วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธนาคารโลกรับมือ 'วิกฤติสุขภาพโลก' ลดความเหลื่อมล้ำ-ดันคนเข้าถึงการรักษากว่า 740 ล้านคน

กลยุทธ์หลักมุ่งเน้นการปฏิรูประบบ "สุขภาพปฐมภูมิ" แบบองค์รวม แทนการสนับสนุนงบประมาณแยกตามรายโรค เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและสร้างความยั่งยืน

KEY POINTS

  • ธนาคารโลกดำเนินยุทธศาสตร์สุขภาพใหม่ โดยช่วยให้ประชาชนกว่า 742 ล้านคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้แล้ว ซึ่งเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของเป้าหมาย 1.5 พันล้านคน
  • กลยุทธ์หลักมุ่งเน้นการปฏิรูประบบ "สุขภาพปฐมภูมิ" แบบองค์รวม แทนการสนับสนุนงบประมาณแยกตามรายโรค เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและสร้างความยั่งยืน
  • ขับเคลื่อนแผนผ่าน 3 แนวทางสำคัญ คือ การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจ

ธนาคารโลกเดินหน้ารุกยุทธศาสตร์สุขภาพโลก มุ่งเป้าช่วยประชาชน 1.5 พันล้านคนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานและราคาเป็นธรรม  ย้ำชัดเน้นปฏิรูป "ระบบสุขภาพปฐมภูมิ" แบบองค์รวม ไม่แยกส่วนตามชนิดโรค เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนและสร้างความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว

ความคืบหน้าครั้งใหญ่ ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพพุ่งเกือบครึ่งทาง

ดร. โมนิก เลดเดอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายสุขภาพ ธนาคารโลก (World Bank) ได้เปิดเผยในงานเสวนา Make 'Health Works' Really Work for People’s Health: the Role of Civil Society and Communities ว่าความคืบหน้าของยุทธศาสตร์สุขภาพใหม่ซึ่งประกาศไว้เมื่อเดือน เม.ย. 2567 โดยตั้งเป้าหมายใหญ่ในการช่วยให้ประชาชนทั่วโลก 1.5 พันล้านคน สามารถเข้าถึงบริการทางสุขอนามัยที่มีคุณภาพและราคาที่เข้าถึงได้

ปัจจุบัน ธนาคารโลกสามารถขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพให้แก่ประชาชนไปแล้วกว่า 742 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของเป้าหมายทั้งหมด ผ่านการขับเคลื่อน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  • การพัฒนาแพลตฟอร์มสุขภาพปฐมภูมิด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
  • การจัดหาแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลแต่ละประเทศสามารถจัดสรรงบประมาณภายในประเทศมาดูแลงานสุขภาพได้เองในระยะยาว
  • การส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยารวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อสร้างงานและสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุข

ผนึกกำลังนานาชาติผ่าน “ข้อตกลงระดับประเทศ” 

เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage: UHC) ธนาคารโลกได้ร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น องค์การอนามัยโลก (WHO) และภาคีเครือข่ายระดับโลก โดยจัดทำ "ข้อตกลงระดับประเทศ"  ซึ่งเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศเป็นผู้กำหนดทิศทางความต้องการของตนเอง พร้อมดึงแหล่งเงินทุนจากพันธมิตร เช่น Gavi และ Global Fund เข้ามาร่วมสนับสนุนให้ตรงจุด

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง UHC Knowledge Hub เพื่อเชื่อมโยงกระทรวงการคลังและกระทรวงสาธารณสุขของประเทศต่างๆ ให้มาทำงานร่วมกันเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ในการวางแผนปฏิรูประบบการเงินด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

มุ่งเน้น "ระบบสุขภาพปฐมภูมิ" เลิกอุดหนุนแบบแยกส่วนตามโรค

ทิศทางสนับสนุนงบประมาณว่า ธนาคารโลกจะเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบสุขภาพปฐมภูมิในภาพรวม มากกว่าการอุดหนุนงบประมาณแยกย่อยตามรายโรค

จุดประสงค์สำคัญคือการจัดแพ็กเกจบริการสุขภาพพื้นฐานที่คุ้มค่า ตรงกับสถิติภาระโรคที่เกิดขึ้นจริงในประเทศนั้นๆ และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องกลายเป็นผู้ยากไร้จากการจ่ายค่ารักษากรณีเจ็บป่วยหนัก

เปิดประตูรับฟังเสียง "ภาคประชาสังคม" และกลุ่มเปราะบาง

แม้การอนุมัติเงินกู้และงบประมาณของธนาคารโลกจะดำเนินการผ่านสัญญาร่วมกับกระทรวงการคลังของแต่ละประเทศเป็นหลัก แต่ ดร. โมนิก ยืนยันว่า เสียงของภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสะท้อนปัญหาจริง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการบริการสุขภาพจิตในกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) หรือการรับมือกับโรคติดเชื้อต่างๆ

ธนาคารโลกจึงตั้งเป้าส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผน ติดตาม ตรวจสอบ และร่วมผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพอย่างเป็นธรรม ครอบคลุม และยั่งยืนสำหรับทุกคน