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการทางการคลัง คือ ทั้งระบบการจัดเก็บรายได้และการจัดสรรรายจ่ายที่ไม่เหมาะสม กลายเป็นปัจจัยที่เข้าไปซ้ำเติมช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมให้รุนแรงยิ่งขึ้น”
วิกฤตที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือ มีถึง 45 ประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องเจียดงบประมาณไปจ่าย "ดอกเบี้ยหนี้สิน" เพียงอย่างเดียว มากกว่างบประมาณทั้งหมดที่ใช้ดูแลสุขภาพของประชาชนในประเทศตนเอง
"อภิสิทธิ์" กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยและสิงคโปร์ควรร่วมมือกันใช้เวทีอาเซียน (ASEAN) ในช่วงที่ทั้งสองประเทศจะก้าวขึ้นเป็นประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อรวมพลังของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา สร้างอำนาจต่อรองเชิงนโยบายระดับโลกในการจัดสรรงบประมาณพัฒนาสังคมและแก้ไขปัญหาหนี้สินร่วมกัน
70 ประเทศที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตหนี้
“โคอี้ ดาลีน” นักกลยุทธ์อาวุโสด้านการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ, Partner in Health (PIH) กล่าวว่าปัจจุบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่ามี 70 ประเทศที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตหนี้หรือมีความเสี่ยงสูง โดยในจำนวนนี้มี 26 ประเทศที่จมอยู่ในวิกฤตหนี้มาตั้งแต่ปี 2018 และมีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นที่สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้ สะท้อนให้เห็นว่าระบบการทางการเงินแบบเดิมล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
“แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะ ควรปฏิรูประบบปรับโครงสร้างหนี้ให้เป็นประชาธิปไตย และเปิดโอกาสให้ชุมชน เสียงของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ยกเลิกหนี้ที่ไม่ชอบธรรมและไม่ยั่งยืน พร้อมสนับสนุนแนวร่วมประเทศลูกหนี้ ผลักดันกลไกจัดการหนี้ภายใต้สหประชาชาติ ออกกฎหมายควบคุมเจ้าหนี้เอกชน และจัดการปัญหาเงินไหลออกเชิงโครงสร้าง”
ความยากจน-ภาระหนี้ เกิดจากกติการะดับโลกไม่เป็นธรรม
"จอห์น โทมิ" เจ้าหน้าที่นโยบายสุขภาพ เครือข่ายความไม่เป็นธรรมทางภาษีแห่งแอฟริกา กล่าวว่า "ระบบภาษี" และ "วิกฤตหนี้สิน" ถือเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน (Two sides of the same coin) ปัญหาความยากจนและภาระหนี้ท่วมหัวในประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการบริหารภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกติการะดับโลกที่ไม่เป็นธรรมตั้งแต่เริ่มต้น
ข้อสรุปเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศ สามารถแบ่งออกได้เป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้
- การถูกตัดสิทธิจากการกำหนดกติกา
ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าร่วมโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกเมื่อมีการร่างกติกาภาษีและการเงินโลก ทำให้กติกาถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของประเทศร่ำรวย
- การสูญเสียรายได้จากรูรั่วทางภาษี
เกิดปัญหา กระแสเงินไหลออกผิดกฎหมาย และการถ่ายโอนกำไรของบริษัทข้ามชาติ มหาศาล ส่งผลให้ประเทศต้นทางขาด "อำนาจในการจัดเก็บภาษี ณ แหล่งกำเนิดมูลค่าเศรษฐกิจจริง"
- วงจรทางการเงิน
เมื่อรัฐไม่สามารถจัดเก็บรายได้เข้าประเทศเนื่องจากรูรั่วทางภาษี แต่จำเป็นต้องนำเงินไปใช้ในภาคสังคมและการพัฒนา ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือ การกู้หนี้ จนกระทั่งภาระหนี้สูงเกินรับมือไหว
- การเรียกร้องความยุติธรรมทางภาษี
ภาคประชาสังคมทั่วโลกจึงร่วมกันผลักดันแคมเปญระดับโลกอย่าง Stop the Bleeding Campaign และจัดทำรายงาน Black Paper เพื่อเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนกติกาภาษีโลกผ่านกรอบของสหประชาชาติ (UN Tax Convention) ให้เป็นธรรมอย่างแท้จริง
"คนตัวเล็กๆ -กลุ่มเปราะบาง"ผู้จ่ายรายแรกเสมอ
เมื่อรัฐบาลถูกบีบด้วยภาระหนี้สินล้นพ้นตัว หรือเมื่อเงินทุนช่วยเหลือด้านสาธารณสุขจากต่างประเทศหยุดชะงัก มาตรการรัดเข็มขัดจะทำงานทันที และสิ่งแรกที่ถูกตัดทอนคืองบด้านสุขภาพและการศึกษา โดยผู้ที่ต้องรับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม
สุรางค์ จันทร์แย้ม จากมูลนิธิสวิง (SWING) ได้สะท้อนภาพจริงอันน่าสะเทือนใจของกลุ่มเซ็กส์เวิร์กเกอร์, กลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBT), ผู้ใช้สารเสพติด และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมักถูกมองข้ามและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก่อนผู้อื่นเสมอ พร้อมยกตัวอย่าง "บทซ้อมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว" เมื่อประเทศมหาอำนาจสั่งตัดและยุติงบประมาณสนับสนุนด้านสุขภาพและ HIV อย่างกะทันหัน จนส่งผลให้เกิดความโกลาหลอย่างรุนแรง บุคลากรภาคประชาสังคมจำนวนมากถูกเลิกจ้าง (Layoff) และผู้ป่วยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือ คนทำงานสุขภาพในชุมชนที่คอยเป็นหน้าด่านดูแลประชากรเปราะบาง กลับถูกระบบรัฐมองเป็นเพียง "อาสาสมัคร" (Volunteer) ที่ไร้ความมั่นคงในอาชีพและไร้สวัสดิการ รองรับ ทั้งที่เซ็กส์เวิร์กเกอร์ 1 คนต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวข้างหลังอีกถึง 5-6 ชีวิต
"คนตัวเล็กๆ เกิดมาก็มีหนี้ผูกพันแล้ว ทุกครั้งที่มีวิกฤตการเงิน เรื่องแรกๆ ที่ถูกลดค่าลงคือเรื่องสุขภาพและการศึกษา และกลุ่มคนที่ยังไม่มีสถานะความเป็นคนเท่ากับคนอื่น มักจะถูกมองข้ามและปล่อยทิ้งก่อนเสมอ"
3 ข้อเรียกร้องแคมเปญ "อิสรภาพจากหนี้"
"ลอเร็ตต้า หว่อง" รองผู้บริหารระดับสูงด้านการรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมและนโยบาย AHF กล่าวว่าการก้าวข้ามกติกาที่ไม่เป็นธรรมจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมทางนโยบายและยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ที่กล้าหาญ แคมเปญ "อิสรภาพจากหนี้" (Freedom from Debt Campaign) ซึ่งขับเคลื่อนโดยมูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ , Partners In Health และภาคีเครือข่าย ได้เสนอทางออกเชิงโครงสร้างเพื่อปลดพันธนาการทางการเงินของซีกโลกใต้
ข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการของแคมเปญ "อิสรภาพจากหนี้" ประกอบด้วย
- การจัดตั้งแนวร่วมประเทศผู้กู้
การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศผู้กู้ยืมในซีกโลกใต้ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองร่วม (Collective Bargaining Power) ในการเจรจากับเจ้าหนี้ภาคเอกชน (Private Creditors) และสถาบันการเงินสากล เพื่อเรียกร้องอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมและเงื่อนไขการชำระหนี้ที่สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายจริงของประเทศ
- กลไกการพักชำระหนี้ชั่วคราวเมื่อเกิดวิกฤต
การกำหนดให้มีกลไกหยุดพักการชำระหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ยโดยทันทีเมื่อประเทศผู้กู้ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ วิกฤตการณ์ทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Shocks) หรือวิกฤตมนุษยธรรมฉุกเฉิน เพื่อให้รัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนการจัดสรรทรัพยากรทางการคลังมาใช้รักษาชีวิตประชาชนและฟื้นฟูประเทศได้ทันท่วงที
- ภาษีความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอไอ (1% AI Solidarity Levy)
นวัตกรรมทางการเงินสากลด้วยการจัดเก็บภาษีเพียง 1% จากผลกำไรหรือความมั่งคั่งของบรรษัทอภิมหาเศรษฐีในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดด เงินรายได้จากภาษี 1% นี้จะถูกนำมาสร้างเป็นกองทุนสากลเพื่อปลดล็อกงบประมาณและอัดฉีดเข้าสู่ระบบสาธารณสุข การศึกษา และการพัฒนาสังคมในประเทศกำลังพัฒนา





